บุญกอง สุวรรณเพ็ชร เขียน
พีระ ส่องคืนอธรรม อ่าน
ศุภวิชญ์ วีสเพ็ญ วาด
[ผลงานฉบับเต็มพร้อมเชิงอรรถและเสียงอ่านอยู่ด้านล่าง]
[To read in English, follow this link]

(ล่าง) ผู้แต่งอ่านกลอนท่อนในรูปแล้วออกความเห็น
สนามราษฎรภูมิใจเสนอมหากาพย์ชาวนาที่แต่งโดยชาวนาและช่างตีมีดที่เรียนรู้วิชาด้วยตัวเอง เราจะมาตะลุยธีม เจ้าชีวิตชนบท กันต่อหลังบทกวีของจิตร ภูมิศักดิ์ด้วยเรื่องราวของชาวนาในอำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธรที่ได้เปลี่ยนโฉมจาก “สู” ผู้มีกรรมมาเป็น “กู” ผู้มีอำนาจสูงสุด พาตัวเองและมิตรสหายหลุดพ้นจากโรค หนี้สิน และภาวะพึ่งพา สามบ่วงของการปลูกพืชเศรษฐกิจแบบใช้ยาฆ่าหญ้าฆ่าแมลง จนดีดตัวขึ้นมาลิขิตชีวิตตัวเองได้ – อินทร์พรหมไท้อย่าหาญมาบอกสั่ง
ราวปี 2552 ผลงานเขียนด้วยลายมือของบุญกอง สุวรรณเพ็ชร ได้รับการรวมเล่มในชื่อ อุดมการเกษตรอินทรีย์ จิตรวิณญานแห่งการผึ่งตนเองอย่างยั้งยืน (สะกดตามต้นฉบับ) เพื่อแจกจ่ายให้มิตรสหายเกษตรอินทรีย์ในยโสธร มีเฉพาะคำนำหนึ่งหน้าที่เป็นตัวพิมพ์ ฉีกแนวจากปกและเนื้อในทั้งหมดที่เป็นลายมือ –
เอกสารที่อยู่ในมือของท่านในขณะนี้ อาจเป็นเพียงงานเขียนของคนรากหญ้าอรหันต์ชาวนาผู้หนึ่งที่ต้องการสื่อสิ่งที่คิดออกมาให้พวกท่านได้อ่านโดยมีเป้าหมายเพื่อให้เห็นถึงความสำคัญของอันตรายจากสารพิษ สารเคมี ตระหนักถึงการรวมกลุ่มและพลังของชาวนาที่พยายามพึ่งตนเองภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง
งานเขียนฉบับมีทั้ง ผญา กลอนอีสาน กลอนหมอลำ บทความชิ้นเล็ก ๆ ซึ่งอาจจะใช้ภาษาที่รุนแรง เขียนไม่ถูกต้องตามอักขระภาษาไทยที่ผู้อ่านต้องใช้ความพยายามในการอ่านและตีความหมาย เพราะผู้เขียนเขียนออกมาจากใจเพื่อส่งสื่อถึงใจชาวนาด้วยกัน โดยพวกเราฝ่ายจัดพิมพ์ก็ไม่ต้องการพิมพ์ใหม่ให้อ่านได้ง่ายและถูกต้อง แต่ต้องการคงไว้ซึ่งลายมือและภาษาของผู้เขียน ซึ่งเป็นเสน่ห์ที่งดงามอย่างหนึ่งของงานเขียน
ขอขอบคุณพ่อบุญกอง สุวรรณเพชร เจ้าของสโลแกน “อรหันต์ชาวนา” สมาชิกเกษตรอินทรีย์บ้านโนนยาง ตำบลกำแมด อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร ซึ่งเป็นปราชญ์ชาวบ้านด้านวรรณกรรมที่พยายามคิดและเขียนงานชิ้นนี้ออกมา ขอบคุณสมาชิกผู้อ่านที่ใช้หัวใจในการอ่าน ขอให้เพลิดเพลินกับงานเขียนนี้และขอให้พึงระลึกเสมอว่า พึ่งพิง พึ่งพา พึ่งตน บนแนวทางเกษตรอินทรีย์ตามวิถีพอเพียง แล้วพบกันอีก บุญขึ้น 3 ค่ำเดือน 3 ปีหน้า
ด้วยจิตคารวะ
ฝ่ายส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน
ชมรมรักษ์ธรรมชาติ
ในวาระการเผยแพร่ทางออนไลน์ปี 2569 นี้ ต้นฉบับภาษาถิ่นความยาว 52 หน้าได้รับการชำระและแปลงเป็นตัวพิมพ์โดยมีปรับแก้การสะกดเล็กน้อยเพื่อป้องกันผู้อ่านไขว้เขวกับคำอื่น นอกจากนั้นสำหรับหน้า ๑-๑๘ ที่ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษ ยังได้ทำเชิงอรรถตามความประสงค์ของผู้แต่งเพื่อช่วยผู้อ่านชาวไทยทำความเข้าใจถ้อยคำสำนวนภาษาถิ่นและอุปมาอุปไมยเฉพาะตัวของผู้แต่ง พร้อมมีบันทึกเสียงอ่านของผู้แต่งด้วย อย่างไรก็ดี ต้องบอกว่าเนื้อหาหลังจากนั้นไปก็น่าสนใจมากๆ โดยเฉพาะหน้า ๒๒-๓๔ ที่บุญกองหยิบเอาการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายของคนในชุมชนออกเป็นกลุ่มเกษตรอินทรีย์กับกลุ่มเกษตรเคมีมาถ่ายทอดเป็นศึกดวลหมอลำบนเวที – โดยไม่มีใครชนะขาด
การรวมกลุ่มเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทยเริ่มเกิดมีขึ้นในช่วงกลางถึงหลังทศวรรษ 2520 ยุคของการผันตัวเป็นเอ็นจีโอหลัง “ป่าแตก” ที่หมายถึงความพ่ายแพ้ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในสงครามจรยุทธ์กับรัฐ แต่ถึงจะมีอานิสงส์จากนักพัฒนาเอกชน ก็ใช่ว่าเราจะสรุปเพื่อปัดตกกลุ่มเกษตรอินทรีย์เหล่านี้ได้ง่ายๆว่าเป็นแค่คนในเครือข่ายอุปถัมภ์ที่สมาทานชุดคำอย่างเศรษฐกิจพอเพียง (ใช้ในเชิงบวก) และประชานิยม (ใช้ในเชิงลบ) มันมีอะไรมากกว่านั้น อย่างเมื่อบุญกองพูดถึงที่ปรึกษาในการจะพ้นทุกข์ของชาวนา คำหนึ่งที่ปรากฏซ้ำๆคือ “หมอ” ทว่าผู้แต่งใช้คำนี้แต่ละทีไม่ซ้ำรอยเดิม แต่กลับกินความกว้างขวางมากขึ้นเรื่อยๆ ในครั้งแรกที่มีการจัดประชุมหมู่บ้านเพื่อการนี้ในหน้า ๔ มี “หมอ” ดังต่อไปนี้
หมอโบราณหมอผีฟ้า หมอยาหมอธรรมแก่
หมอตำแงแม่บ้าน หมอส่อนสูดขวัาณ
หมอใหม่ร้วนหมอเก่าเสริมทิม
เทิงหมอเอ็นหมอมอซ่อยกันหาค้น
ในขณะที่การประชุมหมู่บ้านอีกครั้งหนึ่งในหน้า ๑๓ ลาวบอก –
มีหมอเหล่า หมอยา หมอไก่
หมอไฮโลโบกไพ่ หมอซื้อเลขหวย
หมอนายฮ้อยหาควายซื้อส่ง
หมอลงถ่งไล่เขียดโม้ หมอห่วยไล่มอง
หมอหาค้องกะปอมแดงอยู่นำเหล่า
หมอมักเว้าเด็กน้อยแห่งไว
ความหมายนี้ของ “หมอ” ในภาษาถิ่นเทียบได้กับคำว่า “นัก” ในภาษากลาง แต่ใช้ได้กว้างกว่า ไม่จำเป็นต้องมีฐานะของความเชี่ยวชาญหรืออาชีพ มีแต่ความถนัดหรือแค่ใจรักก็ได้
นอกจากข้ามสายอาชีพ ตลอดเรื่องเล่าเรายังจะได้เห็นคณะที่ปรึกษาของไทบ้านไทนาข้ามเส้นแบ่งระหว่างเพศและเขตภูมิศาสตร์ด้วย
การพึ่งตนเองในชื่อเรื่องไม่ได้แปลว่าแยกตัวจากชุมชน นี่คือสาระสำคัญข้อหนึ่ง – ตนกูผู้มีอำนาจสูงสุดไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว บุญกองสรุปไว้อย่างกระชับในเจ็ดพยางค์ว่า “กูท่อนั้นโซมซ้วนหมู่กู” (โซม แปลว่าพยุง, ซ้วน คือช้อน โดยปริยายหมายถึงค้ำชู) คำว่า “หมู่กู” จะอ่านว่าหมายถึง “เพื่อนของกู” หรืออาจอ่านว่าหมายถึง “กูที่อยู่โยงใยกันเป็นหมู่” ก็ได้ มีอีกคำหนึ่งที่บุญกองใช้หลายครั้งโดยไม่ซ้ำความเดิมคือ “ฆ้อน/ค้อน” คราวแรกเป็นเครื่องมือที่ใช้ขู่เข็ญ “ชาวนาสู” ในหน้า ๒ แต่ในหน้า ๑๓ กลับพลิกล็อกเป็นเครื่องมือที่ “กู” แต่ละคนหยิบขึ้นมาสู้อย่างสมน้ำสมเนื้อ –
ค้อนท่อค้อนขันสู้สู่อัน
จิตมุ้งหมั้นเอิ้นว่าอุดมการณ์
เหนือเหตุผลสู่อันทั้งค้าย
สายลมต้องสายฝนแสนห่า
ยืนอยู่ใด้เหนือน้ำแม่นกู
โดยไม่อารัมภบทไปมากกว่านี้ ขอเชิญทุกท่านพบกับ อุดมการเกษตรอินทรีย์ จิตรวิญญาณแห่งการพึ่งตนเองอย่างยั่งยืน ตัวจริงเสียงจริงได้เลย

(ล่าง) พ่อจ่องไขความหมายวรรค “แมวหางก้อมนอนซอมขวยมดง่าม” ที่กลายมาเป็นภาพปก
One thought on “อุดมการเกษตรอินทรีย์ จิตรวิญญาณแห่งการพึ่งตนเองอย่างยั่งยืน”