บุญเหลือ เทพยสุวรรณ เขียน
เอเดรียน ไบเยอร์ วาด
[To read “Is the Thai Language in Step with the Times?” in English translation with an introduction, click here.]
คัดจาก สังคมศาสตร์ปริทัศน์ (ปีที่ ๕ ฉบับที่ ๔, มีนาคม-พฤษภาคม ๒๕๑๑, สุลักษณ์ ศิวรักษ์ บรรณาธิการ), หน้า ๔๒-๕๙.



ภาษาไทยเป็นภาษาที่ทันกาลหรือไม่
ข้าพเจ้าได้รับคำชักชวน ให้เขียนเรื่องลงนิตยสารนี้ (ในฉบับที่ว่าด้วย ภาษาและหนังสือ) เกี่ยวเนื่องกับการประชุมที่กรุงกัวลาลุมปูร์ ซึ่งได้มีในเดือนกันยายนต่อกับตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๐ การประชุมนี้ผู้จัดคือ สมาคมศึกษาค้นคว้าเรื่องวัฒนธรรมตะวันออก แห่งประเทศมาเลเซีย (Malaysian Society of Orientalists) การประชุมที่กล่าวถึงนี้ เป็นการประชุมระหว่างชาติครั้งแรกของสมาคม เรื่องที่ประชุมในคราวนี้คือ “การปรับปรุงภาษาในอาเซียให้ทันกาล” ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Modernization of Languages in Asia ข้าพเจ้าได้ตรึกตรองอยู่นาน ว่าจะเขียนเรื่องการประชุมนี้ไปในทางใด ถ้าจะเขียนให้หนักไปในทางของภาษาศาสตร์ ซึ่งเป็นวิทยาศาสตร์ หรือสังคมศาสตร์แขนงที่ว่าด้วยภาษา ท่านที่ไม่ใช่นักภาษาศาสตร์ก็คงจะรู้สึกเบื่อหน่าย เพราะวิชานี้ล้วนไปด้วยเทคนิคต่างๆซึ่งผู้ที่ไม่ได้ศึกษามาโดยเฉพาะ นอกจากจะไม่เข้าใจแล้ว ยังมักจะเห็นเป็นสิ่งประหลาดพิสดาร ไม่เป็นเรื่องเป็นราว หรือที่พูดกันอย่างไทยๆง่ายๆก็ว่า “บ้า” แต่ครั้นจะเขียนเกี่ยวกับเรื่องของภาษา โดยไม่เกี่ยวโยงหรือใช้เทคนิคของภาษาศาสตร์เลย นักภาษาศาสตร์ก็จะกระวนกระวาย เพราะแม้ในที่ประชุม นักภาษาศาสตร์ ก็แสดงความวิตกกังวลอย่างยิ่ง ว่าการศึกษาเรื่องภาษา จะเป็นไปอย่างเก่า ก่อนที่จะมีเทคนิคของภาษาศาสตร์เกิดขึ้น ซึ่งได้ทำให้เกิดความเข้าใจไขว้เขวกันมามาก และทำให้เกิดการสอนภาษาอย่างผิดพลาด ทำให้ภาษาเป็นสิ่งที่เรียนยาก เรียนได้อยู่ในวงจำกัด และแก้ไขให้เข้าใจถูกก็ยากยิ่ง
ที่จริงก็น่าเห็นใจนักภาษา ที่วิตกกังวลเพราะวิชาการในเรื่องอื่นๆได้ก้าวหน้าไปมากมาย เช่น วิชาฟิสิกส์ ซึ่งว่าด้วยการค้นคว้าถึงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ได้ก้าวหน้าไปจนถึงขนาด ทำระเบิดปรมาณูกันได้แล้ว วิชาแพทย์ก็ไปกันจนถึงผ่าตัดเอาหัวใจคนหนึ่งไปใส่อีกคนหนึ่งได้ แต่ในเรื่องภาษา ซึ่งเป็นเครื่องมือเครื่องใช้เฉพาะของมนุษย์นี่สิ ยังโอ้เอ้ล้าหลัง ผู้ที่สนใจทางภาษาเปรียบได้กับแพทย์ เมื่อต้นคริสตศตวรรษที่ ๑๙ บางคนก็เชื่อตามการค้นคว้าใหม่ของวิทยาศาสตร์ บางคนก็ยังยังเชื่อตามที่ตำราเก่าๆว่าไว้ การรักษาคนไข้ตามแบบเก่าและแบบใหม่ยังประสานกันไม่ได้ แต่นี่กลางศตวรรษที่ ๒๐ แล้ว ผู้ที่สนใจทางภาษาก็ยังว่าอะไรกันไปคนละทิศละทางอยู่
ข้าพเจ้าได้ตรึกตรองแล้วได้ตัดสินใจในที่สุดว่า ในเมื่อภาษาเป็นสิ่งที่สนใจยังไม่สอดประสานกันในหลักการ และกลวิธีดังกล่าวแล้ว จะกล่าวเน้นไปในทางใดย่อมไม่ได้ จำเป็นกล่าวในด้านโน้นบ้างด้านนี้บ้าง แต่โดยเหตุที่ภาษาศาสตร์นั้นยังมีคนเข้าใจถึงหลักและกลวิธีน้อยกว่า ก็จะต้องกล่าวน้อยกว่า จำเป็นกล่าวในด้านอื่นเสียก่อน และใคร่จะกล่าวเป็นกลางๆไปก่อน
ด้วยเหตุที่ผู้อ่านบทความนี้ อาจเป็นผู้ที่เพิ่งจะเริ่มสนใจทางภาษา และอาจไม่เข้าใจว่า ภาษาศาสตร์กับไม่ศาสตร์ นั้นต่างกันอย่างไร จึงใคร่จะอธิบายเสียเล็กน้อยก่อน
ผู้ที่สนใจทางภาษานั้น อาจแบ่งออกได้เป็นพวกๆ ดังต่อไปนี้
พวกที่หนึ่ง เป็นผู้ใช้ภาษา มีอาชีพในทางนี้ เช่น นักเขียน นักพูด ครู นักประชาสัมพันธ์ นักขายของ ทนายความ ผู้พิพากษา ยังมีอื่นๆอีกมาก พวกนี้เพ่งเล็งที่การใช้ถ้อยคำ ความหมายหนักเบาของคำแต่ละคำ ความกำกวมหรือแจ่มชัด ประโยคยาวหรือสั้นดีกว่ากัน เป็นต้น
พวกที่สอง เป็นครูที่สอนภาษาไทยในโรงเรียน สนใจกับวิธีการสอนภาษา จะสอนอย่างไรนักเรียนจึงจะใช้ภาษาได้ จึงเอาใจใส่ไปถึงไวยากรณ์ เช่น แบบสร้างของประโยค กฎเกณฑ์ที่จะผูกประโยค ความแตกต่างกันระหว่างคำ ต่างชนิด ต่างจำพวก เช่น คำไหนเป็นคำนาม คำไหนเป็นกริยา ประโยคใดมีประธาน หรืออะไรเป็นกรรม ฯลฯ พวกที่สองนี้นอกจากครูที่ต้องทำการสอนในโรงเรียนแล้ว ก็รวมไปถึงพวกที่มีหน้าที่เกี่ยวกับงานครู คือ พวกที่ต้องทำตามหลักสูตร พวกที่ฝึกหัดครู แนะนำครูในเรื่องการสอน
พวกที่สาม เป็นพวกที่สนใจการศึกษาเกี่ยวกับภาษาโดยทั่วๆไป บางท่านสนใจกับคำ บางท่านสนใจกับแบบสร้างของประโยคและแบบสร้างอื่นๆ เช่น มีพวกที่ตั้งปัญหาว่า เป็น และ คือ ต่างกันอย่างไร จะใช้ในโอกาสไหน และมีที่สนใจไปในทางจิตวิทยา เช่น พวกที่ใคร่ทราบว่า ถ้ากล่าวคำชนิดนั้น ผู้ฟังจะมีปฏิกิริยาอย่างไร อาจเรียกได้ว่า สนใจไปในทางประเพณีก็ได้ อาจแยกออกเป็นพวกย่อยๆ อีกหลายจำพวก ในประเทศไทยไม่ค่อยได้พบผู้สนใจทางเสียงโดยเฉพาะแต่ก็มีบ้าง คือพวกที่เคยผ่านภาษาถิ่นมา
พวกที่สี่ สนใจในทางค้นคว้าที่มาของคำในภาษา ว่าในสมัยหนึ่งใช้อย่างไร ราชาศัพท์หรือที่มาของคำเป็นอย่างไร วิวัฒนาการในเรื่องความหมายอย่างไร กำลังเปลี่ยนแปลงหรือไม่ พวกนี้มีชื่อเรียกกันว่า นักนิรุกติศาสตร์ก็มี และบางคนใช้ระเบียบวิธีวิทยาศาสตร์ในการค้นคว้า บางพวกไม่ใช้
ส่วนพวกนักภาษาศาสตร์ ซึ่งเทียบภาษาอังกฤษว่าเป็น linguist หรือเรียนวิชาที่ฝรั่งเรียกว่า linguistics นั้น เป็นพวกที่สนใจกับระเบียบวิธีวิทยาศาสตร์ก่อนอื่น เมื่อเข้าใจหลักใหญ่ว่า กลวิธีทางวิทยาศาสตร์ในการศึกษาเรื่องภาษา คืออะไรแล้ว ก็เลือกภาษาที่จะค้นคว้า และด้านของภาษาที่จะค้นคว้า เพราะเรื่องการค้นคว้าหรือวิจัยนั้นเป็นงานกินเวลา คนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ ย่อมจะค้นคว้าทุกด้านหรือหลายด้านไม่ได้ คนหนึ่งอาจค้นคว้าเฉพาะด้านเดียว ของภาษาหนึ่งๆเท่านั้น เช่น ผู้สนใจทางภาษาไทย ก็ค้นคว้าเฉพาะเรื่องเสียง อาทิ มีสระกี่เสียง พยัญชนะกี่เสียง วรรณยุกต์กี่เสียง อีกคนหนึ่ง ค้นคว้าเกี่ยวกับเสียงของภาษาถิ่นต่างๆเทียบกัน อีกคนหนึ่งค้นคว้าในเรื่องแบบสร้างของประโยค ได้กันคนละด้านๆเท่านั้นเอง เท่าที่ทราบ ในขณะนี้ นักภาษาศาสตร์ ยังไม่ได้ค้นคว้าเรื่องเสียงในภาษาไทยครบถ้วน ที่เป็นเช่นนี้เพราะคนไทยที่ทำการค้นคว้า มักจะมีโอกาสค้นคว้าเมื่อเรียนอยู่ต่างประเทศ ต้องทำการค้นคว้าเพื่อทำปริญญา ครั้นกลับมาเมืองไทยแล้วก็ไม่มีโอกาสค้นคว้าอีกต่อไป ฝ่ายคนชาติอื่น มีคนสนใจในภาษาไทยจำนวนน้อย ซึ่งจะมาเกี่ยวโยงกับการประชุม ที่กรุงกัวลาลุมปูร์ต่อไป (สะกดตามเสียงที่ชาวเมืองเรียก)
การประชุมที่กรุงกัวลาลุมปูร์คราวนี้ จะกล่าวว่า ตั้งใจจะตัดพ้อต่อว่านักภาษาศาสตร์ก็เกือบจะได้ นายกสมาคมที่จัดการประชุมได้เขียนหนังสือเล่มเล็กๆขึ้นเล่มหนึ่ง กล่าวถึงนักภาษาศาสตร์ของตะวันตกว่า ไม่สามารถจะช่วยเหลือคนในอาเซียที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาจะพัฒนาภาษาของตนให้ทันใช้ นักภาษาศาสตร์ของตะวันตกสนใจกับภาษาของชนกลุ่มน้อย เช่น ภาษาของคนป่าในอาฟริกา หรืออินเดียนแดงในอเมริกามากกว่า ภาษาของอาเซียนั้น บางภาษาก็ยังไม่มีหลักไวยากรณ์ จะอาศัยอะไรสอนนักเรียนก็ไม่ได้ และแม้แต่มาตรฐานว่าอะไรถูกอะไรผิด ก็อาศัยใครช่วยค้นคว้าไม่ได้ และจะมัวรอนักภาษาศาสตร์นั้นไม่ได้ ในเมื่อต้องใช้ภาษา ต้องสอนในโรงเรียน ก็จำเป็นตั้งหลักเกณฑ์ขึ้นเพื่อสอน ซึ่งก็แปลว่า เชื่อถืออะไรไม่ได้ และมีความปั่นป่วนอยู่เป็นปรกติ
การประชุมคราวนี้ นายกสมาคมนักศึกษาเรื่องตะวันออกแห่งมาเลเซียหวังว่า คนในอาเซียจะมาช่วยกันขบคิดปัญหาที่กล่าวมานั้น และได้พยายามวิ่งเต้นหาเงินจำนวนหนึ่ง มาจัดการประชุมขึ้นได้ ท่านตนกูอับดุลราห์มัน รับเป็นผู้อุปถัมภ์ การประชุมเริ่มเมื่อวันที่ ๒๙ กันยายน ปิดการประชุมในวันที่ ๑ ตุลาคม แต่เอาจริงเอาจังกันมาก มีการประชุมกันไปจนถึง ๒๒.๐๐ นาฬิกาก็มี และนอกที่ประชุม ก็ถกเถียงกันตลอดเวลา เกือบไม่เว้นเลยแม้ระหว่างได้รับเชิญไปงานเลี้ยงที่ไหนมื้อใด ผู้ที่ไปร่วมประชุมส่วนใหญ่ ก็คือ คนในมาเลเซียนั้นเอง ชาติอื่นๆก็มีคนละคนสองคน จากอินโดเนเซียมากกว่าชาติอื่นมีมา ๕ คน แต่ในการประชุมนี้ ใครเป็นผู้แทนมาจากประเทศไหน ไม่ค่อยมีความสำคัญ เพราะอาจารย์ทางภาษาที่เป็นคนชาติหนึ่งเป็นนักศึกษาอีกภาษาหนึ่งก็มี ผู้เชี่ยวชาญทางภาษาสันสกฤต เป็นคนหนุ่มชาติอังกฤษ คนที่มาจากอินเดีย เป็นผู้สนใจทางสังคมวิทยาและปรัชญา มีคนหนึ่งเป็นคนชาติฮอลันดา แต่เกิดในอินโดนีเซีย รู้ภาษาหลายภาษา จึงสนใจไปในทางเปรียบเทียบภาษา ในด้านที่เกี่ยวโยงกับวัฒนธรรมมากกว่าด้านอื่น เรื่องที่กินเวลาของที่ประชุมมาก ก็คือเรื่องเทคนิคต่างๆ
แท้ที่จริงแล้ว การที่จะเล่าเรื่องการประชุมอันหนึ่งอันใดให้ได้ความรู้ ทางดีที่สุด ก็ย่อเอกสารที่แจกในการประชุมนั้นให้อ่าน แต่ในการประชุมคราวนี้ คณะผู้จัดไม่ค่อยมีกำลังทางการเงิน จึงหาเจ้าหน้าที่จัดเอกสาร อย่างที่จะพบในการประชุมของสหประชาชาติ หรือสมาคมใหญ่ๆที่ท่านบางคนอาจเคยไปร่วมไม่ได้ เอกสารที่แจกในการประชุม จึงมีการพิมพ์ผิดพลาดมาก นอกจากความขาดแคลนในด้านการเงินแล้ว ผู้ที่เขียนเอกสารส่งไปนั้นเป็นคนขาดแคลนทางเวลา มักจะรีบเขียนส่งกันไป แล้วก็ไปขอแก้ไข บ้างก็เพิ่มเติม จึงเป็นที่ลำบากใจแก่เจ้าหน้าที่เอกสารซึ่งทำหน้าที่เลขานุการของสมาคม และของการประชุมอีกด้วย จึงได้ตกลงกันว่า ผู้เขียนเอกสารแต่ละคนนั้นจะรับเอาเอกสารของตน ไปปรับปรุงเสียจนเป็นที่พอใจ แล้วให้ส่งมายังเลขานุการ แล้วทางสมาคม จะหาเงินพิมพ์ออกโฆษณา สำหรับบทความนี้ จะเล่าถึงเอกสารบางฉบับเท่าที่เวลาจะอำนวย และที่เจ้าของได้อนุญาตให้อ้างถึง ควรกล่าวเสียด้วยว่า จนบัดนี้ยังไม่ได้รับเอกสารที่ปรับปรุงแล้ว มีแต่ที่แจกในการประชุม และที่มีข้อผิดพลาดบ้างดังกล่าวแล้ว
เอกสาร เช่นเดียวกับคนที่ไปประชุม ดูเหมือนจะแบ่งออกได้เป็น ๓ จำพวก พวกที่หนึ่ง เป็นของนักภาษาศาสตร์ เอกสารแสดงถึงการค้นคว้า และเทคนิคใหม่ๆ อีกพวกหนึ่งเล่าถึงปัญหาในการใช้ภาษาในประเทศของตนแต่ละแห่งๆเป็นภาษาราชการหรือภาษาของชาติ และวิธีการที่ได้แก้ไขปัญหานั้นๆให้ลุล่วงไปอย่างไร และยังมีปัญหาอะไรอีกบ้าง อีกพวกหนึ่งขอรวมเป็นพวกใหญ่ เพื่อความสะดวกว่า พวกที่สนใจภาษาหลายด้าน
ท่านที่ไม่เคยทราบมาเลย เรื่องปัญหาทางภาษาของประเทศต่างๆในอาเซียอาจสงสัยว่าปัญหานั้นคืออะไร จึงใครจะขอกล่าวบ้างเล็กน้อย ท่านที่ทราบแล้วก็คงอึดอัดใจบ้าง แต่ท่านก็อาจอ่านข้ามไปได้
ประเทศในอาเซียของเรานี้ ก็เป็นที่ทราบกันแล้วว่า ตกเป็นเมืองขึ้นของชนชาวยุโรปมาเป็นเวลาชั่วสองอายุคน เป็นอย่างน้อย โดยมากยาวกว่านั้น และโดยมากมักเปลี่ยนชาติที่เข้าครอง เช่น อินโดเนเซีย เคยอยู่ในอาณัติของอังกฤษแล้วเปลี่ยนเป็นของฮอลันดา ฟิลิปปินส์เคยตกอยู่ในอำนาจของสเปน แล้วเปลี่ยนมาเป็นอเมริกัน เป็นต้น ในที่ประชุมนั้น มีชนชาติอาเซีย ที่ไม่เคยอยู่ในอำนาจชาติต่างประเทศเป็นเวลานานก็มี ญี่ปุ่น ไทย และจีน
ประเทศที่เคยเป็นอาณานิคมมาเป็นเวลานานทั้งปวง ประสบปัญหาทางภาษาคล้ายคลึงกัน กล่าวคือ เมื่อเป็นเอกราชขึ้นมาแล้ว ไม่สามารถตกลงกันได้ว่า จะคงใช้ภาษาของผู้เข้าครอง คือภาษาฝรั่งภาษาใดภาษาหนึ่ง ที่เคยใช้มาเป็นภาษาราชการต่อไป หรือจะใช้ภาษาหนึ่งภาษาใดที่เป็นภาษาพูดในประเทศของตน เพื่อว่าบทความนี้จะไม่ยืดยาวจนเกินไป จะขอเล่าแต่ย่อๆ เริ่มด้วยมาเลเซีย ท่านทราบอยู่แล้วว่า ในมาเลเซียระหว่างที่อังกฤษปกครอง มีคนหลายเหล่าหลายชาติ ใช้ภาษาต่างๆกัน มีวัฒนธรรมต่างๆกันเข้าไปตั้งถิ่นฐานทำมาหากิน โดยรัฐบาลอังกฤษให้ความคุ้มครอง หรือสนับสนุน หรือในบางกรณีก็เพราะความจำเป็นทางการค้าของอังกฤษเอง เช่นกรรมกรสวนยางโดยมากเป็นแขกทมิฬ มาแต่ส่วนใต้ของอินเดีย นอกจากนี้ยังมีพวกทมิฬที่มาจากลังกาด้วย สองพวกนี้พูดภาษาเดียวกัน วัฒนธรรมเดียวกัน แต่ปัจจุบันนี้ตามกฎหมายเป็นคนต่างชาติกัน เมื่ออังกฤษปกครอง ทั้งมาเลเซีย ลังกา อินเดีย อยู่ภายใต้ร่มธงอันเดียวกัน
เมื่ออังกฤษปกครองมาเลเซีย หรือประเทศใดก็ตาม เป็นธรรมดา ภาษาที่ใช้ในราชการและในกิจการใหญ่ๆทั่วไป เช่นการค้าก็คือภาษาอังกฤษ ภาษาอื่นๆใช้อยู่ในครอบครัวของคนต่างชาติ ต่างวัฒนธรรมดังกล่าวแล้ว ในโรงเรียนประถมของรัฐบาล ใช้ภาษามะลายูเป็นสื่อการสอน (medium of instruction) แต่เฉพาะโรงเรียนประถม ของรัฐบาลเท่านั้น คนที่ไม่ใช่มะลายูโดยชาติกำเนิด ก็ส่งลูกไปโรงเรียน ที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อการสอน ในมาเลเซียจึงมีโรงเรียนรัฐบาลชั้นประถมสองประเภทที่เป็นของรัฐ คือโรงเรียนประถมที่ใช้ภาษามะลายู เรียกง่ายๆว่าโรงเรียนมะลายู กับอีกประเภทหนึ่ง เรียกง่ายๆว่า โรงเรียนอังกฤษ โรงเรียนมัธยม ใช้ภาษาอังกฤษแต่อย่างเดียว
ส่วนชนชาวจีนที่อยู่ในมาเลเซียนั้น มีพวกที่ห่วงวัฒนธรรมเดิม พยายามให้ลูกหลานเรียนภาษาจีนพวกหนึ่ง และพวกที่ไม่ห่วงใยนัก ให้เรียนภาษาอังกฤษในโรงเรียนของรัฐบาล หรือที่รัฐบาลช่วยเหลืออีกพวกหนึ่ง แต่พวกทมิฬทั้งที่มาจากลังกา และที่มาจากอินเดียไม่ปรากฏว่าได้ตั้งโรงเรียนของตนเอง ส่วนใหญ่ให้ลูกหลานเรียนภาษาอังกฤษ ที่เป็นห่วงใคร่จะให้ได้วัฒนธรรมเดิม ส่งลูกหลานไปอยู่กับปู่ย่าตายายในอินเดียก็มีบ้าง แต่คนในมาเลเซีย ที่ได้รับการศึกษาเกือบทั้งหมด อาจกล่าวได้ว่า รู้หนังสืออังกฤษ และพูดภาษาพื้นเดิมของพ่อแม่ได้ ในภาษาอังกฤษเรียกภาษาดังกล่าวว่า mother tongue ซึ่งในภาษาไทยจะขอเรียกว่า ภาษาน้ำนม ไปพลางก่อน จนกว่าจะมีผู้บัญญัติศัพท์ให้ถูกใจกว่า ทั้งนี้ด้วยกลัวว่าถ้าใช้ง่ายๆว่าภาษาแม่ บางท่านอาจเห็นเป็นคำหยาบไป
ครั้นประเทศได้รับอิสรภาพ เกิดความเห็นแตกแยกดังกล่าวแล้ว พวกหนึ่งว่า ควรใช้ภาษาอังกฤษ เป็นภาษาราชการ พวกนี้มีความเห็น หรือที่แท้ความรู้สึก ว่าไม่สามารถใช้ภาษาของตนเองได้ เพราะเพียงแต่จะสอนวิชาในโรงเรียนมัธยม ก็ไม่มีคำจะใช้ ยกตัวอย่างในภาษาไทย คำ ภูมิศาสตร์ กลศาสตร์ เคมี พีชคณิต ฯลฯ แต่ก่อนเราก็ไม่มีมา เรามาคิดคำใช้ขึ้นในสมัยที่เรามีโรงเรียนมัธยม แต่นี่ในเมื่อโรงเรียนมัธยม ก็เคยใช้แต่ภาษาอังกฤษ ความลำบากก็เกิดแก่ครู ภาษาที่ไม่ได้ใช้ทางวิชาการ ทางราชการ ทางกิจกรรมใหญ่ๆ มาเป็นระยะเวลา ๓ ชั่วอายุคน เปรียบได้กับคนที่นอนหลับ หรือถูกกักกันอยู่ในที่ที่ไม่ได้ติดต่อกับใคร ไม่เจริญเติบโต เมื่อมีความคิดใหม่ สิ่งของเครื่องใช้ใหม่ ก็ไม่ได้หาคำใหม่ใช้ให้ทันกันไป คนในประเทศที่เพิ่งได้รับเอกราชจึงอึดอัดมาก และไม่แลเห็นทางว่าจะแก้ไขสถานการณ์อย่างไร
แต่คนอีกพวกหนึ่ง ไม่ยอมจำนนง่ายๆ มีความเชื่อมั่นว่า ในเมื่อเป็นประเทศเอกราช จะใช้ภาษาของ “นายเก่า” อย่างไร ควรพยายามทำให้ภาษาของตนเป็นภาษาที่ใช้ในราชการ และการศึกษาให้จงได้ ในที่สุด ดังที่ทราบกันทั่วไปแล้ว ประเทศเอกราชใหม่ๆได้ตกลงจะใช้ภาษาของตนเองในราชการ แล้วก็เกิดปัญหาใหม่ตามมาทันที ภาษาของตนนั้นก็คือภาษาไหน ในอินโดเนเซีย มีภาษาชวาที่คนพูดเป็นประจำอยู่เป็นจำนวนกว่า ๓๐ ล้านคน แต่ก็มีพลเมืองอินโดเนเซียที่ไม่รู้ภาษาชวาเป็นจำนวนมากกว่านั้น เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่า รัฐบาลอินโดเนเซียได้ตัดสินใจเอาภาษามะลายูแขนงหนึ่ง ซึ่งคนพูดกันมากในสุมาตรา แต่ได้ใช้เป็นภาษาติดต่อในการค้าและกิจการอื่นๆ ในหมู่เกาะใต้ลงไปจากแหลมมะลายู และบนแหลมมะลายูเอง มาเป็นเวลาช้านาน ภาษานี้ไม่ใช้ภาษาที่ด้อยพัฒนาเหลือเกินอะไรนัก มีวรรณคดี มีกวีพจน์ มีคำอุปมา และสิ่งอื่นๆ ที่ภาษาที่พัฒนาพอสมควรมักจะมี จะเปรียบก็เห็นจะได้กับภาษาไทยในราวรัชกาลที่สอง แต่ตัวคนที่พูดภาษานี้เป็นภาษาน้ำนมนั้น มีจำนวนน้อยกว่าภาษาชวา ภาษามะลายูดังที่กล่าวนี้ ทางรัฐบาลกำหนดให้เป็นภาษาของชาติ และเรียกชื่อใหม่ว่าภาษาอินโดเนเซีย ส่วนทางมาเลเซียนั้นไม่มีปัญหา ย่อมจะต้องเลือกใช้ภาษามะลายูอยู่เอง แต่ไม่จบเพียงแค่นี้ พลเมืองอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่ได้ถือกำเนิดเป็นมะลายู รู้ภาษามะลายู อย่างที่เรียกว่า “คนมะลายูตลาด” (bazaar Malay) ไม่รู้ภาษาหนังสือ ไม่รู้ภาษาที่ถูกไวยากรณ์ จึงจำเป็นใช้ความอะลุ้มอล่วย คืออนุญาตให้ใช้ภาษาอังกฤษ เป็นภาษาราชการต่อไปก่อน แล้วต่างคนต่างพยายามพัฒนาภาษาที่ตนใคร่จะใช้ขึ้นให้ทันกาล
ก่อนที่จะเล่าเรื่องอื่นต่อไป เห็นควรกล่าวสำหรับบางท่าน ที่อาจไม่เคยทราบเรื่องเหล่านี้มาสักเล็กน้อยว่ามีบางประเทศมีภาษาราชการหลายภาษา เช่น สิงคโปร์ มีภาษาราชการ (Official language) ๔ ภาษา คืออังกฤษ มะลายู จีน และทมิฬ แต่ภาษามะลายูเป็นภาษาแห่งชาติ (National Language) ประเทศมาเลเซียมีภาษาราชการ ๒ ภาษา คืออังกฤษกับมะลายู อินโดเนเซียยังอนุญาตให้ใช้ภาษาฮอลันดาในราชการเป็นครั้งคราว แต่ไม่นับว่าภาษาฮอลันดาเป็นภาษาราชการ (ข้อนี้อาจเข้าใจผิดก็ได้ เพราะได้ยินคนสองคนพูดไม่ตรงกัน น่าจะสอบที่สถานทูตอินโดนีเซียได้) ส่วนภาษาของชาตินั้นเรียกว่า ภาษาอินโดเนเซีย
การประชุมระหว่างชาติ ที่จัดขึ้นในเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๑๐ นั้น แบ่งหัวข้อใหญ่ ออกดังนี้
๑. ปัญหาเรื่องภาษาแห่งชาติ
๒. มาตรฐานทางภาษา
๓. เรื่องศัพท์ทางวิชาการ
๔. ไวยากรณ์
๕. ภาษาในสังคม (การที่จะทำให้ภาษาทันกาล และความสัมพันธ์กับความรู้สึกขนบประเพณี และวัฒนธรรม) และ
๖. ทฤษฎีแห่งการทำให้ภาษาทันกาล
ท่านคงจะได้เห็นว่า หัวข้อสำคัญที่สุดคือหัวข้อที่ ๒, ๕ และ ๖ หัวข้อที่ ๑ และ ๓ นั้น คล้ายกับเป็นหัวข้อนำหรือหัวข้อที่จะทำความเข้าใจให้ตรงกัน แลกเปลี่ยนประสพการณ์กัน แต่ในการประชุมนั้น ผู้เข้าประชุมติดใจที่จะถกเถียงหัวข้อที่ ๑, ๒ และ ๕ เสียจนเหน็ดเหนื่อย เมื่อถึงหัวข้อที่ ๕ การอภิปรายเฉื่อยลงไปมาก พอถึงหัวข้อที่ ๖ อาจกล่าวได้ว่า เป็นการฟังการบรรยายจากผู้ที่มีประสพการณ์ไม่กี่คน ผู้แทนไทย (หรือถ้าเรียกอย่างเต็มที่ ผู้เข้าร่วมประชุมจากประเทศไทย เพราะแท้จริงไม่ได้เป็นผู้แทนประเทศ) ได้มีบทบาทมากหน่อย ในตอนที่คนอื่นเหน็ดเหนื่อยกันหมดแล้ว ทั้งนี้ก็เพราะในตอนแรกๆคนไทยไม่ค่อยจะมีอะไรที่จะพลอยตื่นเต้นไปด้วย นานๆที เมื่อถูกประธานชี้ให้พูดกันทุกประเทศ ก็ได้แต่บอกว่าประเทศไทยเราก็เคยมีปัญหาเหล่านี้ ซึ่งก็ได้ผ่านพ้นมาแล้ว การพูดในที่ประชุมคราวนี้ ถ้าจะกล่าวว่ายากก็ได้ จะว่าง่ายก็ได้ ที่ยากนั้นคือ สำหรับคนไทยถ้าพูดโดยไม่ระวัง อาจถูกหาว่าไปพูดข่มคนอื่นเขาที่เพิ่งเป็นประเทศเอกราชใหม่ๆ อีกประการหนึ่ง คนที่กำลังถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อนมักจะไม่ชอบใจ ให้ใครมาทำให้รู้สึกว่าปัญหาของเขาเป็นปัญหาเล็กน้อย แต่จะง่ายก็ได้ คือไม่ต้องใช้หลักวิชามากนัก เพราะไม่ค่อยมีคนสนใจภาษาไทยมากนักในตอนแรก พอไปถึงวันหลังๆ คนชักจะสนใจกับภาษาไทยขึ้น ในตอนนั้นก็คุ้นเคยกันแล้ว จะพูดจาอย่างไม่ค่อยระมัดระวัง หรือแม้จะแสดงความไม่รู้สักหน่อย คนก็มักอภัย แต่ได้ถือหลักว่า ต้องทำให้คนที่ร่วมประชุมทั้งที่เป็นชาวตะวันตกและตะวันออก รู้สึกว่าเราพูดอย่างถ่อมตัว วิธีนี้เท่าที่สังเกตมักได้ผลดีมาเสมอ คือทำให้คนเข้าใจว่าประเทศไทยเรายังมีอะไรดีๆอีกมากมาย บางทีก็คิดไปเกินกว่าที่เราอยากให้คิด ต้องแก้ความเข้าใจกันก็มี และได้สังเกตว่าคนญี่ปุ่นเมื่อมาเข้าร่วมประชุมนานาชาติ มักระมัดระวังมาก ไม่อยากให้เกิดความรู้สึกว่า เขาเป็นชาติที่เจริญเกินหน้าเพื่อนบ้านไป มักพูดน้อยในที่ประชุม และอ้างว่าพูดภาษาฝรั่งไม่เก่ง เขาอาจมีเหตุผลหลายอย่างที่ทำเช่นนั้น เมื่อกล่าวมาถึงข้อนี้ ก็เห็นจะเลยฉวยโอกาสตั้งข้อสังเกตว่า หมู่นี้ได้ยินหนาหูขึ้นกว่าแต่ก่อนจากคนไทยที่ไปต่างประเทศ คำทำนองนี้ “มันอยากถามว่าเมืองไทยมี…อย่างนี้ไหม เราก็เคยตอกเสียเลยว่า เมื่องไทยน่ะหรือ ไม่เคย……เหมือนมันหรอก” ใคร่จะกล่าวว่าการกระทำเช่นนี้ ไม่ได้นำประโยชน์มาสู่ประเทศชาติเลย ตรงกันข้าม การรับว่าเรามีปัญหาเหมือนเขาทั้งหลายทั้งปวง แต่อาจต่างกันโดยระยะเวลา โดยความหนักเบา ด้วยเหตุนั้นเหตุนี้ ทำให้เกิดความเห็นอกเห็นใจ และในที่สุด ก็จะมีคนของประเทศนั้นประเทศนี้มาเล่าความจริงของประเทศเขาให้ฟัง เปรียบเหมือนปรับทุกข์กับมิตรแท้ เราก็จะกลับมาบ้านด้วยเข้าใจเรื่องอีกหลายเรื่อง ที่เขาไม่อาจกล่าวในที่ประชุมได้ นอกจากนั้นยังได้รับความนับถือว่า คนไทยมีความปรานี ใจดี และจริงใจอีกด้วย
ในการประชุมครั้งนี้ หัวข้อการประชุมข้อที่ ๑ คือปัญหาเรื่องภาษาแห่งชาตินั้น เขาได้ขอให้คนไทยชี้แจงสภาพในประเทศไทย พวกเรา (มีสามคน) ก็ได้ชี้แจงว่าในปัจจุบันนี้เราก็ไม่มีปัญหาอย่างใด ถึงแม้ว่าเราจะมีประชาชนในบางจังหวัดที่พูดภาษาอื่นเป็นภาษาที่หนึ่ง (หรือภาษาน้ำนม) อยู่หลายจังหวัด แต่ประชาชนเหล่านั้นเมื่อเริ่มมีการศึกษา ก็จะเข้าใจว่าภาษาไทยจำเป็นแก่เขา ถ้าเขาไม่เรียนภาษาไทย เขาก็จะไม่มีความสะดวกในการศึกษาระดับสูง ในการติดต่อสื่อสารกับคนทั้งประเทศ ซึ่งก็จะกระทบกระเทือนกับความก้าวหน้าของเขา ส่วนปัญหาในการเลือกเอาภาษาถิ่นใดเป็นภาษาสำหรับติดต่อทั่วประเทศ หรือภาษาราชการ หรือภาษาแห่งชาติ เป็นธรรมดาอยู่เองที่เราย่อมใช้ภาษาถิ่นของอยุธยา ซึ่งเป็นเมืองหลวงของเรากว่า ๓๐๐ ปี เมื่อเรามาตั้งราชธานีใหม่ ณ กรุงรัตนโกสินทร์นี้ คนที่เป็นข้าราชการชั้นผู้นำก็คือชาวพระนครหลวงเก่า ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า ภาษาถิ่นอยุธยา ได้ใช้เป็นภาษาติดต่อของชนชาติไทยทั้งปวงมาเกือบ ๕๐๐ ปีแล้ว เราได้พยายามพูดอย่างระมัดระวัง ไม่ให้ฟังดูว่าเราเหนือกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคนี้ ฝ่ายผู้แทนญี่ปุ่นนั้น ยิ่งพูดสั้นกว่าเรา คือกล่าวว่า เรื่องภาษาแห่งชาตินี้ เมื่อประมาณ ๗๐-๘๐ ปีมานี้ มีปัญหาว่าภาษาพูดกับภาษาเขียน แตกต่างกันมากเกินไป และได้พยายามปรับปรุงให้คล้ายคลึงกันเข้าทีละน้อยๆ แต่ปัญหาเกี่ยวกับการใช้ตัวอักษรยังมีอยู่ (ตัวอักษรมี ๓ ชนิด และกำลังดำริใช้ตัวอักษรโรมัน)
หัวข้อที่ ๒ คือเรื่องมาตรฐานทางภาษาศาสตร์ ในเรื่องนี้ นักภาษาศาสตร์แสดงความวิตกกังวลอย่างมากที่สุด และมีการถกเถียงกันระหว่าง นักภาษาศาสตร์ และนักภาษาพวกอื่น กินเวลานานมาก นักภาษาศาสตร์หนุ่มๆยืนยันว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะกำหนดมาตรฐานทางภาษา จะต้องปล่อยให้เกิดขึ้นมาเอง โดยธรรมชาติ แต่มีนักภาษาที่เป็นครูร้องว่า ถ้าไม่มีการกำหนดมาตรฐานเลย จะสอนนักเรียนอย่างไร จะแนะนำว่าอะไรถูก อะไรผิด เช่น ในมาเลเซียนั้น ต่างแคว้นต่างก็มีกฎเกณฑ์ต่างๆกัน การออกเสียงก็ต่างๆกัน จะปล่อยให้เป็นเช่นนั้นไปเรื่อยๆหรือ เถียงกันนานมากไม่มีการตกลงกันได้ในระหว่างคนมาเลเซียด้วยกันเอง และเป็นที่น่าประหลาดที่ไม่มีผู้ใดคิดจะถามคนไทยหรือคนญี่ปุ่นจนจบวาระการประชุมนั้นไป จนถึงการประชุมอีกตอนหนึ่ง ขึ้นหัวข้อใหม่เรื่องศัพท์ทางวิชาการ ก็ยังย้อนกลับมาเถียงกันเรื่องมาตรฐานนี้อยู่อีก หัวข้อที่ ๓ ว่าด้วยศัพท์ทางวิชาการนั้น มีกล่าวในเอกสารที่ผู้เข้าร่วมประชุมเขียนมาเกือบทุกประเทศ มีเรื่องน่าสนใจ แต่ถ้าเราไม่รู้ภาษาของเขาแล้วก็ค่อยเข้าใจยากมาก จึงจะขอกล่าวแต่พอเป็นสังเขป
ประเทศที่น่ากล่าวถึงก็คือ ประเทศฟิลิปปินส์ สาธารณรัฐนี้ มีความลำบากคือ ได้รับเอาวัฒนธรรมตะวันตกได้สองแบบ ฟิลิปปินส์ได้ตกอยู่ในอำนาจของสเปนเป็นเวลา ๓๐๐ ปี และตกอยู่ในอำนาจของอเมริกันเกือบครึ่งศตวรรษ ฟิลิปปินส์มีเนื้อที่เป็นเกาะประมาณ ๗,๐๐๐ เกาะ มีภาษาพูดประมาณ ๑๐๐ ภาษา ที่ใกล้เคียงกัน คือเป็นภาษาเดียวกันได้ก็มี แต่ที่ห่างไกลกัน นับเป็นภาษาเดียวกันไม่ได้ก็มาก แต่ถึงอย่างไรก็พูดกันไม่ได้ พลเมืองทั้งหมดมี ๓๒ ล้าน ผู้แทนประเทศฟิลิปปินส์กล่าวในเอกสารว่า รัฐบาลได้ตกลงใจมาตั้งแต่ก่อนได้รับเอกราช ว่าจะต้องหาภาษาที่เป็นของชาติ และเมื่อได้มีการถกเถียงกันพอสมควร ก็ได้เลือกเอาภาษาตะกาลอก ซึ่งถึงแม้จะไม่ได้เป็นภาษาน้ำนมของคนส่วนใหญ่ แต่ก็เป็นที่เข้าใจกว้างขวางมากกว่าภาษาอื่น แต่ครั้นได้เอกราชแล้ว ก็ไม่ค่อยได้ทุ่มเทเงินทองในการพัฒนาภาษานี้นัก จนกระทั่งเมื่อเร็วๆนี้จึงทำความพยายามเข้มแข็งนี้ ภาษาตะกาลอกนี้ ปัจจุบันรัฐบาลให้เรียกว่า ภาษาปิลิปินโน (โปรดอย่าเปลี่ยน ป ปลา เป็น ฟ ฟัน เพราะเสียง ฟ นี้ไม่มีในภาษานี้) ในปัจจุบันนี้ รัฐบาลก็เร่งรัดพัฒนาภาษากันอย่างขะมักเขม้น ปัญหาใหญ่ก็คือ ต้องรีบสร้างคำใหม่ขึ้นใช้ในวิชาต่างๆ การสร้างคำขึ้นใหม่ก็กระทำกันตามที่ภาษาอื่นๆได้ทำมาแล้ว คือคำเอาภาษาถิ่นมาใช้บ้าง ใช้คำเดิมที่มีอยู่แล้ว กำหนดความหมายเสียใหม่ ให้เป็นศัพท์เฉพาะวิชาบ้าง เช่นในภาษาไทย คำ จินตนาการ เรามีมานานแล้ว แต่ในวิชาการศึกษาในปัจจุบันนี้ เราใช้หมายถึง imagination ดังนี้เป็นต้น นอกจากนั้นก็ยืมคำตรงๆมาจากภาษาอังกฤษหรือภาษาสเปน โดยดัดแปลงแก้ไขบ้าง หรือยืมกันมาโดยไม่ดัดแปลงเลยจากภาษามะลายูหรือภาษาอินโดเนเซีย ซึ่งเป็นภาษาในตระกูลเดียวกัน หรือขอยืมจากภาษาฝรั่งมาใช้ทับศัพท์ไป
ในการสร้างคำขึ้นใช้ หรือจะใช้ว่าบัญญัติศัพท์นั้น ดูก็เหมือนๆกันทุกประเทศในข้อที่ “นักปราชญ์” มีความคิดไม่ตรงกัน บ้างก็ถือว่าไม่ควรขอยืมคำจากภาษาฝรั่งมาเลย บ้างก็ไม่เห็นว่าควรยืมจากภาษาอังกฤษ บ้างก็ว่าไม่ควรยืมจากฮอลันดา บ้างก็ว่าคำนี้ยากไป บ้างก็ว่าคำนี้ไม่น่าใช้ศัพท์เช่นนั้นเช่นนี้ ทางฟิลิปปินส์นั้น เห็นจะเป็นเพราะเคยกับเสรีภาพของอเมริกัน ในเอกสารกล่าวว่า มีคนหลายพวกคิดศัพท์ใหม่ขึ้นใช้ แล้วก็โจมตีกันไปมาก แต่ทางมาเลเซีย ได้รับทราบนอกที่ประชุมว่า เดวันภาห์ซา หรือสถาบันภาษาของราชการ ออกจะมีเสียงใหญ่ ว่าอะไรก็ต้องเป็นอย่างนั้น เช่น หนังสือเรียน มีคณะบรรณาธิการตรวจสอบภาษาที่ใช้เขียนหนังสือ ถ้าเห็นไม่สมควรก็แก้ไขแล้วจึงจะอนุญาตให้ใช้ ในภาษาตะกาลอก ในเอกสาร ให้ตัวอย่างความเห็นขัดแย้งไว้ว่า มีนักภาษาบางคนก็เห็นว่า ใช้ bilunram แทน aritmetika และ tenlap แทน telebisuon แต่บางคนก็เห็นว่า ควรใช้ dalubhayupan แทนคำ zoology คำ dalub แปลว่าความรู้ ส่วนคำ bhayupan แปลว่าสัตว์ คนทั่วๆไปเข้าใจได้ดีกว่าและได้อ้างว่า มีหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ชื่อหนังสือพิมพ์ตาลิบา (Taliba) ได้ทดลองใช้ภาษาอย่างเอาง่ายเข้าว่า ปรากฏว่าขายได้ดี คนนิยมอ่านมากกว่า หนังสือพิมพ์อังกฤษหรือหนังสือพิมพ์อื่นที่พยายามใช้ภาษาตะกาลอกอย่างที่นักภาษาแนะนำให้ใช้ ตัวอย่างดังข้างล่าง (เอกสารฟิลิปปินส์ หน้า ๑๗)
Pipiling Candidato para Mayor
2 pang suspect sa Hazing
Aprooado na 71 Appointment
2 inaresto sa pagpatay. Nahuli dahil sa ginawang sketchea bass sa statement ng mga witness
ส่วนข้างภาษาอินโดเนเซียนั้น มีเอกสารแสดงข้อที่น่าสนใจเกี่ยวกับ อุปสรรคปัจจัยอยู่มาก ตัวอย่างข้างล่างแสดงถึงการยืมคำในภาษาอังกฤษ และภาษาฮอลันดามาปรับปรุง โดยใช้อุปสรรคและปัจจัยของภาษาอินโดเนเซีย (เอกสารหน้า ๑๑)
| ENGLISH | DUTCH | BAHASA INDONESIA |
|---|---|---|
| nation | natie | bangsa |
| national | nationaal | nasional kebangsaan |
| nationalize | nationaliseren | menasionalisir menasionalisirken menasionalisasiken menasionalken |
| organ | orgaan | organ |
| organic | organisch | organis |
| organize | organiseren | mengorganisir menorganisasi menoganisasikan mengorganisirkan menorgankan |
จะเห็นได้ว่า ในภาษาอินโดเนเซีย การคิดคำใหม่มีปัญหา ไม่เฉพาะที่เกี่ยวกับคำว่าจะเหมาะอย่างไร ใช้สะดวกหรือไม่ อย่างที่เป็นปัญหาของเราคนไทย แต่ว่ามีปัญหาในเรื่องอื่น ดังตัวอย่างที่แสดงนั้นในเอกสาร (แสดงของผู้เขียน ว่าเป็นผู้มีความรู้ทั้งทางภาษาศาสตร์ และทางภาษาในด้านอื่น) ได้ชี้แจงข้อขัดข้องที่น่าสนใจอีกมาก แต่สำหรับผู้อ่านที่ไม่ได้เรียนทางภาษาศาสตร์มามากพอสมควร ก็อาจจะน่าเบื่อ และสำหรับท่านที่สนใจจริงๆเห็นว่า ควรรออ่านหนังสือที่เขาจะพิมพ์ดีกว่า เพราะจะได้อ่านเอกสารที่เขาปรับปรุงแล้ว ในบทความนี้ มีเรื่องอื่นที่น่าสนใจที่ควรกล่าวต่อไป
เรื่องต่อไปที่น่ากล่าวคือเรื่องไวยากรณ์ ได้กล่าวมาแล้วว่า ในการประชุม นักภาษาศาสตร์ วิตกกังวลเรื่องที่จะมีคนคิดหลักเกณฑ์เอาตามใจ โดยไม่ใช้การวิจัย พวกที่เถียงว่ารอการวิจัยไม่ไหว ก็มีอยู่เป็นจำนวนพอสมควร แต่มีเอกสารที่น่าสนใจฉบับหนึ่ง ดังได้คัดให้ท่านดู กล่าวว่าถ้าใช้ทฤษฎีใหม่ของภาษาศาสตร์ วิจัยและเขียนเรื่องโครงสร้างของภาษามะลายูขึ้นมาแล้ว ก็จะไม่มีอะไรยากเย็นจนเหลือเกิน ขอให้คนที่มีความรู้ได้มีเวลาทำการวิจัยเท่านั้น ผู้เขียนเอกสารนี้ ได้เขียนข้อความอย่างง่ายๆ แต่จะนำลงในบทความนี้ทั้งหมดไม่ได้ และจะแปลก็เหลือความสามารถเหมือนกัน จึงได้แต่คัด เชื่อว่าไม่ยากเกินไปสำหรับผู้อ่าน แม้ผู้ที่ไม่เคยเรียนภาษาศาสตร์ เพียงแต่รับรู้และรับรองว่า การวิจัย และพรรณาลักษณะโครงสร้างของภาษานั้น เขามีทางทำตามระเบียบวิธีวิทยาศาสตร์ได้ และเป็นประโยชน์กว่าวิธีที่เราเคยใช้กันมา เปรียบได้กับวิชาแพทย์ แพทย์แผนโบราณนั้น ท่านก็ได้รักษาโรคมามาก มีพระคุณแก่มนุษยชาติมาเป็นคณนา แต่จะเทียบความสามารถของท่านกับนักวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบ ปฏิชีวนะนั้นไม่ได้ ผลของวิชาแพทย์แผนโบราณไม่แน่นอน และรวดเร็วเท่าการแพทย์แผนปัจจุบัน และก็ยังมีที่การแพทย์แผนโบราณอาจรักษาบางคนได้ แต่ทั่วๆไป อาศัยการแพทย์แผนปัจจุบันได้มากกว่า เรามิได้ลืมพระคุณแพทย์แผนโบราณ เป็นแต่เราหันไปหาทางที่รวดเร็วและแน่นอนยิ่งกว่า และอะไรทั้งนั้นจะเอาแน่ร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่ได้ ต้องมีการปรับปรุงแก้ไขกันอยู่เป็นปรกติ ในทางภาษาก็เปรียบกันได้ทุกข้อ ได้คัดตอนที่เห็นว่าพอจะเข้าใจได้จากเอกสารของ นาย เลี้ยวยกฝัง มาไว้ดังต่อไปนี้
A TRANSFORMATIONAL APPROACH TO MALAY SYNTAX
by
Liaw Yock Fang
Nanyang University Singapore
I am now going to describe and analyse the most complex part of the verb phrase, that is the main verb or the verb proper. Firstly, there are transitive and intransitive verbs. Everyone knows that the transitive verb must have a noun phrase that is of the form NP V NP. Example: Die menulis surat; Consider the sentence Dia balek rumah. It is also of the form NP V NP. Is balek a transitive verb? No, it is not, for we cannot say *rumah di-balek dia. However; we can say Surat di-tulis dia. So the elementary distinction between transitive verb and intransitive verb is that the transitive can undergo passive transformation whereas the intransitive cannot. The formula or rule will be:
24 Verb (Intransitive verb (Vin)
(Transitive verb (Vt)
25 Vin: Vin + (Adv-manner)
26 Vt: Vt + NP + (Adv)
But this distinction is too generalized to be of any use. A transformational grammar should have as detailed categorization and subcategorization as possible. Consider the following sentences:—
Dia menjadi guru
Dia menangkap guru
Menjadi and menangkap are both transitive verbs and they have a noun as object too. But menjadi is another type of a transitive verb from menangkap. We can say Guru di-tangkap dia but not *Guru di-jadi dia. I will begin with intransitive verb. At least two types of intransitive verb should be distinguished. First is the ordinary intransitive verb like dudok, pergi, lari……… The second type is the kind of intransitive verb that must be accompanied by complement, for example, masok sekolah, naik darahjatoh sakit……… These verbs cannot undergo any passive transformation, the complement is part of the intransitive verb. We can express the intransitive verb in the following formula:—
27 Vin (Vin )+(adv)
(Vin+complement)
Examples: Dia pergi/tidor/lari
Dia masok melayu/sekolah
Dia jatoh hati/sakit/misktn
Dia naik geram/girang/menpelai
นอกจากปัญหาทางไวยากรณ์ มีผู้เขียนกล่าวถึงปัญหาของการเปลี่ยนแปลง ในชีวิตของชนชาติอาเซีย และอาฟริกาไว้อย่างน่าฟังท่านหนึ่ง ท่านผู้นี้ได้ไปเที่ยวอยู่หลายประเทศ และสนใจศึกษาปัญหาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงระบบชีวิต ในประเทศหลายประเทศเหล่านั้น ด้วยจิตใจที่มากไปด้วยกรุณาและมุทิตาธรรม จึงได้คัดเอาข้อความมาลงไว้ให้ท่านได้อ่านตอนหนึ่ง ที่ไม่ได้แปลเป็นภาษาไทยก็เพื่อประหยัดเวลา และเข้าใจว่าผู้ที่สนใจในบทความเช่นที่เขียนอยู่นี้ คงอ่านเข้าใจได้ไม่ยากนัก ข้าพเจ้าใคร่จะได้นำเอกสารฉบับนี้ลงทั้งฉบับเมื่อได้รับอนุญาตและเมื่อเป็นเอกสารที่ปรับปรุงแล้ว (เอกสารของไฮด์ หน้า ๕)
MODERNIZATION OR WESTERNIZATION
(A Sociolinguistic study based on observation during the past ten years of socio-linguistic developments in connection with National Language drives in Indonesia, East Africa, Malaysia and the Philippines)
by Dr. Phil. Karl M. Heidt.
As the situation exists today, the modernization of national languages of Asian and African newly emerging nations hinges on a number of extra-linguistic facts, considerations and aspects: the existing languages should by the modernization process be made adequate means of gradually coping with the aspects of modern education, science and technology; they should be able to cope with the problems arising from cultural borrowing, and they should efficiently cope with the changes in social behaviour. At the same time, they should be instrumental in retaining and promoting the cultural identity of the speech community. There are certainly more items to be added!
A few decades earlier, the maybe most outstanding step in this direction has been made by the Turkish leader Kemal Ataturk in 1928. An analysis of his modernization programme reveals that hardly any aspect of life in the Turkish society of those days had remained untouched. His language modernization programme as well as its implementation was only a small by very significant part among the total amount of changes and reforms of Turkish society. The idea behind his aims was obvious: to pave a road between Turkey and modern Europe for an easier two-way traffic in education, technology, culture, science etc., for the benefit of the whole nation. Not only the romanization of the script in replacement of the inadequate Arabic script (inadequate as relative to the phonological system of the Turkish language), but also the incorporation of numerous words from the spoken language into the “written language” have added much to unite the Turks linguistically.
Every language is in a constant process of linguistic change and development, i.e. in a process of relative modernization “from inside”. But only a few languages are in need of guided modernization. Because very little experience exists on such lines, modern linguistics cannot be expected to be of too much help yet. Special prescriptions as to how to proceed do not exist yet. And, moreover, in spite of many common aims and ideas, the background facts of history and society differ from case to case. Generally, the writers and intellectual leading personalities as well as, nowadays, the mass media of a given speech community endorse by actual usage of newly developed forms their “official validity”. In some western countries, Language Academies endorse the validity by subsequent official incorporation of new forms into the language after these forms have been accepted by the speech community. These Language Academies consisting of philologists, linguists, teachers, writers, scholars etc. also prepare the details of change-spelling projects on a nationwide basis, if the actual need for it is felt by the speech community. The value of these Academies lies in the fact that they enjoy the confidence and support of the majority of the population.
ท่านผู้อ่านบางคน คงจะเริ่มรำคาญใจแล้วว่า เมื่อไหร่จะกล่าวถึงข้อที่ตั้งชื่อบทความไว้ ว่าภาษาไทยเป็นภาษาทันกาลหรือไม่ และทันหรือไม่ทันอย่างไร เกี่ยวกับข้องกับการประชุมคราวนี้อย่างไร บัดนี้ก็ถึงโอกาสที่จะได้นำข้อนั้นมาพิจารณาแล้ว เรื่องของภาษานั้นก็มีด้านต่างๆ ที่ต้องคำนึงถึง ดังได้ยกตัวอย่างมาบ้างพอเป็นสังเขปแล้ว มาถึงด้านที่ว่าด้วยความทันกาลหรือไม่ทันก็จะต้องตั้งคำถามว่า ความทันกาลนั้นวัดกันได้ด้วยอะไร เช่นที่กล่าวว่า บ้านเมืองนี้ยังล้าหลังอยู่ บ้านเมืองนี้ไม่ล้าหลังนั้น คืออย่างไร ในสมัยนี้ ความก้าวหน้า และความล้าหลังนับเอาวิทยาศาสตร์ หรือเครื่องใช้ที่เกิดขึ้นจากความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นเครื่องวัด ถ้ามีเครื่องมือเครื่องใช้ทางนี้มาก ก็ถือว่าก้าวหน้ามาก แต่เครื่องวัดอีกอันหนึ่งที่ไม่ค่อยใช้กันก็คือ ความล้าหลังหรือความทันกาลนั้นควรเปรียบเทียบกับ ความต้องการของสังคมนั้นๆเอง โดยไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับสังคมอื่น ตัวอย่าง สมมุติว่า มีสังคม ก. อยู่ในเกาะแห่งหนึ่ง อุดมด้วยอาหาร ด้วยสิ่งของต่างๆอันนำมาใช้ให้ความสุขพอแก่ความต้องการของตน ได้โดยไม่ต้องอาศัยความรู้ทางวิทยาศาสตร์ อย่างที่ชนชาติในตะวันตกมี และสังคมนั้นก็ไม่มีความเดือดร้อน ไม่มีปัญหาทางเพศ ไม่มีปัญหาทางอาชญากรรม เมื่อมีความทุกข์ยากอย่างหนึ่งอย่างใดเกิดขึ้น ก็สามัคคีกัน แก้ไขกันอย่างพร้อมเพรียง สังคมอย่างนี้ ถ้าจะวัดตามที่ชาวตะวันตกชอบทำ ก็อาจเรียกว่าล้าหลังในแง่วิทยาศาสตร์ แต่ถ้าจะคิดอีกแง่หนึ่ง เรียกว่าเขาเป็นสังคมทันกาลอย่างยิ่ง เพราะว่าเขาไม่เดือดร้อนด้วยเหตุที่ว่าสิ่งหนึ่งเดินรุดหน้าไปไกล อีกสิ่งหนึ่งงุ่มง่าม เขาไม่มีความเหลื่อมล้ำ จิตใจเขาเป็นสุข สำหรับภาษาความทันกาลหรือไม่ทันกาล วัดกันตรงที่เป็นที่พอใจของผู้ใช้ภาษานั้นหรือไม่ ภาษาของชาติอื่นๆในอาเซียนั้นเขารับแล้วว่า ของเขาไม่ทันกาล เขาอยากใช้ภาษาของเขา เป็นสื่อการสอนในโรงเรียนมัธยม เขาก็ใช้ไม่ได้ ในอินเดียเขาได้เร่งขึ้นมาจนใช้ได้สำหรับการสอนในคณะอักษรศาสตร์บางมหาวิทยาลัย แต่วิชาวิทยาศาสตร์ยังใช้ภาษาอินเดียไม่ได้ จำต้องใช้ภาษาอังกฤษอยู่อย่างเดิม ในข้อนี้ภาษาไทยเราก็เรียกว่าทันกาล เพราะเราใช้เป็นสื่อการสอนในสถานศึกษาทุกระดับ นอกจากนั้น ในเรื่องตัวอักษรและอักขรวิธีก็เป็นที่พอใจของคนในสังคมไทย ของเราพอสมควร บทกวีของไทยเราก็มี การแก้ไขโน่นนิดนี่หน่อยอยู่เรื่อยๆ เช่น แก้ชื่อประเทศ แก้ตัวสะกด ดูจะเป็นเครื่องเล่นของคนที่ไม่ค่อยจะมีอะไรทำ หรืออยู่ในอาณัติของอารมณ์มากกว่าการเรียกร้องจากสังคม จึงในเรื่องทั่วๆไปแล้ว อาจกล่าวได้ว่าภาษาไทยเป็นภาษาที่ทันกาล
แต่ในด้านอย่างที่ ดร. ไฮด์ ได้กล่าวในเอกสารของเขา ภาษาไทยอาจกล่าวว่ายังไม่ทันกาล เพราะความรู้สึกของผู้ใช้ภาษาที่ว่ายังไม่เป็นที่พอใจยังมีอีก เช่นในการเขียนอธิบายข้อความบางเรื่อง อาทิจิตวิทยา ภาษาไทยยังขาดคำที่จะใช้ จิตวิทยา ต้องใช้คำที่เกี่ยวกับความรู้สึกของมนุษย์ ครั้นจะใช้คำใหม่ทีเดียวก็ฟังเหมือนว่า เป็นความรู้สึกอะไรที่คนไทยไม่เคยมี ครั้นจะใช้คำเก่าที่เคยใช้กันมา ก็ถูกนำไปปะปนกับความหมายที่ไม่ใช่ความหมายทางวิชาการ จะใช้คำบางคำ ก็ไปปะปนกับภาษาธรรมะ ข้อนี้ยังแสดงว่าภาษาไทยไม่ทันกาล สำหรับวิชานี้ ในการเขียนเรื่องทางสังคมศาสตร์ ภาษาไทยยังขาดศัพท์ที่ไม่ได้บัญญัติ หรือคิดขึ้นให้พอเพียง โดยเฉพาะในวิชาภาษาศาสตร์เองนั้น ยังมีศัพท์น้อยเต็มที
อีกข้อหนึ่งที่ยังไม่ทันกาลนั้น อาจไม่ใช่ภาษาไม่ทันกาล แต่ความคิดของคนไทยยังไม่ทันกาล ได้แก่ศิลปะของการวิจารณ์ศิลปะ เรายังหาวิธีที่จะทำความเข้าใจกันไม่ได้ เช่น คำ ลีลา บางคนก็ยืนกรานว่าใช้ได้ แต่เฉพาะการเลือกสรรฉันท์ชนิดต่างๆมาใช้ แต่บางคนก็ใช้คำนี้ ในความหมายถึงกลวิธีในการประพันธ์ เมื่อจะกล่าวถึงนวนิยาย คำที่จะใช้ในการวิพากษ์วิจารณ์ไม่มีความหมายตรงกัน ในเรื่องนี้อาจถือว่า การวิจารณ์ศิลปะของเรายังไม่เจริญ หาใช่เป็นความบกพร่องของภาษาไม่ก็ได้
อีกข้อหนึ่ง เห็นจะเรียกว่าไม่ทันกาลไม่ได้ แต่เห็นจะต้องเรียกว่าไม่ทันกันมากกว่า เช่น เรามักจะได้ยินใช้ภาษาดังนี้ “บัดนี้เราจะได้บรรยายสถานภาพของสองฝั่งแม่น้ำ” ความไม่ทันกันในที่นี้ คือ คำ สถานภาพ ซึ่งคนคิดขึ้นให้มีความหมายอย่างหนึ่ง อีกพวกหนึ่งไม่เข้าใจ แต่อยากใช้ จึงเกิดการสับสนกันขึ้น คำ วารสาร อีกคำหนึ่ง เป็นคำที่เราไปเอาภาษาอังกฤษมาเป็นมาตรฐาน วาร แปลว่า วัน เราใช้ตามภาษาอังกฤษ Journal เมื่อคนที่ไม่เคยชินกับความหมายของคำนี้ ก็ย่อมแปลเอาว่าหนังสือที่ออกเป็นวันๆ ที่กล่าวมานี้ได้เคยประสบมาจริงๆทั้งนั้น มิใช่ตัวอย่างที่แต่งขึ้น
อีกข้อหนึ่งที่น่าจะสังเกตไว้ ก็คือ คำไทยมักลดถอยฐานะลงไปทุกที ได้เริ่มมานานแล้ว เช่น คำ พ่อ ถือว่าไม่สุภาพ ต้องใช้ บิดา จึงจะสุภาพ เก็บกระดูก ปัจจุบันเริ่มใช้ เก็บอัฐิ แม้สำหรับคนสามัญไม่ใช่เจ้า เผาศพ ก็ต้องใช้ฌาปนกิจ ทั้งนี้จะเป็นด้วยเหตุใดก็ไม่กล้าสันนิษฐาน แต่ถ้าไม่ระวังกันไว้ น่ากลัวคำไทยจะกลายเป็นคำที่คนไทยรังเกียจ กล่าวหาว่าเป็นคำหยาบคายกันไปหมด
แต่สิ่งที่น่าห่วงใยที่สุดก็คือ การที่ภาษาไทยกำลังจะสูญเสียเสียงพยัญชนะเสียงหนึ่งไปจากภาษา คือเสียง ร ถ้าสังเกตคนไทยรุ่นอายุ ๓๐ ลงมา มีน้อยคนที่ใช้เสียง ร เป็นเสียงที่ใช้ตามปรกติในเวลาพูดจา จะใช้ก็ต่อเมื่อระมัดระวังเป็นพิเศษ จึงเกิดเสียงประหลาดต่างๆ เช่น ฟังเหมือน หะเรือ หะรถ และมักปรากฏในหมู่ผู้ใช้สื่อมวลชน ซึ่งมีอิทธิพลมาก ในการที่จะทำให้ภาษาเปลี่ยนแปลงหรือคงรูปอยู่ การสูญเสียเสียง ร นี้ เป็นที่น่าเสียดาย เพราะวรรณคดี โดยเฉพาะกวีนิพนธ์ภายในเวลา ๒๐๐ ปีมานี้ ได้สร้างขึ้นตามความเคยชินว่ามีเสียง ร ถ้าเสียงนี้สูญไป กวีนิพนธ์ หรือกวีวัจนะที่เคยเป็นเครื่องประโลมใจ สำเริงอารมณ์แก่คนไทยก็จะไม่เป็นไปได้ คนไทยจะต้องสร้างกวีนิพนธ์ขึ้นใหม่ ซึ่งแปลว่าของเก่าก็จะต้องทิ้งไป เปรียบเหมือนมีเครื่องเพชรแล้ว เลิกความนิยมก็จำต้องเก็บใส่ตู้เอาไว้เฉยๆ เอามาใช้ก็ไม่ได้เป็นเรื่องน่าคิดมาก แต่ไม่เห็นมีความพยายามที่จะต่อต้านในเรื่องนี้เท่าใด มีแต่จะเอาใจใส่ในเรื่องที่ไม่ค่อยมีความสำคัญนัก เช่นที่ได้เคยยกตัวอย่างในที่อื่นมาแล้ว
ด้วยเหตุที่บทความนี้ออกจะยืดยาวเกินไปแล้ว ทั้งที่ยังมีเรื่องที่อาจกล่าวได้อีกมากในเรื่องภาษาไทย และภาษาอาเซียอื่นๆ จึงจำเป็นต้องยุติไว้แต่เพียงเท่านี้ ในโอกาสนี้
One thought on “ภาษาไทยเป็นภาษาที่ทันกาลหรือไม่”