วิญญาณหนังสือพิมพ์ (คำเตือนจากเพื่อนเก่าอีกครั้ง)

กวี ศรีสยาม เขียน
พีระ ส่องคืนอธรรม อ่าน
ศุภวิชญ์ วีสเพ็ญ วาด
เผยแพร่ทางเว็บไซต์สนามราษฎรในช่วงครบรอบ 60 ปี การจากไปของจิตร ภูมิศักดิ์

[บทกวีฉบับเต็มอยู่ด้านล่าง]
[To read “The Spirit of Journalism (A Warning Once Again from an Old Friend)” with the introduction in English, click here]

      เปิบข้าวทุกคราวคำ
จงสูจำเปนอาจิณ
เหงื่อกูที่สูกิน
จึงก่อเกิดมาเปนคน
      ข้าวนี้น่ะมีรส
ให้ชนชิมทุกชั้นชน
เบื้องหลังสิทุกข์ทน
และขมขื่นจนเขียวคาว
      จากแรงมาเปนรวง
ระยะทางนั้นเหยียดยาว
จากรวงเปนเม็ดพราว
ล้วนทุกข์ยากลำเค็ญเข็ญ
      เหงื่อหยดสักกี่หยาด
ทุกหยดหยาดล้วนยากเย็น
ปูดโปนกี่เส้นเอ็น
จึงแปรรวงมาเปิบกิน
      น้ำเหงื่อที่เรื่อแดง
และน้ำแรงอันหลั่งริน
สายเลือดกูทั้งสิ้น
ที่สูซดกำซาบฟัน

เนื้อหาข้างต้นตัดมาจากกาพย์ห่อโคลงความยาว 72 บทชื่อ “วิญญาณหนังสือพิมพ์ (คำเตือนจากเพื่อนเก่าอีกครั้ง)” แต่งโดยกวี ศรีสยาม นามปากกาหนึ่งของจิตร ภูมิศักดิ์ (ชาตะ 2473 มรณะ 2509) พิมพ์ครั้งแรกเป็นตอนๆ รวม 5 ตอน ในช่วงต้นถึงกลางเดือนสิงหาคม 2507 ทางหนังสือพิมพ์รายวัน ประชาธิปไตย  กาพย์ห่อโคลงเรื่องนี้พุ่งเป้าไปทางนักหนังสือพิมพ์ที่ผู้พูดเรียกอย่างเสียไม่ได้ว่าเพื่อน – “อาเพื่อน (ยังเรียกเพื่อน)   จะขอเตือนอีกครั้งครัน” (บทที่ 69 วรรค 1-2)  อ่านดูคร่าวๆแล้วผู้พูดก็ดูทรงจะเข้าอีหรอบนักเขียนฝ่ายซ้ายพูดจาฉาดฉานที่ชอบสาปประณามการฉวยโอกาสและความหลงผิดของเพื่อนร่วมวงการ พร้อมกับแสดงธรรมเสมือนหนึ่งรู้ดีกว่าใครในเรื่องจิตวิญญาณหนังสือพิมพ์ที่มีทวนทองและโคมทองเป็นเครื่องมือคู่กัน อย่างแรกสำหรับทิ่มแทงปีศาจเพื่อปกป้องประชาชน อย่างหลังสำหรับสาดแสงแห่งความจริงลงไปให้ตราตรึงจิตสำนึกและแลเห็นทางข้างหน้า แต่การอ่านที่ออกจะมักง่ายเช่นนั้นก็ต้องมาสะดุดกับเสียงของชาวนาที่ทะลุกลางปล้องขึ้นมาด้วยสรรพนาม “กู” ในบทที่ 19-23 ที่ตัดมานี้

ตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 2550 เป็นต้นมา นักเรียนม.4 ในระบบการศึกษาของไทยต้องผ่านการอ่านกาพย์ห้าบทนี้ การเปิดพื้นที่ในหลักสูตรการศึกษาให้แก่คอมมิวนิสต์สามัญชนที่ถูกเจ้าหน้าที่รัฐยิงตายเพียงไม่กี่เดือนก่อนที่เขาจะมีอายุ 36 ปี ถูกถอนเขี้ยวเล็บไปตั้งแต่ต้นด้วยการล้อมกรอบการตีความไว้ข้างในบทความชื่อ “ทุกข์ของชาวนาในบทกวี” เขียนโดยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2533 ในวโรกาสที่พระองค์ทรงเจริญพระชนมายุครบ 36 พรรษา โดยเพื่อนนิสิตคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รุ่นที่ 41 ของพระองค์  ขึ้นต้นประโยคแรกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธรก็ออกตัวทันทีว่าไม่ได้รู้ลึกอะไร เป็นการออกตัวที่เมื่อบรรจุเป็นหลักสูตรวิชาภาษาไทย ก็ได้กลายมาเป็นแบบอย่างของการวิจักษ์วิจารณ์วรรณกรรมสำหรับครูสอนภาษาไทยนับพันและนักเรียนนับล้านที่ต้องอ่านกาพย์ห้าบทนี้ตามเสด็จ –

เมื่อครั้งเป็นนิสิต ข้าพเจ้าได้เคยอ่านผลงานของจิตร ภูมิศักดิ์ อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ศึกษาอย่างละเอียด หรือวิเคราะห์อะไร เพียงแต่ได้ยินคำเล่าลือว่าเขาเป็นคนที่ค้นคว้าวิชาการได้กว้างขวางและลึกซึ้งถี่ถ้วน ในสมัยที่เราเรียนหนังสือกัน ได้มีผู้นำบทกวีของจิตรมาใส่ทำนองร้องกัน ฟังติดหูมาจนถึงวันนี้

แล้วก็ตามด้วยกาพย์ยานี 11 ห้าบทนั้นแบบไม่มีชื่อเรื่อง  ส่วนเรื่องที่ผู้แต่งได้สร้างวีรกรรมจนชื่อกระฉ่อนขึ้นมาเมื่อครั้งเป็นนิสิตคณะเดียวกันมหาวิทยาลัยเดียวกันเมื่อยี่สิบปีก่อนหน้าสมัยของพระองค์นั้นก็ละไว้ในฐานที่เข้าใจ ถ้าผู้อ่านไม่รู้เรื่องของจิตร ภูมิศักดิ์ที่จุฬาฯมาก่อน การที่เจ้าฟ้าหญิงเลือกใช้คำที่ดูมีนัยยะว่า “คำเล่าลือ” ก็คงจะผ่านหูผ่านตาไปแบบงั้นๆ  บทกวีที่พูดกับนักหนังสือพิมพ์ร่วมสมัยกับผู้แต่งจึงถูกทอนลงเหลือแต่ท่อนที่มีคนเอาไปทำเป็นเพลงจนดังข้ามยุคข้ามสมัย (คนทำเพลงคนนั้นคือสุรชัย จันทิมาธร คนรุ่นก่อนส่วนใหญ่รู้จักเขาในนาม หงา คาราวาน ศิลปินรอยัลลิสต์ปีกซ้ายแถวหน้าคนหนึ่งของไทย)

ว่ากันตามจริง ปัญหาความไม่รู้ที่เพิ่มพูนเป็นความยิ่งไม่รู้เข้าไปใหญ่นี้ ต้นเหตุไม่ได้อยู่ที่เจ้าฟ้าหญิงสิรินธร แต่อยู่ที่ผู้วางหลักสูตรการศึกษาแห่งชาติที่นำบทความของพระองค์มาเผยแพร่ซ้ำโดยไม่พาสำรวจบริบทของการเขียน ถ้าเราคิดว่าบทความนี้เจตนาเขียนให้เพื่อนที่เรียนอักษรจุฬาฯมาด้วยกันอ่าน ก็จะคิดต่อไปได้ว่าผู้อ่านในใจนั้นต้องรู้กันอยู่แล้วถึงเรื่องราวของจิตร ภูมิศักดิ์ ในฐานะสาราณียกรผู้วิจารณ์สถาบันที่ถูกโยนบกจากเวทีสูงเมตรครึ่งที่มหาวิทยาลัยของพวกเขา เป็นเรื่องน่าคิดที่พระองค์เลือกผลงานของเขาคนนี้มาเขียนถึงในวาระดิถีพิมพ์หนังสือรวมพระราชนิพนธ์  (หรือถ้ามีเขียนเก็บไว้อยู่ก่อนแล้ว ก็ยังน่าสนใจที่เลือกนำมาเผยแพร่ในวาระนั้น) ส่วนกาพย์ห้าบทนั้นก็เป็นที่รับรู้ติดหูกันอยู่แล้วในหมู่คนไทยรุ่นเดียวกับพระองค์ จึงไม่จำเป็นต้องระบุชื่อคนทำเพลงหรือแม้แต่ชื่อเพลง เมื่อพิจารณาปัจจัยแวดล้อมเช่นนี้แล้ว จะเห็นได้ว่าเจ้าฟ้าหญิงสิรินธรกำลังรื้อฟื้นชื่อเสียงของจิตรในความคิดของเพื่อนนิสิตของพระองค์ต่างหาก ที่น่าจะมองกันว่าจิตรว่าเป็นคนหัวรุนแรงที่หลงผิด ช่วงเวลาที่ตีพิมพ์นั้นกำแพงเบอร์ลินเพิ่งถูกทุบทำลายไปได้ไม่ถึงปี เป็นหมุดหมายการสิ้นสุดของระบอบคอมมิวนิสต์ในยุโรป เจ้าฟ้าไทยก็เลี่ยงที่จะสางประเด็นเกี่ยวกับแนวคิดคอมมิวนิสต์ของจิตร เพื่อจะได้ชูคุณลักษณะแบบมนุษยนิยมของเขาที่ได้พยายามให้เสียงแก่คนไร้เสียง –

ดูสรรพนามที่ใช้ว่า “กู” ในบทกวีนี้ แสดงว่าผู้ที่พูดคือชาวนา ชวนให้คิดว่าเรื่องจริง ๆ นั้น  ชาวนาจะมีโอกาสไหมที่จะ “ลำเลิก” กับใคร ๆ ว่า  ถ้าไม่มีคนที่คอยเหนื่อยยากตรากตรำอย่างพวกเขา คนอื่น ๆ จะเอาอะไรกิน อย่าว่าแต่การลำเลิกทวงบุญคุณเลย ความช่วยเหลือที่สังคมมีต่อคนกลุ่มนี้ในด้ายของปัจจัยในการผลิต การพยุงหรือประกันราคา และการรักษาความยุติธรรมทั้งปวงก็ยังแทบจะเป็นไปไม่ได้ ทำให้ในหลาย ๆ ประเทศที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจ ชาวนาต่างก็ละทิ้งอาชีพเกษตรกรรมไปอยู่ในภาคอุตสาหกรรมหรือภาคบริการ  ซึ่งทำให้ตนมีรายได้สูงกว่าหรือได้เงินเร็วกว่า แน่นอนกว่า มีสวัสดิการดีกว่าและไม่ต้องเสี่ยงมากเท่าการเป็นชาวนา บางคนที่ยังคงอยู่ในภาคเกษตรกรรมก็มักจะนิยมเปลี่ยนพืชที่ปลูกจากธัญพืชซึ่งมักจะได้ราคาต่ำ เพราะรัฐบาลก็มีความจำเป็นที่จะต้องควบคุมราคา มาเป็นพืชเศรษฐกิจประเภทอื่นที่ราคาสูงกว่า แต่ก็ยังมีชาวนาอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่มีทางที่จะขยับขยายตัวให้อยู่ในสถานะที่ดีขึ้นได้ อาจแย่ลงด้วยซ้ำ แล้วก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะอุทธรณ์ฎีกากับใคร  ถึงจะมีคนแบบจิตรที่พยายามใช้จินตนาการสะท้อนความในใจออกมาสะกิดใจคนอื่นบ้าง แต่ปัญหาก็ยังไม่หมดไป

ว่าแต่ว่า มันใช่หรอที่เสียงในบทกวีนั้นกำลังพยายาม “ลำเลิกทวงบุญคุณ” กับผู้อ่านผู้ฟัง? เสียงนั้นอาจไม่ได้ต้องการให้คุณรู้สึกผิด แต่พยายามให้ดวงตาคุณเห็นธรรมต่างหาก มันไม่ใช่ สูติดกูอยู่ แต่เป็น สูกินกูอยู่  กาพย์ห้าบทบรรลุถึงจุดสุดยอดที่ภาพประหลาดของการ “กำซาบ” ที่กินความทั้งกายภาพและจิต คือเลือดที่อาบฟัน ซึมเข้าไปในประสาทสัมผัส และซาบเข้าไปในความนึกรู้ วรรคนี้ของกวี ศรีสยามชวนให้นึกถึงอุปมาของคาร์ล มาร์กซ์ ที่เปรียบกลไกการสั่งสมทุนในระบบทุนนิยมเข้ากับผีดูดเลือด – ทุนคือแรงงานที่ตายแล้ว ซึ่งเปรียบเสมือนแวมไพร์ที่ดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยการดูดแรงงานที่มีชีวิต และยิ่งดูดแรงงานมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งดำรงชีวิตอยู่ได้นานเท่านั้น – ตรงกับการเฉลยว่า “เหงื่อกูที่สูกิน” นั้นไม่ใช่อะไรนอกจาก “สายเลือดกูทั้งสิ้น” แทนที่จะตีความว่าเป็นอติพจน์ฟุ้งๆ โวหารของการซดเลือดอาจไม่ใช่การกล่าวเกินจริงแต่อย่างใด ในเมื่อพลังชีวิตของฝ่ายหนึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนขั้นฐานรากของไลฟ์สไตล์อีกฝ่ายหนึ่ง และการขับเคลื่อนนั้นไม่ใช่แค่ กูหลั่งเลือดให้สูได้มีกินในแต่ละมื้อแต่ละวัน แต่ลงลึกไปถึง กูนี่แหละสร้างสูขึ้นมา

สิรินธรสลับไปพูดถึงบทกวีที่มีธีมเรื่องคล้ายกันอีกบทหนึ่ง (ที่จริงๆแล้วอาจนับเป็นสองบท) แต่งโดยหลี่เชิน กวีชาวจีนจากยุคราชวงศ์ถัง คราวนี้มีการบอกประวัติของผู้แต่ง ชื่อของบทกวี รวมถึงความเชื่อมโยงระหว่างตำแหน่งแห่งที่ของผู้แต่งกับเรื่องที่แต่ง หลังจากย่อหน้าสั้นๆที่เปรียบเทียบเปรียบต่างเทคนิคในการเขียนของสองกวี ก็มาถึงบทสรุป –

เวลานี้สภาพบ้านเมืองก็เปลี่ยนไป ตั้งแต่สมัยหลี่เชินเมื่อพันปีกว่า สมัยจิตร ภูมิศักดิ์เมื่อ ๓๐ กว่าปีที่แล้ว สมัยที่ข้าพเจ้าได้เห็นเองก็ไม่มีอะไรแตกต่างกันนัก ฉะนั้นก่อนที่ทุกคนจะหันไปกินอาหารเม็ดเหมือนนักบินอวกาศ เรื่องความทุกข์ของชาวนาก็ยังคงจะเป็นแรงสร้างความสะเทือนใจให้แก่กวียุคคอมพิวเตอร์สืบต่อไป

พอมาลงเอยที่ความเป็นอกาลิโกของทุกข์ จิตที่ถูกสะกิดให้สำนึกก็ต้องพบทางตัน บทกวีมีพลังกระทบใจก็จริง แต่การสรุปบทเรียนทำนองนี้เท่ากับพาถอยกลับไปสู่สัจนิรันดร์วันยังค่ำที่ผู้อ่านผู้ฟังคุ้นเคยอยู่แล้ว ความสะเทือนใจใดๆที่เกิดก็จะเสียของไปเป็นความสงสารและการทอดถอนใจอยู่ในเก้าอี้นวม แทนที่มันจะกวนใจจนเกิดเป็นความละอายและความเชื่อมั่นที่รวมสำนึกกันแล้วอาจสามารถดัดนิสัยในการรู้สึกนึกคิดต่อตำแหน่งแห่งที่ของตัวเองในโลกได้

เพื่อจะสรุปบทเรียนไปให้ไกลกว่าการพาวนกลับมาจุดเดิม เราอาจลองนำเรื่องเวลามาพิจารณาดูใหม่ ก่อนจะต้องไปดั้นด้นศึกษาเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ของการผลิตข้าวและนโยบายข้าวในแต่ละยุค อยากชวนพวกเรามาลองดูมิติของเวลากันในตัวบทวรรณกรรมนี้นี่แหละ ภาษาไทยไม่ผันกริยาตามกาล ไม่ใช้คำนำหน้าคำนามที่ระบุความเจาะจง ส่วนสรรพนามก็นิยมละไว้อีก ลักษณะเฉพาะตัวเหล่านี้ของภาษาเอื้อต่อการสร้างมิติเวลาพิลึกพิลั่นและสภาวะปลอดความพัวพันกับตัวบุคคลในบทกวี สอดคล้องกับที่เอเลียต ไวน์เบอร์เกอร์เคยกล่าวไว้ในกรณีของภาษาจีนในหนังสือ 19 วิธีมองหวังเหว่ย ว่า “ในบทกวี สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นได้เกิดขึ้นแล้วและจะเกิดขึ้น เฉกเช่นเดียวกัน คำนามไม่บอกจำนวน กุหลาบคือกุหลาบดอกหนึ่งคือกุหลาบทั้งปวง”  ในบทกวีของจิตร การลำดับเวลาและตรรกะแปลกๆเกิดขึ้นในระหว่างกลางวรรค “เหงื่อกูที่สูกิน   จึงก่อเกิดมาเปนคน” – สูกินกันอีท่าไหน “จึง” ก่อเกิดมาเป็นคน? ในสำนวนแปลภาษาอังกฤษ “My sweat that you consume   gave rise to humankind.” มีการกระโดดสวนกระแสเวลาจากปัจจุบันกาลไปสู่อดีตกาล แถมใช้คำนามรวมหมู่ที่ออกจะเว่อร์วังเป็นกรรมของประโยค ในสำนวนต้นฉบับไทย ทั้งกาลและกรรมมีความเคลือบคลุม ครึ่งหลังนั้นก็พูดลอยๆ เราอาจทำความเข้าใจการเหมือนจะโดดข้ามเวลาและข้ามขั้นตอนทางตรรกะนี้ได้อย่างน้อยสองวิธี หนึ่งคือแก้ขมวดนั้นออกด้วยการอ่านแบบติดดินว่าเหงื่อของเกษตรกรได้ช่วยบำรุงคุณมาในครรภ์ตั้งแต่ก่อนคุณจะเกิด จึงเป็นสิ่งที่ก่อให้คุณเกิดมาเป็นปัจเจกชนคนหนึ่ง อีกหนึ่งคือถือจริงจังกับความแปลกนั้นด้วยการอ่านแบบตำนานสร้างโลกว่าเหงื่อของผู้ใช้แรงงานที่พวกคุณทุกคนกำลังใช้ยังชีพอยู่ในแต่ละมื้อแต่ละวันนั้นคือสิ่งที่อำนวยให้ความเป็นมนุษย์หรืออารยธรรมมนุษย์ถือกำเนิดขึ้นมาได้แต่แรก การอ่านอย่างหลังนี้ไม่ใช่การคิดไปเองทั้งหมด แต่พอมีเบาะแสจากวรรค “สายเลือดกูทั้งสิ้น” ที่อาจอ่านอีกแบบได้ว่าไม่ใช่เลือดของผู้พูดที่หลั่งออกมาเป็นสาย แต่เป็นเชื้อสายผู้สืบสันดานของผู้พูดได้ด้วย เช่นนี้แล้ว คำว่า “กู” สรรพนามเอกพจน์บุคคลที่หนึ่งที่ฟังดูหยาบ (สำหรับสุภาพชน) จึงอาจหมายรวมถึงผู้ใช้แรงงานทุกยุค และคำว่า “สู” สรรพนามพหูพจน์บุคคลที่สองที่ฟังดูโบราณ (สำหรับหูไทยมาตรฐาน) จึงอาจหมายถึงหนึ่งคน เช่นผู้อ่านที่อ่านอยู่คนเดียว หรืออาจหมายถึงคนทั่ววงการ ทั้งชนชั้น หรือกระทั่งทุกชนชั้นก็ได้

และสุดท้ายต้องกล่าวในที่นี้ว่า ตรงข้ามกับที่เจ้าฟ้าหญิงสิรินธรยกมาอ้าง สรรพนาม “กู” ก็มีไว้ให้พระมหากษัตริย์ใช้เช่นกัน อันที่จริงบนหน้าศิลาจารึกภาษาไทยเก่าแก่ที่สุดที่หลงเหลืออยู่ที่ว่ากันว่าเขียนโดยพ่อขุนรามคำแหง เจ้าแห่งสุโขทัยสมัยคริสต์ศักราช 1279 ถึง 1298 หรือไม่ก็อย่างที่มีนักประวัติศาสตร์จำนวนหนึ่งโต้แย้งว่าคนเขียนคือเจ้าฟ้ามงกุฎผู้ค้นพบมันในคริสต์ศตวรรษที่ 19 คนที่ต่อมาได้ขึ้นครองราชย์เป็นเจ้าแห่งบางกอกในปี 1851 ถึง 1868 บนหน้าศิลาจารึกนั้น แค่บรรทัดแรกก็มีสรรพนามนี้ปรากฏอยู่ถึงสามครั้งด้วยกัน – พ่อกูชื่อศรีอินทราทิตยแม่กูชื่อนางเสืองพี่กูชื่อบานเมือง  ตรงนี้แหละที่แนวทางการอ่านแบบใหม่เลื่อนมาเข้าคลองตา ว่าเอ๊ะ หรือว่าสรรพนามเรียกตัวผู้พูดนี้อาจเป็นคำโบราณหรือการทำให้ฟังดูโบราณ มิใช่คำหยาบ เมื่อไล่ดูบทกวีทั้งชิ้น พบสรรพนามเรียกผู้ฟัง “สู” ทั้งสิ้น 20 จุด นับตั้งแต่บทที่ 3 เป็นต้นไป ในขณะที่ “กู” กว่าจะปรากฏก็ที่วรรค “เหงื่อกูที่สูกิน” ในบทที่ 19 นี้เอง ตามด้วยวรรค “สายเลือดกูทั้งสิ้น” ในบทที่ 23 แล้วก็หายไปจนกระทั่งบรรทัดสุดท้ายของบทกวีในบทที่ 72 ที่ “กู” พูดแทนเสียงของ “สู” ในอนาคตที่มาสำนึกเสียใจเมื่อสายเกิน ในตอนกลางที่ “กู” หายไปนั้น บทกวีได้ประกาศชัดว่ามวลชนชาวนาคือองค์ประธานที่แท้จริงทั้งของประโยคและของประวัติศาสตร์ ดังบทที่ 47 ที่บอกว่า “มวลชนสิคือนาย ที่บุญคุณนั้นเกินใคร / น้อมหัวเข้ารับใช้ ดังงัวงานที่ชาญนา” นักหนังสือพิมพ์เป็นบ่าว ชาวนาเป็นนาย – เป็นเสียงดึกดำบรรพ์ที่กระตุ้นเตือนให้คุณจับเครื่องมือคู่กายทำงาน เป็นแหล่งที่มาของคำที่คุณเขียน เป็นเจ้าชีวิตของโลกที่คุณอาศัย

ถ้าเป็นเช่นนั้น ขอให้พวกเราเหล่านักหนังสือพิมพ์ยุคคอมพิวเตอร์จงฟังเสียงเตือนจากเพื่อนผู้ดึกดำบรรพ์ของเราอีกครั้งไม่ว่ามันจะฟังดูแปลกปลาดเพียงใด

กิตติกรรมประกาศ: ขอขอบคุณแคเร็น โควาชิค และลอรา เนเกิล สำหรับข้อเสนอแนะต่อสำนวนแปลอังกฤษ และขอขอบคุณไอดา อรุณวงศ์ สำหรับข้อเสนอแนะต่อการอ่าน


One thought on “วิญญาณหนังสือพิมพ์ (คำเตือนจากเพื่อนเก่าอีกครั้ง)

Leave a comment