หมาส่วนรวม

สนั่น ชูสกุล เขียน
พีระ ส่องคืนอธรรม อ่าน
ศุภวิชญ์ วีสเพ็ญ วาด
ตีพิมพ์ครั้งแรกใน มติชนสุดสัปดาห์ กันยายน-ตุลาคม 2547
คัดจาก พันธุ์อุดมการณ์ (สำนักพิมพ์อินทนิล, มีนาคม 2557), หน้า 131-186

[To read in English, follow this link]

หรือเงินจะเป็นเจ้าชีวิตชนบท?

โปรดเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมก่อนขึ้นรถไฟเหาะตีลังกาทางอารมณ์ที่ยาวที่สุดในรอบห้าปีที่ผ่านมาของสนามราษฎร เรื่องต่อไปนี้เขียนโดยนักพัฒนาชุมชนและนักประพันธ์จากภาคใต้ของไทยผู้เลือกฝังตัวทำงานยาวนานในชนบทภาคอีสาน  สนั่น ชูสกุล (ชาตะ 2502 มรณะ 2559) เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงผู้ผลักดันแนวคิดแนวปฏิบัติว่าด้วยวัฒนธรรมชุมชนให้มีฐานะเป็นเครื่องป้องกันการรุกรานของธุรกิจยักษ์ใหญ่ที่สนธิกำลังกับหน่วยงานรัฐ กรณีสำคัญของการรุกรานเช่นนั้นในทศวรรษที่ 1990 คือโครงการ “อีสานเขียว” เพื่อบรรเทาภัยแล้งและความยากจนในภูมิภาค มีเรื่องสั้นชวนตราตรึงของสนั่น ชูสกุลอีกเรื่องหนึ่งชื่อว่า “หิมพาล” (พิมพ์ครั้งแรกปี 2536) ที่ชันสูตรพลิกศพนโยบายสนับสนุนให้ชาวไร่มันสำปะหลังหันมากู้เงินลงทุนปลูกมะม่วงหิมพานต์ โดยแจกแจงอย่างละเอียดยิบไปถึงตัวเลขความเสียหายรายคน พร้อมกับตีแผ่ระบบความคิดความเชื่อที่เป็นเชื้อของการขายฝันอีสานเขียวแบบคุณพ่อรู้ดี –

“รัฐบาลเหมือนพ่อ ราษฎรเป็นลูก บริษัทมาครองนี่เขาเหมือนเพื่อนแท้ พ่อและเพื่อนแท้ย่อมนำแต่เรื่องถูกต้องดีงามมาให้ ขอให้ทุกคนเชื่อและนำไปปฏิบัติ แล้วจะพบแต่ความสุข”

ผลผลิตทางวรรณกรรมของสนั่นอาจจะนำมาทาบกันได้ค่อนข้างสนิทกับงานเอ็นจีโอที่เขาทำ – ดังที่เขาเองก็กล่าวไว้ในคำนำเล่ม พันธุ์อุดมการณ์ รวมผลงานเล่มสุดท้ายว่า “ผมเอง ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปเป็น ‘ตัวละคร’ ในเรื่องสั้นเหล่านี้มากกว่าพยายามค้นคว้าหาข้อมูลมาเพื่อที่จะเขียน” – ถึงกระนั้น เรื่องต่อไปนี้ก็เปิดพื้นที่ให้ตีความมากกว่าที่คุณอาจคาดคิด มันเป็นเรื่องที่ก้ำกึ่งหลายอย่าง ทั้งกึ่งพงศาวดารการต่อสู้ กึ่งนิยาย และอาจจะกึ่งทบทวนตัวตนด้วย จึงอาจอ่านมันเป็นการชันสูตรพลิกศพเมกะโปรเจคต์ภายใต้โครงการอีสานเขียว ชันสูตรขบวนการเคลื่อนไหวต่อต้าน หรือชันสูตรการมีอุดมการณ์เป็นที่ตั้งก็ได้ – ไม่ว่าจะเป็นเจตนาของผู้เขียนหรือไม่ ตัวละครในเรื่องนี้ก็ได้ตีแผ่แล้วซึ่งระบบความคิดความเชื่อที่เป็นเชื้อของความศรัทธาเกินเบอร์แบบนักกิจกรรมเจ้าอุดมการณ์


หมาส่วนรวม

พวงดอกคูนห้อยย้อยระบายกลีบเหลืองลงบนฉากเขียวที่ผลิออกมาตั้งพุ่มรออยู่ก่อนหน้า กิ่งก้านที่ชูแซมพุ่มดอกใบอยู่เต็มไปด้วยตุ่มตาซึ่งบันทึกริ้วรอยแห่งความเปลี่ยนแปลงผ่านฤดูกาลแล้วฤดูกาลเล่า  ฝักสีดำจากฤดูเดิมยังดกดื่นอยู่ในฉากเดียวกันนี้ แต่ปลายเดือนเมษายนก็คือเวลาที่มันต้องทยอยร่วงทิ้งตัวสู่แผ่นดินเบื้องล่างแล้วอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง  เปิดโอกาสให้ดอกใหม่เติบโตเป็นหมากผลมาแทนที่  เป็นกฎเกณฑ์ของต้นไม้และเป็นกฎเกณฑ์ของทุกชีวิต

ลมร้อนและฝนแรกแห่งปีโหมซัดพรากฝักคูนจากก้านลงมากองเกลื่อนพื้น รถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ คันแล้วคันเล่าบดล้อลงบนฝักคูนจนแบนแบอยู่กับดิน ส่งกลิ่นเหม็นฉุนคลุ้งไปทั่วบริเวณ เหม็นอยู่อย่างนั้น เหม็นจนหมดเหม็น โดยคนยี่สิบกว่าคนในสำนักงานแห่งนี้ไม่มีใครใส่ใจหรือกวาดมันออกไป ร่มคูนเป็นเพียงทางเดินเข้าออกวันละรอบสองรอบ และเป็นลานจอดรถ มันเป็นพื้นที่ส่วนกลางไม่มีใครเป็นเจ้าของแท้จริง

มีเพียง อีบุญหลง ผู้เดียวกระมังที่ได้ใช้พื้นที่ตรงนี้มากกว่าใคร จนดูคล้ายว่าเป็นที่ของมันแต่เพียงผู้เดียว ยามอากาศร้อนมันใช้ร่มคูนเป็นที่นอนพัก ใช้เท้าคุ้ยดินจนเป็นหลุมขนาดลำตัว แล้วลงไปนอนขดตัวอยู่ในนั้นอย่างสำราญใจ มันเป็นหมาตัวเมียผอมโซที่ซัดเซพเนจรมาจากไหนไม่มีใครเคยถามใคร และดูเหมือนว่าใครๆ ก็รู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องรู้

อีบุญหลงเป็นเจ้าของพื้นที่ใต้ร่มต้นคูน แต่ทั้งอีบุญหลงและร่มคูนต่างก็เป็นสิ่งที่ไม่มีเจ้าของ

ชื่ออีบุญหลงเป็นชื่อที่คนสำนักงานพากันเรียกด้วยความหมายว่ามันหลงมานั่นเอง ก็ยังนับเป็นบุญของมันที่อุตส่าห์เป็นหมาที่มีชื่อเรียก มันเป็นหมาพันธุ์อะไรฉันไม่มีความรู้เกี่ยวกับหมาพอที่จะเข้าใจได้ แต่เข้าใจว่ามันเป็นหมา “พันทาง” ที่ผ่านการผสมข้ามพันธุ์มามากมายหลายรุ่น ใบหูตกแบบหมาฝรั่ง ขนสีทองแซมดำตลอดทั้งตัวและพองฟูที่ลำคอและหาง ลำตัวผอมเพรียว จมูกยาวแบบหมาไทยทั่วไป

ว่าไปตามจริงแล้ว ทุกวันนี้หมาไทยกับหมาฝรั่งก็ผสมพันธุ์กับจนยุ่งไปหมดแล้ว ไม่ต่างกับคน ดูในจอโทรทัศน์ก็เจอแต่พวกลูกครึ่ง แม้แต่ในชนบทเดี๋ยวนี้ก็เห็นคนไทยเอาผัวฝรั่ง เกิดลูกครึ่งอยู่เต็มไปหมด วิวัฒนาการของคนเราในอนาคตคงเจริญรอยตามพันธุ์หมาไปแน่ๆ

แผลขี้เรื้อนที่คอและบั้นท้ายของมัน ขี้ตาและน้ำตาเฉอะแฉะบนแก้มของมันอยู่เป็นนิจนั่นต่างหากที่บอกลักษณะความเป็น “อีบุญหลง”

เช้าวันนี้อีบุญหลงเดินตุปัดตุเป๋เข้ามาทางม้าหินขอบสนามหญ้าที่ฉันนั่งเล่นอยู่ เดินเลาะอยู่รอบๆ ม้าหินพลางครางหงิงๆ แหง๊วๆ อย่างสำออย คล้ายจะบอกกับฉันว่ามันกำลังเซ็งและหิวแล้ว วันนี้จะได้กินอะไรที่ไหนหนอ?

“กูเองก็จะกินอะไรเข้าไปดี” ฉันอยากบ่นกลับไปหามันอย่างนี้บ้าง

“ทำไมวันนี้ไม่ค่อยมีใครเข้ามาสำนักงานเลย ดูเหงาๆ” มันว่า

“เขาไปสัมมนากันหมดโว้ย เหลือแต่แกกับฉันนี่แหละ” ฉันมองมันอย่างเวทนา

“ช่วยสงเคราะห์ฉันหน่อยนายจ๋า ฉันหิว” มันไม่ลดละ

“เฮ้อ! อีบุญหลงเอ๋ย เวรกรรมของแก แกทำกรรมอะไรไว้จึงมาเป็นหมาสำนักงาน ไม่มีเจ้าของเป็นตัวเป็นตนให้สมศักดิ์ศรีความเป็นหมา หัวหน้าสำนักงานแห่งนี้เขาไม่คิดว่าแกเป็นอัตราเจ้าหน้าที่หรือพนักงานหรอก เขาไม่มีงบประมาณไว้เลี้ยงหมา”

ฉันขี่จักรยานออกไปปากซอย กินข้าวราดแกงจานหนึ่งแล้วซื้อมาฝากอีบุญหลงอีกถุงหนึ่ง มันกินอย่างมูมมาม ก่อนเดินไปตกแต่งหลุมใต้ร่มต้นคูน นอนขด หลับตาพริ้ม

ถ้ามีใครถามใครในสำนักงานนี้ว่า หมาใคร? ใครเลี้ยงหมา? อาจมีบางคนชี้มาทางฉัน คงเพราะเห็นฉันไปเล่นอี๋อ๋อกับอีบุญหลงมากกว่าใครเพื่อน แต่ฉันเองกลับไม่เคยรู้สึกว่ามันเป็นหมาของฉันเลย อีบุญหลงเข้ามาอยู่ในสำนักงานแห่งนี้ก่อนฉันเสียอีก ฉันเป็นรุ่นน้องมันแท้ๆ แต่ที่เราสนิทสนมกันบ้างอาจเป็นเพราะว่าฉันเองอาจจะมีอะไรที่คล้ายๆ อีบุญหลงที่สัญจรมาอยู่ที่นี่อย่างไร้สังกัด

นักศึกษารามคำแหงปีเจ็ด ใช้เวลาในค่ายอาสาและที่ชุมนุมของชาวบ้านมากกว่าในห้องเรียน เบื่อระบบการศึกษา เบื่อมหาวิทยาลัย มีภาคทัณฑ์ติดตัวจากกรณีเดินขบวนไปปิดห้องอาจารย์ผู้บริหารมหาวิทยาลัย เบื่อขบวนการนักศึกษา (ที่จริงก็ไม่เป็น “ขบวนการ” มานานแล้ว) ที่ทำตัวแยกห่างจากขบวนของประชาชนไปทุกที

ฉันจึงติดตามรุ่นพี่มาที่นี่ องค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานเกาะเกี่ยวสนับสนุนกลุ่มชาวบ้านในการพัฒนาระดับชุมชน และแก้ปัญหาผลกระทบที่เกิดจากโครงการพัฒนาของรัฐ การทำงานอย่างเข้มข้นจริงจังของพวกเขาเป็นสิ่งที่สร้างความศรัทธาและสามารถกวักมือเรียกนักศึกษานักกิจกรรมอย่างฉันให้ได้มาร่วมงานด้วยใจสมัคร แม้จะมีภาระทางการเรียนเหลืออยู่หลายเล่มก็ตาม

หลังจากลงทะเบียนเรียนประจำเทอมไว้สองวิชา ฉันชวนรุ่นน้องคนหนึ่งมาเป็นเพื่อนเดินทาง หอบเป้โบกรถมาที่นี่โดยไม่ลังเล เราเคยจัดค่ายอาสามามากต่อมาก แต่มันเป็นเพียงกิจกรรมเสริมจิตสำนึกของนักศึกษาในระยะสั้นๆ ขณะนั่งอยู่ท้ายรถบรรทุกสายอีสานในค่ำคืนแห่งการเดินทาง ฉันบอกตัวเองว่าฉันกำลังไปเพื่อปฏิบัติการจริง มีความสำเร็จหรือล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาของประชาชนเป็นเดิมพัน

ฉันอาสาไปอยู่ในที่ชุมนุมของชาวบ้านที่ชุมนุมยืดเยื้ออยู่ในท้องอ่างเก็บน้ำเขื่อนราษีไศล ที่นั่นเป็นป่าทามผืนใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน รัฐบาลกำลังสร้างเขื่อนปิดกั้นแม่น้ำมูน และน้ำจะหลากท่วมที่ทำกิน แหล่งประมงพื้นบ้าน ป่าชุมชน ทำเลเลี้ยงสัตว์ ชาวบ้านไม่ยอมให้ปิดเขื่อนเก็บกักน้ำจนกว่าจะมีมาตรการการป้องกันแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้นอย่างชัดเจนเสียก่อน มีการเจรจาต่อรองกันมาหลายรอบแต่ก็ล้มเหลว พวกเขาจึงพากันชุมนุมต่อไป

ภารกิจของฉันนั้นสุดแต่จะมีงานอะไรจะช่วยได้ ตั้งแต่การจดบันทึกข้อมูล เขียนแผนที่ เขียนข่าว รวมกลุ่มเยาวชนลูกหลานผู้มาชุมนุมเพื่อทำกิจกรรมสนับสนุนพ่อแม่ แต่ภารกิจที่ดูลงตัวที่สุดซึ่งชาวบ้านก็ภูมิใจและฉันก็พอใจคือ การเป็น “นักศึกษา” ซึ่งมาอยู่ร่วมเป็นสักขีพยานในความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นที่นี่

ฉันเพิ่งได้เรียนรู้ลึกซึ้งในคราวนี้เองว่า การมีนักศึกษามาอยู่เคียงข้างการต่อสู้ ทำให้ชาวบ้านมีความมั่นใจและมีกำลังใจมากโข

ยามเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าและว่างเว้นจากภารกิจ ฉันออกมาจากที่ชุมนุมกลับมาพักอยู่ที่แห่งนี้ พวกรุ่นพี่ทั้งหลายดูเขาจะไม่ค่อยเป็นมนุษย์มนาที่จะยอมเหน็ดเหนื่อย กลับมาจากพื้นที่ก็ตีวงคุยกันแต่เรื่องงานเครียดๆ มีบ้างที่ตีวงกินเหล้ากินเบียร์แต่ก็แกล้มด้วยการถกเถียงเรื่องงานพัฒนาสังคมอีกตามเคย

ใกล้ๆ วงเหล้าก็จะมีอีบุญหลงหมาไม่มีเจ้าของป้วนเปี้ยนอยู่

ฉันไม่ทราบเลยว่าช่วงที่ฉันไม่อยู่ใครเป็นผู้หาข้าวหาน้ำให้อีบุญหลง ช่วงที่ฉันกลับมาฉันเฝ้าสังเกตก็ไม่เห็นใครคอยดูแลมัน มันก็อยู่ๆ ของมันไป มันอาจได้คุ้ยถังขยะกินเศษอาหาร หรือเร่ไปตามหลังห้องครัวบ้านเรือนในชุมชนข้างเคียง แล้วกลับมาใช้ร่มคูนหน้าสำนักงานเป็นที่พักนอน

มันแสดงความเป็นมิตรกับทุกคนที่นี่ สำหรับหมาจรเช่นอีบุญหลง อาจต้องการเพียงที่หลบพักนอนเดินเล่นอย่างปลอดภัยสักแห่งหนึ่ง เจ้าของสถานที่ไม่ส่งเสียงดุด่าหรือขว้างปาไล่เฉดหัวก็คงจะนับเป็นการอนุญาตให้มันสิงอยู่ในร่มชายคาอาคารแห่งนี้แล้ว มันอาจคิดเช่นนั้น

เผลอคิดไปว่าฉันก็เช่นกัน ฉันไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ประจำขององค์กรใดองค์กรหนึ่งในสี่ห้าองค์กรที่มาเช่าสำนักงานแห่งนี้อยู่ด้วยกัน ฉันเพียงแต่เป็นอาสาสมัครคนหนึ่งที่ทำงาน กินอยู่กับชาวบ้านแล้วกลับมาพักอยู่ที่นี่ นั่งทำงานอยู่กับโต๊ะบางตัวที่บังเอิญว่างอยู่ แล้วนอนค้างคืนอยู่ใต้โต๊ะนั่นเอง บางคราวอาจมีงานพิเศษที่พอจะใช้ทักษะที่มีอยู่แลกมาเป็นเงินได้บ้าง เช่น งานเก็บข้อมูล ถอดเทป เป็นวิทยากรค่ายเยาวชน ซึ่งสุดแล้วแต่พี่ๆ ในสำนักงานจะกรุณามอบหมายให้

ฉันคิดกลับไปอีกว่าที่จริงอีบุญหลงก็มีการงานของมันที่นี่เช่นกัน งานของมันคือการเป็นยามเฝ้าสำนักงาน งานเห่าหอน แต่งานของมันไม่เคยมีใครคิดค่าตอบแทนให้หรอก

และไม่มีใครให้ค่าแม้แต่จะคิดว่าอีบุญหลงคืออาสาสมัครที่ทำหน้าที่เช่นเดียวกับที่ฉันไปทำงานเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือชาวบ้าน


ชาวบ้านธรรมดาแห่งที่ราบลุ่มราษีไศล เมื่อสามสี่ปีก่อนเขาเริ่มร้องเรียนต่อทางราชการระดับอำเภอมิให้มีการสร้างเขื่อนปิดกั้นแม่น้ำมูน เมื่อไม่ได้ผลก็เดินทางเข้าจังหวัด ผู้ว่าราชการตอบว่าตนไม่มีอำนาจ เป็นได้เพียงแค่บุรุษไปรษณีย์ส่งข้อเรียกร้องของชาวบ้านไปให้หน่วยงานส่วนกลางเท่านั้น พวกเขาจึงพากันเรี่ยไรค่ารถเดินทางไปร้องเรียนที่ทำเนียบรัฐบาล สำนักงานรับเรื่องร้องทุกข์รับหนังสือไว้ และส่งจดหมายตอบกลับมา ว่าจะส่งเรื่องร้องเรียนให้กรมการเขื่อนเจ้าของโครงการพิจารณาต่อไป

ต่อมาบริษัทรับเหมาก่อสร้างได้ขนเครื่องจักร ขนเหล็ก หิน ปูนทรายเข้ามาและลงมือก่อสร้าง มีตำรวจทหารเข้ามาวางกำลังคุ้มกันมิให้ชาวบ้านเข้าใกล้หัวงานเขื่อน กลุ่มชาวบ้านก่อหวอดชุมชนคัดค้านทั้งที่อำเภอ จังหวัด และเดินทางเข้ากรุงเทพฯอีกหลายครั้ง คำตอบที่ได้ก็คล้ายกับที่เคยได้รับ พร้อมคำชี้แจงจากกรมการเขื่อนว่าราษีไศลเป็นเขื่อนยางขนาดเล็ก กักน้ำไว้เพียงแค่ตลิ่งแม่น้ำไม่ท่วมที่ดินทำกินและป่าทามที่ชาวบ้านใช้หาอยู่หากิน และโครงการนี้เป็นโครงการสำคัญของรัฐบาลที่จะทำให้ภาคอีสานมีดินดำน้ำชุ่ม มีน้ำทำนาปีละสองครั้ง ขอให้ราษฎรเชื่อมั่นในโครงการที่ผ่านการคิดคำนวณมาอย่างดีแล้ว โดยเราได้ถอดแบบโครงการมาจากประเทศออสเตรเลียที่เขาประสบความสำเร็จเรื่องการสร้างเขื่อนอย่างดีเยี่ยม

รัฐบาลส่งกองกำลังเจ้าหน้าที่เข้ามาประจำอยู่ในหลายหมู่บ้านที่ชาวบ้านคัดค้านเขื่อน ช่วยชาวบ้านพัฒนาหมู่บ้าน ขุดถนน ทำรั้ว ตัดผมให้เด็กๆ สอนอาชีพ เกลี้ยกล่อมแกนนำบางคนให้เลิกต้านเขื่อน โดยการให้โควต้าลูกหลานไปทำงานรับจ้างที่เขื่อน

กองกำลังเจ้าหน้าที่ได้ออกจากหมู่บ้านไปเมื่อสามารถสร้างกลุ่มชาวบ้านให้แยกออกเป็นสองกลุ่ม คือกลุ่มคัดค้านเขื่อนและกลุ่มสนับสนุนการสร้างเขื่อน สองกลุ่มขัดแย้งทะเลาะกันเองตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และเมื่อกลุ่มคัดค้านเขื่อนชุมนุมประท้วงครั้งใด จะต้องมีกลุ่มสนับสนุนเขื่อนตามไปชุมนุมคัดค้านการคัดค้านทุกครั้งไป จนกระทั่งเขื่อนถูกสร้างจนเสร็จ มิใช่เขื่อนยางขนาดเล็กแต่เป็นเขื่อนคอนกรีตขนาดมหึมา

แกนนำที่ยังยืนหยัดคัดค้านเขื่อนถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกไม่รักความเจริญที่รัฐบาลหยิบยื่นให้ บ้างก็ถูกหมายหัว ถูกขู่ว่าจะจับกุม หรืออาจจะถูกเก็บ ที่สุดพวกเขาหาความปลอดภัยให้ตัวเองโดยการหนีไปหางานทำที่กรุงเทพฯ บางคนหนีกระเซอะกระเซิงย้ายครอบครัวระหกระเหินไปอยู่ที่อื่นโดยไม่รู้เลยว่าจะทำอะไรกิน

หลังจากเขื่อนสร้างเสร็จแล้ว มีนักวิชาการ นักพัฒนา และข้าราชการจากกระทรวงนิเวศน์ลงมาศึกษาผลกระทบที่จะเกิดขึ้น และเยี่ยมเยียนกลุ่มชาวบ้าน พวกเขาพูดถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างมโหฬารจากการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำมูน เขายังบอกว่าเขื่อนนี้สร้างขึ้นผิดขั้นตอนของระเบียบกฎหมาย เขาพูดถึงสิทธิของชุมชนที่พึงได้รับการชดเชยทดแทนจากรัฐในกรณีที่ได้รับผลกระทบจากโครงการขนาดใหญ่เช่นนี้

นั่นเป็นการจุดประกายให้ชาวราษีไศลเกิดความมั่นใจ ก่อหวอดกันขึ้นมาอีกครั้ง เรียกร้องให้รัฐบาลชดเชยความเสียหายที่จะเกิดขึ้นโดยจ่ายค่าชดเชยและให้มีแผนฟื้นฟูธรรมชาติที่จะเสียหายในอนาคต

หลังจากล้มเหลวจากการเดินทางไปชุมนุมที่ศาลากลางและทำเนียบรัฐบาลเหมือนที่เคยเกิดขึ้นหลายครั้ง พวกเขาประชุมเคร่งเครียดแล้วตัดสินใจลงไปสร้างหมู่บ้านชุมนุมยืดเยื้ออยู่ในป่าทามที่จะถูกใช้เป็นอ่างเก็บน้ำเพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับรัฐบาล


เบื้องหน้าฉันขณะนี้ ฉันได้เห็นฉากการต่อสู้ของมวลชนผู้ลุกฮือขึ้นอย่างไม่สยบยอมต่ออำนาจฉ้อฉลที่กำลังใช้ความเหนือกว่าเข้าแย่งชิงแหล่งทำมาหากินของพวกเขาไปอย่างสิ้นไร้ความเป็นธรรม แน่นอน! ฉันขอเรียกว่านี่เป็นการต่อสู้อันมีเกียรติอย่างยิ่ง ก่อนหน้านี้ฉันเพียงทราบเรื่องทำนองนี้โดยอ่านจากหนังสือพิมพ์ และรับรู้วีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของมวลหมู่ผู้ถูกกดขี่จากวรรณกรรมเพื่อชีวิต

แต่บัดนี้ฉันกำลังเดิน นั่ง ทำงาน เป็นตัวละครตัวหนึ่งในวรรณกรรมที่ชาวบ้านธรรมดากำลังร่วมกันเขียนขึ้น และฉันพร้อมแล้วที่จะหนาวร้อน สุขทุกข์ร่วมกับพวกเขา

ท่ามกลางแดดร้อนเปรี้ยง ท่ามกลางพายุฝนกระหน่ำ ฉันอาสาทำงานเกือบทุกอย่างที่จำเป็นต้องทำที่นี่ ฉันเรียนรู้จิตใจของชาวบ้านที่พร้อมสู้สุดฤทธิ์เพื่อปกป้องผืนดินของบรรพบุรุษไว้เพื่อตนในวันนี้ และเพื่อลูกหลานในวันข้างหน้า

ฉันประทับใจคนอย่าง แม่ผึ้ง ผู้มีที่นาที่จะเรียกร้องค่าชดเชยกับเขาเพียงไร่เดียว แต่ทุ่มเททุกอย่างเพื่อสมาชิกตั้งพันกว่าคนที่ร่วมต่อสู้ แม่ผึ้งเป็นหญิงหม้ายวัยสี่สิบเจ็ดปี หน้าตาสะสวย ตัวเล็กปราดเปรียว มีภาวะผู้นำสูง เธอจะตื่นก่อนใครในหมู่บ้าน ซึ่งประกอบด้วยกระท่อมห้าสิบกว่าหลังคาแห่งนี้ พาเพื่อนบ้านจำนวนหนึ่งไปจ่ายตลาด กลับมาขายของในร้านค้ากลางของที่ชุมนุม

วันทั้งวันเธอจะสาละวนอยู่กับงานของส่วนรวม บางวันต้องเดินทางไปเจรจากับทางราชการ กลับมาก็ขึ้นเวทีชี้แจงผลการเจรจากับพี่น้อง ผู้นำอีกเป็นสิบๆ คน ทุกคนล้วนทำภารกิจแห่งประวัติศาสตร์ครั้งนี้อย่างทุ่มเท ตลอดฤดูแล้ง ชาวบ้านพากันถางที่ปลูกผัก ปลูกข้าวไร่ในพื้นที่รอบๆ หมู่บ้านแห่งการชุมนุมนั่นเอง ดินตะกอนแม่น้ำเป็นผืนดินอันวิเศษสำหรับต้นพืช มันจึงเป็นแผ่นดินอันพึงหวงแหนสำหรับชาวบ้านแห่งลุ่มน้ำแห่งนี้ เขาใช้ทำกินสืบต่อกันมาเป็นร้อยสองร้อยปี และเป็นเดิมพันสุดยอดแห่งการต่อสู้ครั้งนี้

ไร่ข้าว สวนผักเขียวขจี กระท่อมไม้ไผ่มุงหญ้าคาเรียงราย เรียงร้อยผู้คนร่วมอยู่ร่วมสู้ ฉันอยากเป็นนักประพันธ์ที่ได้เขียนถึงฉากอันงดงามอลังการนี้เสียเหลือเกิน

ตลอดฤดูแล้ง ไม่มีทีท่าว่ารัฐบาลจะยินยอมดำเนินการตามข้อเรียกร้องของชาวบ้าน ซึ่งแปลว่าพวกเขาต้องยืนหยัดต่อสู้เรียกร้องต่อไป บางคราวก็มีการส่งนักเลงมาก่อกวนผู้ชุมนุม ส่งคนมาปล่อยข่าวว่าจะมีม๊อบจับกุมแกนนำข้อหาบุกรุกที่สาธารณะและก่อความวุ่นวาย เป็นพวกรับเงินต่างชาติและมีพฤติกรรมเป็นอนาธิปไตย แต่ก็ไม่สามารถบั่นทอนความมุ่งมั่นของผู้ชุมนุมลงได้

บางวันก็มีคณะนักวิชาการ นักศึกษา และองค์กรพัฒนาเอกชนมาเยี่ยมให้กำลังใจชาวบ้าน นอกนั้นยังมีนักศึกษาปริญญาเอก ปริญญาโททั้งในและต่างประเทศหลายคน มาใช้กรณีการต่อสู้ของชาวบ้านที่นี่ทำวิทยานิพนธ์

คนพันกว่าคนมาอยู่ด้วยกัน ร่วมร้อนร่วมเปียกฝน ร่วมคิดร่วมแก้ปัญหา เป็นเงื่อนไขเคี่ยวกรำให้เกิดความสมัครสมานและหลอมรวมจิตใจแห่งการต่อสู้ได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งได้เรียนรู้ธาตุแท้ของผู้ปกครองและนักการเมืองได้อย่างแตกฉาน

ปลายฤดูร้อน ฉันล้มป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาล และกลับมานอนพักฟื้นที่สำนักงานของพวกพี่ๆ องค์กรพัฒนาเอกชน


ทุกคนในสำนักงานอยู่แต่กับการงานที่มีมากเหลือเกิน ฉันรู้สึกเหงาจับจิต เวลาเช่นนี้เองที่ฉันคิดถึงแม่ คนที่สามารถละทิ้งเรื่องสำคัญอื่นทุกอย่างได้เพื่อมาคอยดูแลฉันยามป่วย ฉันนอนร้องไห้ และพบว่าผู้ที่มาอยู่เป็นเพื่อนใกล้ชิดฉันมากที่สุดในยามนี้คืออีบุญหลง มันเดินเข้ามายังแคร่ที่ฉันนอนซมอยู่ ยื่นจมูกมาดมที่ขาฉัน ครางหงิงๆ แล้ววิ่งเหยงๆ อยู่เลาะขอบแคร่

“แกกินอะไรหรือยังล่ะ บุญหลง” ฉันถามมัน

“พักซะเถอะ” มันว่า ดูเถอะมันห่วงฉันมากกว่าใครแถวนี้

“แกเคยป่วยบ้างมั๊ย อีบุญหลง?”

“หงิง! หงิงๆๆ”

“ใช่สิ! แกยิ่งกว่าป่วยซะอีก แกเป็นหมาไม่มีเจ้าของ มันทุกข์หนักที่สุดแล้วสำหรับหมา แต่เดี๋ยวนี้แกดูดีแล้วนี่”

ฉันสบตามันก็รู้ว่ามันไม่ได้เป็นหมาจรขี้เหงาอีกต่อไป ทั้งแผลขี้เรื้อนก็หายไปแล้ว ดูโน่น มันไม่ได้อยู่เดี่ยวๆ ตัวเดียวอีกแล้ว มีหมาตัวผู้สองตัวคอยติดสอยห้อยตาม ก้าวหน้าเหลือเกินนะแก

ชะรอยอีบุญหลงจะเคยเป็นหมาที่ได้รับการดูแลอย่างดีในบ้านที่เจ้าของมีอันจะกินพอสมควร แล้วอาจมีอันเป็นไป เช่น เจ้าของเกิดตายลงจึงขาดที่พึ่งหนีกระเซอะกระเซิงออกมา แล้วกลายเป็นหมาจรจัดจนขี้เรื้อนและเห็บหมัดเกาะกินสิ้นสง่าราศี

ฉันเคยได้ฟังมาว่าหมานี่แหละเป็นสัตว์ที่มีความซื่อสัตย์ภักดีต่อเจ้าของและผู้เลี้ยงเป็นที่สุด มันนับถือเจ้าของหรือผู้เลี้ยงเสมือน “จ่าฝูง” ตามสัญชาตญาณของสัตว์เดรัจฉานที่ใช้ชีวิตอยู่เป็นฝูง เมื่อมันสูญเสียเจ้าของผู้เลี้ยงมันมาก็เกิดอาการเหงาเศร้า หมดอาลัยตายอยากเพราะไม่มีอะไรให้มันยึดเหนี่ยวได้อีกต่อไป นี่คือเหตุสำคัญของการกลายมาเป็นหมาจรของหมาทั่วไป

คนเราก็คงเป็นเช่นเดียวกัน ถ้าสิ่งเคยยึดเหนี่ยวมีอันสูญสลายลงไป ก็จะรู้สึกเลื่อนลอย เปล่าเปลี่ยวเดียวดายไร้หลักให้เกาะยึด

บัดนี้สภาพจิตใจและร่างกายของอีบุญหลงได้รับการฟื้นฟูเยียวยาแล้ว ด้วยอะไรหรือ? เพราะเดี๋ยวนี้มันมีเพื่อนหมาตัวผู้ มีแหล่งอาหารสมบูรณ์จากครอบครัวผู้ใจดีแถวๆ นี้ แต่ที่ฉันแน่ใจคงไม่ใช่จากคนในสำนักงานแห่งนี้ ความจริงที่ฉันได้สัมผัสบอกฉันเช่นนั้น อาจมีบ้างหลังอาหารบางมื้อ บางคนที่นี่อาจเก็บก้างปลาหรืออาหารที่กินเหลือใส่ถุงมาฝากอีบุญหลง แต่คงไม่มีใครที่อีบุญหลงพอจะนับเป็น “จ่าฝูง” ของมันได้อย่างแท้จริง

ประสาอะไรกับหมาจรซึ่งไม่มีอัตราบรรจุในสำนักงานแห่งนี้ แม้แต่ห้องน้ำ ชั้นกาแฟ จาน ช้อน และทุกอย่างที่เป็นของส่วนกลางใช้ร่วมกันก็ไม่มีใครดูแล ตามสนามหญ้า กระถางต้นไม้ เต็มไปด้วยก้นบุหรี่ ฝาขวดโซดา ฉันแอบคิด… มีช่องว่างสำคัญในใจคน ฉันเชื่อในคำกล่าวเกี่ยวกับอุดมคติ การสร้างความเป็นธรรม การพิทักษ์ปกป้องธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนานาวาทกรรมที่สวยหรูที่ออกจากปากนักอนุรักษ์ แต่เศษขยะที่ใกล้ตัวใกล้มือใกล้ตีนที่สุดเขากลับไม่เคยได้ใส่ใจ บางคนหน้าตาดีแต่งตัวเก๋ไก๋ แต่งหน้าเสียหยาดเยิ้มหยดย้อย แต่บริเวณโต๊ะและบริเวณที่ทำงานของพวกเธอเขลอะไปด้วยฝุ่นผง หยากไย่น่าขยะแขยง หรือคนเราโดยแท้แล้วพร้อมที่จะรักษาดูแลพื้นที่เพียงในกายและในความคิดตนเพียงผู้เดียวเท่านั้น?

แล้วพื้นที่ส่วนรวมใครจะดูแล?

แล้ว “หมาส่วนรวม” ล่ะ?

สำหรับพี่ๆ ที่นี่ ส่วนใหญ่แล้ว ฉันมิได้มีข้อสงสัยใน “อุดมคติ” เลย แต่อุดมคตินั้นอาจจะถูกวางไว้ไกลตัวและมีขนาดใหญ่โตจนเกินไป อุดมคติไม่ถูกแปรมาใช้กับสิ่งเล็กๆ ใกล้ตัว ซึ่งมีให้เราได้ปฏิบัติอยู่ทุกเวลานาที

จะใช่ไหมนะ? ถ้าฉันจะคิดเปรียบเทียบ… “พื้นที่ส่วนรวม” ของชาวบ้าน เช่น วัดวาอาราม อันเป็นที่ส่วนรวม เขาจะพากันไปช่วยบูรณะให้มั่นคงแข็งแรง ช่วยกันไปปัดกวาดเช็ดถูให้สะอาดอยู่เสมอ

และเมื่อเขาลุกขึ้นสู้กับภยันตรายที่มาถึงเขาก็ร่วมกันรับผิดชอบ “พื้นที่ส่วนรวม” แห่งการต่อสู้ของเขาอย่างสุดจิตสุดใจ

ใช่! ฉันมั่นใจแล้วหละ ปัญญาชนคนชั้นกลางนี้เองที่ล้วนถูกพอกทับด้วยความคิดแบบปัจเจก ความมั่นคงในชีวิตหรือการอยู่กินอย่างไรก็เป็นเรื่องตัวใครตัวมัน มือใครมือมัน ไม่ค่อยได้พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ช่องว่างคงอยู่ที่นี่มากกว่า

แล้ว! นั่น อีบุญหลง! ระวังเลยแก

“มันท้อง” เสียงหนึ่งดังแหลมออกมาจากสำนักงาน “ฉันเบื่อมันเต็มทีแล้ว ไล่มัน มันก็ไม่ไปไหนสักที ไอ้ตัวผู้ที่ติดก้นมันมาก็มีแต่หมาจัญไร พากันขุดหลุมจนสนามหญ้าพรุนไปหมด รองเท้ากี่คู่แล้วที่ถูกมันกัดขาด มันคาบหายไป ไอ้หมาเฮงซวย ฉันจะทนมันไม่ได้แล้วนะ”

ฉันไม่กล้าแสดงความเห็นใดๆ ในเรื่องนี้ ฉันเองอาจถูกข้อกล่าวหาเดียวกับแกแหละ บุญหลงเอ๋ย


ฝักคูนแก่จากฤดูเดิมถูกลมฝนสะบัดสลัดหลุดจากขั้วไปจนหมดสิ้นพร้อมกับกลีบดอกสีเหลือง ต้นคูนถึงฤดูฟูมฟักฝักใหม่ให้เติบโตพร้อมพุ่มใบที่เอิบอิ่ม

ใต้ร่มคูนมีหมาท้องแก่นอนกระดิกหาง หมาตัวผู้สองตัวผลัดกันดมก้นอยู่ไปมา ตัวหนึ่งวิ่งไปยกขาฉี่ใส่โคนต้นคูนแล้วกลับมายืนพองขนชูหางแบบท้าทายใส่อีกตัว อีกตัวหนึ่งเดินรี่เข้าไปที่โคนต้นคูนต้นเดียวกันยกขาฉี่ทับรอยตัวแรก แล้วเดินอาดๆ กลับมา แยกเขี้ยวส่งเสียงขู่ ไม่นานมันก็โหมกัดกันนัวเนีย

เสียงแหลมเล็กดังออกมาจากสำนักงาน “เอ้า! กัดกันให้ตายทั้งฝูงเลย จะได้หมดเรื่องหมดราว”

อีบุญหลงเอ๋ย แกรักษาเนื้อรักษาตัวให้ดีๆ เถิด อยู่ไปตามชะตาที่หมาตัวหนึ่งต้องเผชิญ ที่แน่ๆ แกก็อยู่ในยุคสมัยของสังคมคนที่แปรปรวนแบบที่เห็นนี่แหละ แกต้องเอาตัวให้รอดตามแบบของแกให้จงได้

ฉันน่ะรึ! มีแต่ความเห็นใจให้แกเท่านั้นแหละ ฉันรู้ตัวของฉันดี นี่ฉันจะต้องจากแกไปอีกแล้ว…ไปหาชาวบ้าน ระหว่างชาวบ้านพวกนั้นกับแก… บางทีฉันอยากพูดว่า… เจอชะตากรรมแบบเดียวกัน เหมือนกันเหลือเกิน

ฤดูฝนย่างเข้ามา ชาวบ้านผลัดกันเอาแรงลงแขกกลับไปทำนาที่หมู่บ้าน ตรึงกำลังไม่ถึงร้อยคนไว้ในที่ชุมนุม การประสานงานและการเจรจากับทางรัฐบาลมิได้มีความคืบหน้าใดๆ กรมการเขื่อนยืนยันว่าจะไม่จ่ายค่าชดเชยทดแทนใดๆ ให้ชาวบ้าน เพราะที่ทำกินของชาวบ้านที่เรียกร้องให้จ่ายค่าชดเชยหลายหมื่นไร่นั้นเป็นที่ดินสาธารณะ ชาวบ้านอ้างสิทธิการทำประโยชน์มาแต่รุ่นปู่ย่าและคนในชุมชนก็ยอมรับสิทธิ์ซึ่งกันและกันมาตามจารีตประเพณีท้องถิ่น เพียงแต่ทางราชการไม่ได้ออกเอกสารสิทธิ์ให้เท่านั้น

กรมการเขื่อนอ้างเสียงแข็งว่า ประเทศปกครองด้วยกฎหมาย ถ้าจ่ายค่าชดเชยให้ราษฎรที่ทำผิดกฎหมาย ต่อไปภายหน้าคนที่บุกรุกที่ดินของรัฐอีกเป็นสิบล้านคนจะลุกขึ้นมาเรียกร้องให้รัฐจ่ายค่าชดเชยด้วย รัฐจะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายให้พวกเขา อย่างไรก็ดี รัฐบาลยอมรับว่าราษฎรอาจเดือดร้อนบ้าง รัฐต้องช่วยเหลือเพื่อทุเลาความเดือดร้อนบางส่วนที่พอช่วยได้

แต่ผู้เดือดร้อนเหล่านี้ถือเป็น “คนส่วนน้อย” ควรมีความเสียสละเพื่อคนส่วนมากซึ่งจะได้รับประโยชน์จากการสร้างเขื่อน

ก่อนน้ำจะหลากท่วมที่ชุมนุม แม่ผึ้งได้นำพาชาวบ้านที่ยังอยู่เก็บเกี่ยวข้าวไร่ที่ปลูกไว้รอบหมู่บ้านแห่งการชุมนุม ฉันได้เรียนรู้วิถีการทำกินของชาวลุ่มน้ำมูนอย่างที่ผู้มีอำนาจไม่อาจเข้าใจ แม้แต่กรมการเขื่อนที่มาใช้ที่แห่งนี้ทำอ่างเก็บน้ำด้วยงบประมาณพันกว่าล้านก็ไม่มีข้อมูลใดๆ ฉันกล้าพูดว่าเขาอนุมัติโครงการขนาดพันล้านกันด้วยความมักง่ายเสียเหลือเกิน หรือถ้าเขามีข้อมูลและความเข้าใจเกี่ยวกับพื้นที่ที่นี่อยู่บ้าง ความโลภคงปิดหูปิดตาพวกเขาเสียสนิท

ดินและน้ำแห่งที่ลุ่มต่ำน้ำท่วมถึงสองฝั่งแม่น้ำมูนเป็นแหล่งอุดมสมบูรณ์ที่สุดของภาคอีสาน “ภาคอีสาน” ซึ่งเอ่ยขึ้นมาคราวใด ภาพแผ่นดินแตกระแหงผุดขึ้นมาให้เห็นทุกครั้งไป แต่ที่นี่ไม่ใช่ ชาวบ้านใช้ที่ดินที่นี่ทำนาในฤดูแล้ง ทั้งทำนาในหนองน้ำที่น้ำลดลงในเดือนเมษายน นาปรังในระยะหลังปีใหม่ และปลูกข้าวไร่ในที่สูงขึ้นมาหน่อย นาข้าวเหล่านี้จะถูกเก็บเกี่ยวเสร็จสิ้นก่อนฤดูน้ำหลาก และตลอดทั้งปีชาวบ้านจะใช้พื้นที่นี้ในการเลี้ยงวัวควาย ต้มเกลือ เก็บเห็ด ขุดหน่อไม้ ตัดฟืน เผาถ่าน จับกุ้ง หอย ปู ปลา หาพืชผัก สมุนไพร

พวกเขาเป็นคนรวย แม้มีเงินแต่น้อยก็อยู่อย่างสุขสบายกินอิ่มตลอดปี

แล้วจะใช้ที่นี่เป็นอ่างเก็บน้ำ ใช้ไฟฟ้าสูบน้ำขึ้นไปขายให้แก่พวกทำนาที่ดินเลวในพื้นที่สูงขึ้นไปเพื่อใช้ทำนาปรัง

ยามพูดคุยกับผู้มาเยือน และขณะที่กลับไปเล่าให้นักศึกษารุ่นน้องที่มหาวิทยาลัย ฉันอยากพูดให้สะใจว่า “เขื่อนราษีไศล ซึ่งอยู่ในโครงการ โขงชีมูล โครงการนี้เขาไม่ได้ใช้สมองคิด เขาอาจใช้ท้ายทอยหรือตาตุ่มคิดมากกว่า” แต่ฉันก็กลัวว่าจะเป็นข้อสรุปที่ชี้นำและใช้คำพูดที่หยาบคายเกินไป จึงได้แต่คิดและก็ยังคิดไม่ออกว่าจะพูดคำไหนที่จะดูนวลเนียนกว่านั้น

ฉันร่วมเกี่ยวข้าวกับชาวบ้านจนเสร็จ ขนฟ่อนข้าวขึ้นมาตากกับราวไม้ ผึ่งแดดไว้รอการลงแรงนวดเป็นขั้นตอนต่อไป

ฉันเคยไปออกค่ายอาสาและร่วมเกี่ยวข้าวกับชาวบ้านนับครั้งไม่ถ้วน ไม่มีการเกี่ยวข้าวที่ไหนดูคร่ำเครียดเหมือนที่นี่ ขณะทำงานเขาพากันวิเคราะห์รัฐบาล เล่าบรรยากาศในการประชุมเจรจาครั้งโน้นครั้งนั้นสู่กันฟัง การลงแขกเกี่ยวข้าวครั้งนี้ไม่มีการดื่มเหล้าขาว เหล้าสาโทเหมือนการเกี่ยวข้าวทั่วไป เพราะเครื่องดองของเมาเป็นสิ่งต้องห้ามในที่ชุมนุม

ทุกเช้าจะมีกิจกรรมหน้าเสาธงเหมือนที่โรงเรียน หลังร้องเพลงชาติและเพลงมาร์ชประจำการชุมนุม จะมีการนำสวดมนต์และย้ำถึงการปฏิบัติศีลห้าทุกครั้ง

ฉันได้ผิวดำเมี่ยงเป็นใบประกาศ แม่ผึ้งกล่าวกับฉันและพี่น้องที่ร่วมกันทำงานว่า ดูเถิดคนอื่นบ้านไกลยังมีความศรัทธามาอยู่กินช่วยเหลือพวกเราขนาดนี้ การต่อสู้ของเราไม่เหงาแน่ และพวกเรายิ่งต้องเอาจริงเอาจังให้มากขึ้น มากขึ้น

ฉันรู้ดี คนที่กำลังกล่าวอยู่นั้น ความจริงก็ตกอยู่ในความลำบาก อยู่ที่บ้านภาระในการเลี้ยงวัวควายฝูงใหญ่ เลี้ยงหลานเพื่อให้ลูกสาวและลูกเขยได้ทำนาและไปทำงานรับจ้าง ไหนจะงานบ้านงานบุญสารพัด แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ทำให้หญิงหม้ายชื่อผึ้งลดทอนพลังแห่งการต่อสู้ลงได้เลย

“ที่จริงแม่เองก็เรียนหนังสือมาน้อย” เธอเล่า “เขียนหนังสือคิดเลขก็ไม่ค่อยเก่ง แต่อาศัยประสบการณ์จริง ทั้งที่เคยไปทำงานกรุงเทพฯตอนสาวๆ อยู่โรงงานก็เคยทำสหภาพแรงงาน ที่สำคัญพยายามฟังคำสอน จำผญาเก่าๆ จากผู้เฒ่าผู้แก่ คนเรียนน้อยมันไม่คิดวอกแวกวุ่นวาย

“เรื่องไหนที่เข้ามาให้คิดก็ขบคิดจนแตก และความจำดี”

ฉันคิด หรือเพราะฉันและนักศึกษาปัญญาชนเรียนมากไป จึงคิดสับสนและความจำไม่ค่อยดี?

“พี่น้องชาวบ้านเราส่วนใหญ่นั้นกลัวเจ้านายและไม่มีปากเสียง แม่คิดว่าถ้าคนอย่างแม่ไม่ทุ่มเทเสียแล้ว พี่น้องเราซึ่งโดนเอาเปรียบก็ยิ่งแย่ สำคัญว่าเราอยู่รอดด้วยกันมา และต้องอยู่ให้รอดด้วยกันต่อไป”

ในที่ชุมนุม ชาวบ้านย้ายงานหลายอย่างที่เคยทำอยู่กับบ้านมาทำที่นี่ เกี่ยวกก ผือ มาทอเสื่อ เก็บเห็ด ขุดมัน ต้มเกลือ หว่านแหใส่เบ็ด สิ่งเหล่านี้จะถูกขนกลับบ้านและนำไปขายที่ตลาดเป็นระยะ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งทดแทนเวลาที่ผู้ชุมนุมขาดหายไปจากครอบครัวได้อย่างลงตัว

ฉันนำคำของแม่ผึ้งกลับมาคิด “สำคัญว่าเราอยู่รอดมาด้วยกันและต้องอยู่ให้รอดด้วยกันต่อไป” ดูจะจริง ฉันคิดถึงคำว่า “เพื่อมวลชน” “เพื่อมวลประชา” “รับใช้ประชาชน” ที่นักศึกษานักกิจกรรมทั้งรุ่นก่อนใช้กันและยังมีกลิ่นบางๆ สืบต่อมาถึงรุ่นฉัน

คำพูดของแม่ผึ้งช่างมีชีวิตชีวา เข้าใจได้ทันที ไม่ต้องคิดทวนไปทวนมา แปรญัตติทางภาษาและหาเหตุผลรองรับกันวุ่นวาย เหมือนคำของคนประเภทฉัน เหตุผลรองรับคำของแม่ผึ้งอยู่ที่การใช้มือใช้ตีนทำงาน และการนำพาพี่น้องลุกขึ้นสู้โดยไม่ต้องหวาดกลัวคำว่า “อำนาจรัฐ” อีกต่อไป

ทำให้ฉันหวนคิดถึงคำว่า “ส่วนรวม” ใต้ต้นคูน สนามหญ้า ห้องน้ำ ชั้นกาแฟ ที่สำนักงาน เป็นพื้นที่ส่วนรวมที่ไม่ได้รับการดูแล เพราะคนที่สำนักงานแห่งนั้นคิดไม่เหมือนกับคนที่นี่ ที่นี่ส่วนรวมก็เพื่อทุกคน ทุกคนรวมกันเป็นส่วนรวมต่อสู้และทำเพื่อส่วนรวม ที่นั่นส่วนรวมเป็นสิ่งเลื่อนลอย มีตัวตนจับต้องได้แต่ไร้เจ้าของ และทุกคนไร้เส้นใยที่จะโยงกันเป็นส่วนรวม

หมาที่นั่งนอน วิ่งไปวิ่งมา และเห่าหอนยามค่ำคืนอยู่ที่นั่นก็ไม่มีใครเป็นเจ้าของโดยส่วนตัว และส่วนรวมก็ไม่ได้เป็นเจ้าของมันเช่นกัน


ธุระของหมาไม่ได้ละเอียดซับซ้อนเข้าใจยากเหมือนธุระของคน มันเพียงมีชีวิตอยู่ กิน สืบพันธุ์ เลี้ยงลูก เห่าหอน เล่นซุกซน แล้วผ่านพ้นเรื่องราวทั้งดีร้ายไปด้วยดีบ้างเลวบ้าง

ฉันกลับมาคราวนี้ ท้องอีบุญหลงแฟบลง ฉันรู้ทันทีว่ามันเกิดลูกแล้วแน่นอน ถามใครที่สำนักงานแห่งนี้ก็ไม่มีใครรู้ว่ามันไปเกิดลูกที่ไหน เพียงแต่เห็นมันวิ่งผ่านเข้าออกสำนักงานแวบ! แวบ! ไม่มีใครสนใจมันมากกว่านั้น

แค่เพียงใส่ใจ เฝ้าดูและตามแกะรอยมันไป ฉันก็รู้ว่ามันไปแหวกพงหญ้าอยู่ในสวนรกๆ หลังสำนักงาน ทำรังสำหรับเกิดลูกของมันให้ห่างผู้คน แปลว่ามันไม่ไว้ใจใครทั้งคนและสัตว์อื่นที่นี่

ที่นั่นเป็นพื้นที่ส่วนรวมอีกแห่งหนึ่งที่ถูกปล่อยปละจนหญ้ายืดกอทอพุ่มถึงอกคน เป็นที่ฉ่ำแฉะที่ใครไม่อยากเข้าไปเดินหรือจะจัดการใดๆ กับมัน ต้นสาคูและต้นบอนรุกชิงพื้นที่กับหญ้าขนอยู่อย่างดุเดือด ฉันเดินตามรอยย่ำหญ้าของอีบุญหลงเข้าไปจนเจอรังของมัน มันแหวกพงหญ้าในที่ๆ สูงขึ้นมาจากบริเวณน้ำขัง คว้านเข้าไปจนเป็นที่ว่างพอนอนกกลูกหมาได้ คาบดึงฟ่อนหญ้ารอบๆ เข้ามาปกคลุมด้านนอกอย่างแน่นหนา แต่ในนั้นฉันไม่เห็นลูกหมาสักตัว เงี่ยหูฟังอยู่พักใหญ่ก็ได้ยินเสียงลูกหมาร้องอยู่อีกทิศหนึ่ง ค่อยๆ แหวกพงหญ้าเดินไปทางเสียงนั้น ไม่นานก็เห็นลูกอีบุญหลงจำนวนสี่ตัวตะกุยตะกายดูดนมแม่มันอยู่ในรังฟ่อนหญ้าแบบเดียวกับรังแรก ซึ่งฉันเข้าใจเอาเองว่ามันสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นรังหลอก

“บุญหลง! บุญหลง!” ฉันเรียกเบาๆ

“แฮ!!!” มันคำราม “อย่าเข้ามานะ” มันว่าอย่างนั้น

“น่ะ!!! บุญหลง ใจเย็นเพื่อน ฉันมาเยี่ยมด้วยดีน่ะ ฉันเอง”

“ฉันไม่วางใจใครทั้งนั้น! อย่าเข้ามา”

ใช่แล้ว บุญหลง แกไม่น่าจะวางใจใครได้สักคนหรอก ฉันเองก็ไม่ได้มีอะไรให้แกพอจะวางใจได้ เราเพิ่งได้เจอกันไม่นานและมีความสัมพันธ์กระท่อนกระแท่น ในช่วงชีวิตของแก คนที่วางใจได้อาจจะมีเพียงคนเดียว ซึ่งเลี้ยงแกมาตั้งแต่เล็ก เขาอาจจะตายหรือหนีแกไปแล้ว

บุญหลงหลับตาพริ้ม แลบลิ้นเลียริมฝีปากแผล็บๆ ขณะลูกน้อยของมันทั้งสี่ตัวแข่งกันดูดนมแม่อยู่จ๊วบๆ เห็นแล้วฉันรู้สึกเสียวขึ้นมาบริเวณท้องน้อย พลันคิดเวทนาหมาไม่มีเจ้าของขึ้นมาอย่างรุนแรง ต่อแต่นี้มิใช่เพียงแกตัวเดียวแล้วบุญหลงเอ๋ย ลูกๆ ของแกอาจเติบโตขึ้นมาเป็นหมาส่วนรวม วิ่งตามแม่ตะลอนไปคุ้ยถังขยะในซอกหลืบสกปรกของเมืองอันอ้างว้าง อาจเจอคนมีเมตตาเอาลูกแกไปเลี้ยงดู แต่นั่นคงเป็นโชคซึ่งบังเอิญและนานๆ จะเกิดขึ้นได้สักครั้ง

ขณะปูเสื่อลงหว่างโต๊ะทำงานเตรียมล้มตัวลงนอน ฉันได้ยินเสียงลมโหมพัดมาอย่างแรง เสียงเม็ดฝนสาดซ่าๆ ลงบนหลังคาสำนักงาน คิดถึงหมาแม่ลูกจะรับมือกับฝนห่าใหญ่อย่างไร ฉันเดินลงมาจากสำนักงาน ก้าวสวบๆ ฝ่าสายฝนไปยังรังหมา คิดไว้ว่าถ้าแม่หมาไม่อยู่จะอุ้มเอาลูกหมามานอนหลบฝนที่ชายคา สักสองสามเมตรก่อนที่ฉันจะไปถึง ได้ยินเสียงอีบุญหลงคำรามออกมา “แฮ!…โฮ้ง! โฮ้ง!”

ฉันเรียกกลับไป “บุญหลง! บุญหลง!”

มันตอบกลับมา “โฮ้ง! โฮ้ง! โฮ้ง!”

ฉันจึงยืนอยู่ตรงนั้น ฝนสาดซัดมาแรง ชะเง้อมองไปก็ไม่เห็นอะไรนอกจากความมืด

ฉันข่มเปลือกตาหลับลงได้สักตีหนึ่งตีสอง หลังจากฝนซาลงไปแล้ว อีบุญหลงคงสู้กับสายฝนเพื่อปกป้องลูกของมันจนสุดความสามารถ ขณะที่ฉันนอนสู้กับความคิดความรู้สึกของตัวเองอย่างทุรนทุราย

ตื่นเช้าฉันรี่ไปทางหลังสำนักงาน มองไปตามทางเดินสู่รังหมาเห็นมีน้ำเจิ่งนอง ขณะยืนถอนใจเตรียมก้าวไปข้างหน้า ก็ได้ยินเสียง “จ๋อม! จ๋อม!” อีบุญหลงนั่นเอง มันกำลังเดินฝ่าดงหญ้าขนออกมา

พระช่วย! ในปากมันคือลูกหมาตัวหนึ่ง แม่หมาเดินโงนเงนมาทางชายคาหลังสำนักงาน วางลูกน้อยของมันลง แล้ววิ่งไปวิ่งมาอยู่รอบๆ

ลูกหมาตัวนั้นตายแล้ว ทั้งเนื้อตัว ขน หาง เปียกโชก ลิ้นเล็กๆ แลบคาริมฝีปาก พุงเต่งพอง หนังตาปิดสนิท

ฉันไม่เคยรู้ว่ายามพลัดพรากหมามันเศร้าแบบเดียวกันกับคนหรือไม่ แต่ที่มันคาบศพลูกหมามาวางลงที่ชายคา ฉันอยากเข้าใจว่า มันทำเพื่อสื่อสารอะไรบางอย่างแก่ฉัน… แก่คน

ฉันเอาลังกระดาษเก่าๆ ใบหนึ่งมาตะแคงลง ดันให้เข้ามุมพื้นในชายคาหลังสำนักงาน ปูด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์และผ้าขี้ริ้วอีกชั้นหนึ่ง รอจนอีบุญหลงออกไปข้างนอก จึงเดินไปอุ้มลูกหมาทั้งสามตัวที่เหลือมาใส่ไว้ในนั้น ลุ้นหวังว่าแม่หมาคงจะยอมย้ายมากกลูกของมันอยู่ในที่ปลอดภัยจากน้ำ

แต่มันไม่ยอม เมื่อกลับมาเห็นรังว่างเปล่ามันงุ่นง่าน ทำจมูกฟิดๆ เดินมาที่ลังกระดาษแล้วบรรจงคาบคอขนลูกหมาคืนไปรังเดิมที่ละตัวๆ

มันกลัวคนมากกว่ากลัวน้ำ

ขณะนี้สถานที่ชุมนุมของชาวราษีไศลกำลังถูกน้ำจากแม่น้ำมูนหลากร่วมรุกไล่ขึ้นมาทีละแนว ชาวบ้านพากันยกแคร่ในกระท่อมขึ้นยึดกับเสาระดับที่สูงขึ้นเพื่อหนีน้ำ แมงป่อง ตะขาบ และงูพิษก็หนีน้ำมาขออยู่อาศัยด้วย เด็กน้อยถูกส่งกลับบ้าน คนเข้าออกต้องจอดรถมอเตอร์ไซค์และรถยนต์ทิ้งไว้ จัดเวรยามเฝ้าอยู่กับฝั่งแล้วนั่งเรือเข้าไปที่ชุมนุมระยะทางสองกิโลเมตร

ขณะที่โบกรถเดินทางมาที่นี่ครั้งนี้ ฉันคิดไปว่าน้ำคงจะท่วมที่ชุมนุม ชาวบ้านอาจย้ายที่ชุมนุมหรือพักการชุมนุมเสียก่อน แล้วหลังฤดูเก็บเกี่ยวค่อยชุมนุมกันใหม่ แต่ฉันคิดผิด

กระแสน้ำเย็นๆ โหมปลุกใจคนให้ยิ่งเร่าร้อนและฮึดสู้

พวกเขายังจัดกิจกรรมหน้าเสาธงเหมือนเช่นเคย ร้องเพลงชาติ ร้องเพลงมาร์ช แล้วสวดมนต์ บัดนี้ที่ที่พวกเขายืนทำพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์นั้น น้ำเอ่อสูงถึงเอวของทุกคนแล้ว

นักวิชาการและองค์กรเอกชนหลายคนแวะเวียนมาเยี่ยมและแสดงความเห็นว่าควรพักการชุมนุม พวกเขาไม่ยอมพักหรือเปลี่ยนที่ชุมนุม และเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งลงมาเจรจาแก้ปัญหาให้พวกเขาเสียที เขาพร้อมทุกเมื่อและจะยืนหยัดสู้ น้ำท่วมหลังคาก็จะขึ้นไปอยู่บนหลังคา เกิดและมีชีวิตอยู่กับสายน้ำและยังจะต้องอยู่กับสายน้ำไปจนตาย กลัวอะไรกับน้ำท่วม

แต่แล้วก็มีเหตุการณ์อันนำความเศร้าสลดและเสียขวัญมาสู่ที่ชุมนุม เด็กหนุ่มคนหนึ่งเป็นตะคริวแล้วล้มลงในน้ำ ช่วยตัวเองไม่ได้ เสียชีวิตลง เสียงกล่าวขวัญว่าเจ้าพ่อเจ้าแม่ ผีสางคางลายทำเอา คนส่วนหนึ่งยังชุมนุมต่อไป แต่หลายคนกลับไปร่วมงานศพที่หมู่บ้านแล้วไม่กลับมาอีก แต่พวกเขายินดีเป็นหน่วยเสบียง ส่งข้าวส่งน้ำ และออกเงินช่วยยามมีการระดมค่าใช้จ่าย

เขาได้ใช้เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นบทเรียนและปลุกระดมจิตใจของผู้ชุมนุมว่า เรายืนยันการต่อสู้ด้วยสันติวิธี คือ ยืนอยู่บนความถูกต้องและชอบธรรม ยืนยันสิทธิ์ตามจารีตดั้งเดิมของชุมชน ไม่ใช้ความรุนแรง แต่จะแสดงออกให้โลกได้รับรู้ความทุกข์ยากที่เรากำลังประสบด้วยความอดทนและอดกลั้น

ภาพคนสี่ห้าร้อยคนยืนเข้าแถวชูกำปั้นอยู่ในน้ำระดับหน้าอกและคอ ปรากฏอยู่บนหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์หลายฉบับ มีการวิเคราะห์วิจารณ์กันในสื่อต่างๆ อย่างกว้างขวาง

ผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้งทีมข้าราชการใหญ่น้อย ผู้สื่อข่าวโทรทัศน์หนังสือพิมพ์พากันนั่งเรือท้องแบน เอาผ้าห่ม อาหารแห้งมาแจกแก่ผู้ชุมนุมเกือบครบทุกคน แล้วกล่าวกับชาวบ้านว่า ทางราชการไม่เคยทอดทิ้งชาวบ้านและทางกรมการเขื่อนก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ จะแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน ชาวบ้านถามว่า แล้วทำไมสามสี่ปีมาแล้วที่ชาวบ้านเรียกร้องจึงมีแต่การเตะถ่วงหน่วงเหนี่ยวและกล่าวหาชาวบ้านว่าไม่เดือดร้อนจริง ผู้ว่าราชการจังหวัดตอบว่า ผมพึ่งมารับตำแหน่งได้สี่เดือน ให้เวลาผมหน่อย ต่อแต่นี้เรื่องราวจะเร็วขึ้น มาเห็นด้วยตาตนเองแล้วว่าชาวบ้านเดือดร้อนเพียงใด โครงการสร้างเขื่อนนี่ก็เถอะ คิดจะสร้างก็กางแผนที่ดูระดับน้ำกันอยู่ในห้องแอร์ที่กรุงเทพฯ ลงมาดูพื้นที่นิดๆ หน่อยๆ ก็ออกแบบสร้าง ไม่เคยถามชาวบ้านสักคำ ต่อไปนี้ประเพณีคิดจากส่วนกลางของราชการต้องหมดไปซะที ผมคนหนึ่งจะผลักดันให้มีการปฏิรูปการเมือง ปฏิรูประบบราชการ พ่อแม่พี่น้องชอบมั๊ย? เอากะผมมั๊ย?

เสียงปรบมือยาวนานก้องไปทั่วคุ้งน้ำ

ชาวบ้านได้วันนัดประชุมเจรจากับตัวแทนรัฐบาลในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ออกทีวีและภาพการแจกผ้าห่มได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์รายวัน ใต้ภาพมีคำบรรยาย “พ่อเมืองกล่อมม๊อบ”


ลูกอีบุญหลงถูกจองไว้หมดแล้ว ไม่รู้โชคดีของใคร

ลูกหมาก็น่ารักทุกตัวนั่นแหละ ขนปุกปุยตัวกลมป้อม หูตก วิ่งหลุนๆ ซุกซนไปเรื่อย มันกินนมที่ผลิตจากตัวแม่ แม่หมากินเศษอาหารจากถังขยะและจากบ้านเรือนคนแถวนี้

เดี๋ยวนี้ลูกหมาเริ่มกินอาหารแข็งได้บ้างแล้ว อาหารแข็งจากไหนหรือ?

ทุกเช้าทุกเย็นบุญหลงเที่ยวไปหาอาหาร กินกลืนเข้าไปจนอิ่มแน่นท้อง เมื่อกลับมาถึงหลังสำนักงาน ลูกๆ จะวิ่งตามแม่ต้อยๆ บุญหลงโก่งคอ บีบท้อง อ้าปาก ขย้อนเอาอาหารจากในท้องคายลงกองกับพื้น แบ่งให้ลูกสามตัวได้กิน สักพักหนึ่งหลังจากขย้อนอาหารให้ลูก มันก็จะวิ่งออกไปเพื่อหาอาหารเติมให้ท้องตัวเอง

เช้าวันหนึ่ง ฉันตื่นขึ้นมาก็เห็นลูกทั้งสามของบุญหลงแย่งดูดนมกันอยู่จุ๊บจั๊บๆ เหมือนเช่นทุกวัน น้ำนมแม่หมาคงร่อยหรอลง เพราะลูกของมันต่างก็ปล่อยหัวนมนั้นไปดูดหัวนมใหม่อยู่เรื่อยๆ บุญหลงนอนนิ่งให้ลูกดูดนมอยู่อย่างนั้น จนฉันเดินเข้าไปใกล้ ฉันจึงรู้ว่าบุญหลงกำลังหายใจฟืด! ฟืด! ในอาการเหนื่อยล้าอ่อนแรงเต็มที มีเลือดไหลรินๆ ออกมาจากแผลกลางแผ่นหลัง เป็นรอยมีดฟันยาวสักหนึ่งคืบ ลึกลงไปถึงซี่โครง ยิ่งลูกหมาตะกุยตะกายเป็นการเขย่าตัวแม่ เลือดก็ยิ่งไหลออกมาเร็วขึ้น บุญหลงครางครืดๆ อยู่ในลำคอ

น้ำตาแม่หมาเปียกชื้นขนรอบขอบตา

น้ำตาฉันก็ไหลออกมาเป็นทางเช่นกัน

ฉันเอื้อมมือไปลูบหัวลูบคออีบุญหลง มันไม่ฝืนไม่ดุเหมือนเก่า เหมือนคนเราทีเดียว ความเกเร ขี้ดื้อ ดุดันจะหายไปเมื่อกำลังร่อแร่แล้ว

คิดอะไรไม่ออกไปกว่าเดินไปเอายาใส่แผลมาราดแผลให้มัน บุญหลงคงจะเจ็บและแสบจนคำรามออกมาดังๆ แล้วทะลึ่งตัวลุกขึ้นวิ่งหนี

ฉันสะอิดสะเอียนเสียงคนที่กำลังวิเคราะห์ว่า อีบุญหลงถูกใคร บ้านหลังไหนใช้มีดพร้าฟัน เขาไม่ได้วิเคราะห์ลึกลงไปสักนิดเลยว่า เพราะอีบุญหลงมันต้องการอาหารมากขึ้นเพื่อได้ผลิตน้ำนมมาเลี้ยงลูกหมาอันแสนน่ารักที่พวกเขาพากันจองเอาไปเลี้ยง

“น้อง น้อง ยืมลูกหมาหน่อยได้ไหม เอาไปให้ลูกชายเล่นสักพัก เดี๋ยวจะเอามาคืน”

ผู้หญิงจากบ้านหลังข้างๆ เยี่ยมหน้าผ่านรั้วบ้านมาคุยกับฉัน

ฉันสับสน หมามันเป็นสิ่งของที่หยิบยืมกันได้ด้วยหรือ มันไม่ใช่ไม้บรรทัด ยางลบ ปากกา ที่เด็กนักเรียนยืมกันได้ มันไม่ใช่เงินที่ผู้ใหญ่ยืมกัน มันเป็นหมา เป็นสิ่งมีชีวิต

ฉันอยากตอบไปว่า “เอาไปเถอะค่ะ มันไม่ได้เป็นของใคร มันเป็นหมาส่วนรวม” แต่ก็ยังยืนงงอยู่

“รับรอง จะไม่ให้เด็กเล่นแรงๆ” เธอให้หลักประกัน “ที่บ้านมีนมกล่องเยอะแยะเลย โรงเรียนเด็กเล็กให้มาลูกไม่ยอมกิน น้องจะแบ่งไปให้ลูกหมาบ้างก็ได้นะ”

ลูกหมาทั้งสามดูดีขึ้น นมกล่องครึ่งลังและมีทยอยมาเรื่อยๆ มีมาให้พวกมันกินอย่างอิ่มเอม แลกกับผลัดกันไปให้ลูกชายคนข้างบ้านเล่นวันละสองสามชั่วโมง ฉันทำใจได้บ้าง หลังจากผะอืดผะอมกับเรื่องยืมหมาไปเล่นอยู่วันสองวัน

แต่แม่หมาแย่ลงทุกวัน แผลที่กลางหลังของบุญหลงเดี๋ยวนี้เต็มไปด้วยหนอนฝูงใหญ่ บางคราวมันสะบัดหลุดออกมาเป็นพวง แผลอยู่กลางหลังเป็นบริเวณที่มันเลียไม่ถึง เท้าเขี่ยก็ไม่ถึง ยามนอนลงจะมีแมลงวันตอมยั๊วเยี๊ย

แล้วเช้าวันหนึ่ง ฉันก็พบมันนอนตายอยู่ข้างโอ่งน้ำหลังสำนักงาน

บุญหลงแยกเขี้ยวคาไว้ น้ำลายฟูมปาก แมลงวันฝูงใหญ่เหมือนฝูงผึ้งตอมหึ่งอยู่ทั้งที่แผล ที่จมูก ปาก หู ทุกคนในสำนักงานไม่ได้แสดงความเสียใจใดๆ กับการจากไปของหมาบุญหลงเมื่อฉันบอกข่าวแก่พวกเขา เกือบทุกคนถามเพียงว่า แล้วฝังมันรึยัง? ฝังที่ไหน?


เทอมหนึ่งผ่านไปโดยที่ฉันไม่ได้แตะตำราเรียนเลย ไม่มีแม้แผนการที่จะไปให้เพื่อนติวให้ก่อนสอบ ฉันได้แต่หวัง หวังว่าเทอมหน้าฉันคงจะสามารถจัดเวลาสำหรับการเรียนการสอบได้บ้าง ภาระการเรียนเป็นสัมภาระห่อใหญ่ที่ฉันแบกไว้บนบ่า พร้อมๆ กับห่อแห่งความคิดและการแสวงหา พ่อแม่ฉันก็เหมือนพ่อแม่คนอื่นๆ ที่ต้องการให้ลูกเรียนจบไวๆ จะได้ยิ้มแป้นเรียงหน้าถ่ายรูปวันรับปริญญา หางานที่เงินเดือนดีทำ มีครอบครัว มีลูก แล้วส่งลูกเรียน รับปริญญา หางานทำ มีครอบครัว มีหลาน แล้วก็เรียน รับปริญญา…

ดีหน่อยที่ฉันไม่ต้องพึ่งเงินจากทางบ้านมาตั้งแต่เรียนอยู่ปีที่ห้า อาศัยรับจ้างทำงานสารพัดที่มี พอเพียงเลี้ยงตัวเองอยู่รอดแต่ช่วยเหลือเผื่อแผ่ใครอื่นไม่ได้ เรียนและทำกิจกรรมจนถึงเดี๋ยวนี้ เสียงเรียกร้องของพ่อแม่ให้ทำตัวเหมือนคนอื่นๆ ในระยะหลังดูจะแผ่วลง

หนึ่งเทอมที่ผ่านมา ฉันเรียนวิชาการชุมนุม มีชาวบ้านเป็นครู ถ้ามีการสอบวิชานี้ขึ้นมาเพื่อเอาคะแนนเหมือนวิชาอื่นๆ ฉันคงได้คะแนนไม่น้อยหน้าใคร แต่ฉันรู้ว่าคงไม่มีมหาวิทยาลัยแห่งไหนเปิดสอนวิชานี้หรอก วิชาที่ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อยู่บ้าง เช่น นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ เขาก็มุ่งจะผลิตนักกฎหมาย นักปกครอง ซึ่งจะมาเกี่ยวข้องกับชาวบ้านคนยากคนจนก็ในแง่มุมที่… กางกฎหมายขึ้นมาวินิจฉัยว่าชาวบ้านทำกินในที่ดินสาธารณะ ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ย่อมไม่มีสิทธิ์เรียกร้องใดๆ เท่านั้น หรือถ้าเป็นนักปกครอง บทบาทของเขาคือมาเกลี้ยกล่อมชาวบ้านไม่ให้ชุมนุมเพราะทำให้บ้านเมืองไม่สงบเรียบร้อย ถ้าชาวบ้านไม่เชื่อก็ใช้จิตวิทยาในการขู่ปรามแกนนำ หรือใช้กิจกรรมวิธีแบ่งแยกให้เขาผิดกัน ทะเลาะกันเอง วิชาที่เรียนที่สอนกันอยู่คล้ายไม่มีชาวบ้านที่มีชีวิตอยู่จริงในประเทศนี้ หรือถ้ามีอยู่บ้างก็เป็นเพียงตัวประกอบที่ไม่สลักสำคัญอะไร

ถ้าการชุมนุมเล็กๆ ในพื้นที่ และการทำงานกันหนักที่ผ่านมาเป็นการเรียนของชาวบ้าน การไปชุมนุมหน้าทำเนียบโดยมีรอบเจรจากับตัวแทนรัฐบาลคงจะเป็นการสอบปลายเทอม

วันสอบของวิชาที่ฉันลงทะเบียนไว้ พอดิบพอดีตรงกับวันที่ชาวบ้านเดินทางมาชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล เป็นการชุมนุมใหญ่พร้อมกับกลุ่มชาวบ้านอื่นทั่วประเทศที่นัดกันมาร่วมต่อสู้ผลักดันการแก้ปัญหา การชุมนุมใหญ่ที่เมืองหลวง ฉันและพี่ๆ องค์กรเอกชนหลายคนต้องรับบทบาทค่อนข้างหนัก เพราะเป็นที่ที่ชาวบ้านไม่คุ้นชิน ทั้งด้านการจัดหาเครื่องเสียง เวที หยูกยา การประสานกับองค์กรพันธมิตร ประสานสื่อมวลชนเพื่อแถลงข่าวและทำความเข้าใจประเด็นข้อเรียกร้องของชาวบ้าน ด้านการอยู่กินนั้นไม่ต้องห่วง ชาวบ้านขนข้าวปลาอาหารและเครื่องครัวมาจากบ้านครบครัน

การชุมนุมยืดเยื้ออยู่ยี่สิบกว่าวัน รัฐบาลรับปากว่าจะจ่ายค่าชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการสร้างเขื่อน พร้อมกลุ่มปัญหาอื่นๆ ก็ได้แนวทางการแก้ปัญหาเช่นเดียวกัน ก้าวต่อไปก็คือให้ตั้งคณะกรรมการระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายราษฎร แล้วกลับไปตรวจสอบปัญหาที่เกิดและทรัพย์สินที่จะได้รับค่าชดเชย ชาวบ้านประชุมตกลงกันว่าจะกลับไปชุมนุมต่อที่เดิมจนกว่าการแก้ปัญหาทุกอย่างจะเสร็จสิ้นลง

ฉันไปลงทะเบียนเรียนสองวิชาเดิมที่ไม่ได้สอบเอาไว้อีก ก่อนเดินทางกลับไปสมทบกับชาวบ้าน ถือโอกาสกลับไปสำนักงานของพี่ๆ องค์กรเอกชน

ลูกๆ ของอีบุญหลงเติบโตอย่างผิดหูผิดตา ยังไม่เห็นมีใครเอามันไปเลี้ยงสักตัว มันชอบวิ่งหลุกหลิกๆ เข้าไปเคล้าแข้งเคล้าขาอ้อนออดทุกคนที่ผ่านเข้ามา เผื่อเขารักใคร่เอ็นดูมันขึ้นมาบ้าง ตามประสาสัตว์ตัวเล็กผู้น่ารักน่าสงสาร เขาก็โยนเศษอาหารให้มันบ้างแค่นั้น แม่มันตายเสียก่อนที่จะมีโอกาสพาพวกมันไปฝึกหาอาหารตามถังขยะ

ดูๆ ไป พวกมันคงจะเติบโตขึ้นมาเป็นหมาที่ไม่มีเจ้าของเหมือนแม่มันอย่างแน่แท้ วิถีชีวิตของคนในสำนักงานนี้ไม่มีใครสักคนหรอกที่จะเป็นคนรักหมาเลี้ยงหมา พวกเขาล้วนเป็นนักเดินทางตะลอนรอนแรม ไปทำงานกับชาวบ้านที่โน่นที่นั่น บางทีคราวละหลายๆ วัน แล้วกลับมาทำงานเอกสาร งานการเงินที่สำนักงาน ก่อนกลับไปบ้านที่เช่าไว้เพื่อนอน

ถ้าอีบุญหลงและลูกเป็นหมาส่วนรวม ฉันและพี่ๆ ในสำนักงานแห่งนี้ก็เป็นคล้ายๆ หมาส่วนรวมเช่นกัน องค์กรเหล่านี้ทำงานเพื่อส่วนรวม ทำงานหนักแต่ไม่ค่อยมีเงินใช้ ต้องเป็นนักคิดนักฝัน คิดแผนเขียนโครงการขอทุนสนับสนุนมาได้ใช้คราวละปีสองปี หมดโครงการก็หมดเงิน แล้วก็ตกงาน ต่างกับข้าราชการที่มีเงินเดือนและสวัสดิการตลอดชีวิต

พี่ๆ เขาคุยให้ฉันฟังว่า อย่างนี้ก็ดีไปอย่าง คนทำงานจะได้ทำงานจริงจัง มีเป้าหมายที่ชัดเจน แล้วต้องกระตือรือร้นอยู่ตลอดเวลา ไม่เช่นนั้นก็อยู่ไม่ได้

ดูคล้ายกับว่าภาระในการช่วยชาวบ้านและดูแลความเป็นอยู่ตัวเองพวกเขาก็หนักหน่วงเกินไปแล้ว คงไม่มีความพร้อมจะดูแลเลี้ยงดูหมาส่วนรวมหรอก

ฉันตัดสินใจเอาลูกหมาสามตัวขึ้นรถชาวบ้านที่แวะมารับฉันในคืนวันหนึ่ง พามันไปอยู่กับชาวบ้านในที่ชุมนุม ที่นั่นน่าจะดีกว่าที่นี่ ฉันไม่ได้บอกใครในสำนักงาน และเมื่อฉันกลับมาอีกครั้งหนึ่งในไม่นานต่อมา ก็มิได้มีใครถามถึงลูกหมาสักคน คงจะเป็นความเหมาะสมและลงตัวแล้วที่ไม่ต้องมีหมาอยู่รบกวนใจใครที่นี่ สนามหญ้าไม่เป็นหลุม ไม่มีตัวคาบรองเท้าหนีไปจากที่วาง ถังขยะจะอยู่ในสภาพเรียบร้อยกว่าเดิม และไม่มีเสียงหงิงๆ แหง๊งๆ รบกวนสมาธิคนทำงาน

กระท่อมแต่ละหลังในที่ชุมนุมล้วนทรุดโทรมลงด้วยการกระทำของกระแสน้ำ บัดนี้น้ำลดลงแล้ว คราบตะกอนจับเขลอะอยู่ตามโคนเสาและพื้นดิน สวะที่ถูกน้ำพัดมาแขวนคาอยู่ทุกที่ที่มีสิ่งขัดขวาง ฝากระท่อมที่กั้นด้วยหญ้าคาเปื่อยยุ่ย กระท่อมสิบกว่าหลังถูกไฟไหม้เหลือแต่ซาก ชาวบ้านรู้ดีว่า คงเป็นฝีมือของกลุ่มสนับสนุนเขื่อนที่ราชการจัดตั้งขึ้น เจ้าของกระท่อมต่างพากันเป็นเดือดเป็นแค้น แต่พากันปลอบใจซึ่งกันและกันว่า “ถ้าไม่มีมารมารังควาน บารมีก็ไม่เกิด” และที่สำคัญเรากลับมาครั้งนี้มีมติคณะรัฐมนตรีให้แก้ปัญหาแล้ว

พวกเขาพากันซ่อมแซมกระท่อม และปลูกถั่ว แตง ข้าวโพด ผักหญ้าสารพัด บนที่ดินรอบที่ชุมนุม บรรยากาศเรื้อร้างของสถานที่แห่งนี้กลับคืนมามีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง ทุกๆ วัน ผู้ที่เป็นคณะกรรมการตรวจสอบรังวัดที่ดินและผู้เป็นเจ้าของที่ดิน จะเดินทางไปลงพื้นที่ทำงานร่วมกับกรรมการฝ่ายราชการ ย่ำเย็นก็จะกลับมาสรุปให้คนอื่นฟังในที่ประชุม คนที่อยู่ในที่ชุมนุมก็จะจัดกิจกรรมต่างๆ แตกต่างไปแต่ละวัน บ้างพากันหาปลา ล่าหนู เก็บผัก หักฟืน ถ้ามีกลุ่มชาวบ้านที่อื่นหรือนักวิชาการนักศึกษามาเยี่ยมก็จะจัดเป็นวงเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

การชุมนุมเป็นสถานการศึกษาเรียนรู้ของชาวบ้านได้อย่างวิเศษ นักวิชาการและนักพัฒนาหรือแม้แต่ข้าราชการบางคณะ ที่แวะมาเยี่ยมชาวบ้านได้นำข้อมูลและแนวคิดดีๆ ในการพัฒนาสังคมมาบอกเล่าแก่ชาวบ้าน นับเป็นการสัมมนาฝึกอบรมที่ไม่ต้องมีหน่วยงานใดต้องเขียนโครงการหางบประมาณเป็นหมื่นเป็นแสนมาจ่ายค่าเดินทาง ที่พัก อาหาร สถานที่ แล้วผลที่ได้ก็ดีกว่ากันด้วย ผู้นำชาวบ้านหลายคนสามารถบรรยายเรื่องผลกระทบของโลกโลกาภิวัตน์ อิทธิพลของบริษัทข้ามชาติ ทั้งวิพากษ์วิจารณ์นโยบายรัฐบาลได้อย่างเป็นช่องเป็นฉาก

ลูกหมาสามตัวตื่นกับสถานที่ใหม่แห่งนี้เล็กน้อย พวกมันมาจากเมืองที่พื้นเป็นปูน ฝาบ้านเป็นปูน ผู้คนแต่งตัวดีๆ และไม่ค่อยมีอาหารสำหรับพวกมัน มาที่นี่เจอแต่กระท่อมหญ้าคา มันต้องเดินไปตามพื้นดินแฉะๆ ผู้คนแปลกหน้าแปลกตา อยู่ที่สำนักงานแห่งนั้นมันได้ยินคนพูดกันเป็นภาษาไทย ยามพูดกับมันก็เป็นภาษาไทย มาที่นี่เขาพูดภาษาลาวใส่มัน มันคงจะงงสิ้นดี

แต่ที่นี่มีข้าวปลาอุดมสมบูรณ์สำหรับหมา  ทุกเช้าทุกเย็นเดินไปกระท่อมไหนเขาก็ยินดีเอาอาหารมาให้มัน จนไม่นานพวกมันก็กลายเป็นหมาอ้วน

มันไม่ได้เป็นหมาของใคร ไม่มีใครแสดงตัวเป็นเจ้าของมัน แต่ดูเหมือนทุกคนในที่ชุมนุมจะช่วยๆ กันเลี้ยงดูอย่างดี ชาวบ้านจึงเรียกพวกมันว่า “หมาม๊อบ” และบางคราวด้วยที่ฉันเป็นคนพามันมา เขาจะเรียกพวกมันว่า “หมานักศึกษา” สำหรับฉัน… พวกมันก็ยังเป็น “หมาส่วนรวม” เหมือนเดิม

ชาวบ้านเขามีอารมณ์ขันอันร้ายกาจ เขาพากันตั้งชื่อหมาตัวสีดำโดยใช้ชื่ออธิบดีกรมการเขื่อน ตั้งชื่อไอ้ตัวลายโดยใช้ชื่อนายช่างหัวหน้าเขื่อนและตัวสีขาวดำด้วยชื่อนายอำเภอ เจ้าของชื่อทั้งสามคือคนที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับชาวบ้านมาตั้งแต่พวกเขาเริ่มเคลื่อนไหวเดินขบวน

ชาวบ้านบางคนบอกกับฉันว่า เขาพูดลาวใส่มันมันไม่รู้เรื่อง เขาต้องพูดภาษาไทยกับมัน “คบกับหมานี้ พูดเจ็บกกลิ้นน่าดู”

งานรังวัดที่ดินถือครองของชาวบ้านเป็นไปด้วยความทุลักทุเล มีกลุ่มสนับสนุนเขื่อนตามมาคัดค้านจนถึงที่ เขามากล่าวหาว่าพวกผู้ชุมนุมไม่มีที่ดินอยู่จริง อาศัยมาชี้เอามั่วๆ แต่เมื่อมีพยานยืนยันชัดเจนว่าชาวบ้านมีที่ดินจริง เขาก็แว้งไปว่าพวกเขาเองก็มีที่อยู่ติดกันแต่ไม่เคยเรียกร้องเอาค่าชดเชยจากรัฐ ถ้ารัฐจ่ายค่าชดเชยให้พวกผู้ชุมนุม พวกเขาก็ต้องได้ด้วย และต้องได้พร้อมกัน

พวกเขาส่วนมากจะพากันดื่มเหล้าจนเมามายแล้วจึงเข้ามา บางคราวก็แบกปืนถือมีด บ้างก็จุดไฟเผาป่าใกล้ๆ จนควันคลุ้งคลุมไปทั่วบริเวณจนช่างและคณะกรรมการไม่สามารถทำงานได้ ฉันทราบจากชาวบ้านว่าฝ่ายเขามีการวางแผนกันอย่างเป็นระบบว่าจะให้ใครมาคัดค้านหรือรบกวนอย่างไร โดยใช้ห้องนายอำเภอเป็นที่วางแผน สองเดือนผ่านไป การรังวัดจึงยังทำได้ไม่ถึงครึ่ง

ฉันลงไปร่วมสังเกตและช่วยเหลือคณะกรรมการในการรังวัดที่ดินเกือบทุกครั้ง และฉันเองก็เป็นเป้าหนึ่งที่ต้องถูกรบกวนรังควานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เขาเรียกฉันว่า “ตัวเสือก” มาชักนำชาวบ้านทำเรื่องผิดกฎหมาย

“ถ้าจะรับใช้ประชาชน กลับไปเรียนให้จบเสียก่อนเถอะแล้วค่อยสอบมาทำราชการ” เขาแนะนำฉันอย่างนั้น

“ระวังตัวให้ดีนะหนู เดี๋ยว…” เขาขู่

“ปัญหาที่นี่ให้คนที่นี่แก้กันเอง หนูกลับไปแก้ปัญหาบ้านหนูดีกว่า” เขาไล่

“ใครจ้างให้มาทำ หางานไม่ได้หรือ บ้านผมยังมีงานเย็บเสื้อโหล ไปทำมั๊ยล่ะ” ฯลฯ

ประโยคเหล่านี้ออกจากปากของชาวบ้าน แต่เป็นวิธีคิดและท่าทีลีลาของข้าราชการผู้ถืออำนาจเหนือประชาชน ฉันเข้าใจได้ด้วยเหตุผล แต่ผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างฉันก็ต้องกลับมานอนร้องไห้อยู่หลายคืน พบว่าแท้จริงฉันเป็นคนเปราะบางและอ่อนไหวเสียเหลือเกิน แต่คงเพราะเหตุนี้แหละที่ฉันเข้าใจความทุกข์ยากของชาวบ้านได้ง่าย เหตุนี้ทำให้ฉันตัวสั่นเมื่อเจอความอยุติธรรม คิดเข้าข้างตัวเองว่าการที่คนเราไม่มีจิตใจอ่อนไหวเสียอีกที่จะนำความน่ากลัวมาสู่โลกใบนี้

ระหว่างเรื่องราวอยู่ในความชุลมุนวุ่นวายนั้นเอง ฉันได้รับข่าวร้ายจากทางบ้าน… แม่ป่วย


หมาจรอย่างอีบุญหลง ผ่านความทุกข์เศร้าจากถูกเจ้าของเดิมทิ้ง การเดินทางของมันพบห้วงแห่งอิสระ วิ่งเล่นหยอกล้อกับหมาหนุ่มเพื่อนใหม่อย่างระริกระรี้ จับจองพื้นที่ใต้ต้นคูนอันร่มรื่นเย็นสบายเป็นที่นอนพัก มีอาหารอยู่ในที่ต่างๆ ให้ไปแสวงหามื้อต่อมื้อ ไร้เกียรติและศักดิ์ศรีแบบที่มนุษย์หยิบยื่นให้ในนามของหมาเลี้ยง แต่ได้อยู่อย่างสมสัญชาตญาณหมา แล้วเมื่อมันมีลูกมันก็ถูกพันธนาการด้วยความเป็นแม่ ต้องปกป้องลูกน้อยสุดชีวิตจากสิ่งที่ตนไม่ไว้ใจ ต้องหาอาหารมากขึ้นเพื่อให้มีน้ำนมเพียงพอให้ลูกกิน หาอาหารได้เต็มกระเพาะเพื่อกลับมาขย้อนออกมาให้ลูกกิน

ขณะนี้ฉันคิดถึงอีบุญหลงเหลือเกิน สัมภาระห่อสำคัญบนบ่าของฉันกำลังหนักอึ้งจนฉันไม่สามารถเดินต่อไปได้

แม่มีเบาหวานเป็นโรคประจำตัวมาเกือบเท่าอายุฉัน บัดนี้มันลามไปออกฤทธิ์ในสมองจนเป็นอัมพฤกษ์ มือทั้งสองข้างอ่อนเปลี้ยใช้การไม่ได้ ต้องมีคนดูแลใกล้ชิด ซึ่งควรจะเป็นฉันลูกคนสุดท้อง ที่ยังเรียนไม่จบ พี่สาวพี่ชายเขาเป็นครูเป็นตำรวจและทำงานประจำกันไปหมดแล้ว

ทุกครั้งที่เจอกัน แม่เคยรบเร้าให้ฉันรีบเรียนให้จบเร็วๆ แต่คราวนี้คล้ายแม่จะอยากพูดว่าฉันเรียนไม่จบก็ดีแล้ว จะได้มีเวลามาอยู่ใกล้แม่ แต่ฉันรู้ว่าลึกที่สุดแล้วแม่อยากให้ลูกสาวสุดท้องเรียนจบซะที ใครจะมาดูแลแม่อาจจะเป็นเรื่องเล็กกว่า

ฉันสัญญากับแม่ว่าเทอมนี้จะสอบให้ได้ทั้งสองวิชาที่ลงทะเบียนไว้ ฉันรู้ดีว่าเมื่อย่างเข้าปีที่แปด ปีสุดท้ายแห่งสภาพนักศึกษา ความเครียดจะเกิดขึ้นมากที่สุด โดยเฉพาะกับแม่ ส่วนพ่อฉัน ดูจะทำใจได้มากกว่าใครเพื่อน สามปีที่ฉันล่วงเลยเวลาที่ควรเรียนจบ พ่อจะเป็นคนผ่อนปรนฉันมากที่สุด คราวนี้พ่อพูดกับฉันเพียงแค่ว่า เรื่องส่วนรวมนะดีอยู่ แต่ภาระใหญ่ของตัวเองต้องสะสางให้ได้เสียก่อน

ฉันติดตามการต่อสู้ของชาวบ้านแห่งเขื่อนราษีไศลจากหน้าหนังสือพิมพ์และโทรศัพท์คุยกับรุ่นพี่ที่เขาติดตามช่วยเหลือชาวบ้าน การตรวจสอบรังวัดที่ดินในที่สุดก็เสร็จสิ้นลงเพราะผู้ว่าลงไปเคลียร์ให้ ฟังคล้ายผู้ว่าก็ค่อนข้างเข้าใจปัญหาเป็นอย่างดี และรัฐบาลก็ถูกสื่อมวลชนโจมตีหนักที่ใช้วิธีแบ่งแยกแล้วปกครองจนเกิดเหตุการณ์ชาวบ้านยิงกันตาย บานปลายและอื้อฉาวไปทั่ว แต่นายอำเภอนั้นเคยท้าทายผู้ชุมนุมไว้มาก ขนาดประกาศว่า “ถ้าพวกเจ้าได้รับค่าชดเชย ให้เอามีดมาปาดคอนายอำเภอคนนี้ได้เลย” เขาจึงไม่ยอมรามือ เขาอยู่เบื้องหลังการเกณฑ์ชาวบ้านสองพันคนไปชุมนุมขับไล่ผู้ว่า ผู้ว่ารู้ทันจึงสั่งย้ายนายอำเภอไปอยู่อำเภอแถวชายแดนเสีย

รุ่นพี่เขาเล่าให้ฉันฟังทางโทรศัพท์ว่า “เดี๋ยวนี้ลูกๆ ของเธอมันไม่เบาเทียวนะ ไอ้อธิบดีกรมการเขื่อน หัวหน้าเขื่อนและนายอำเภอ พวกนี้มันก้าวหน้าจริงๆ ชาวบ้านฝึกซะเก่ง พาออกไปล่าหนูในป่าทามทุกวัน”

อีบุญหลงเอ๋ย ลูกๆ ของแกได้เป็นหมาดีทั้งนั้น ฉันเลิกลุ้นให้มันมีเจ้าของเลี้ยงดูแล้วแหละ ฉันลุ้นให้มันเป็นนักล่า นักเห่าหอน สมศักดิ์ศรีหมากว่ากันเยอะ จริงหรือไม่ล่ะ?


พี่สาวผู้รับราชการครูเขาปิดเทอมแล้วจึงมานอนเฝ้าและดูแม่แทน ฉันไปสอบสองวิชาของปีเจ็ดเทอมสองแต่ก็ไม่มีสมาธิเอาเสียเลย ฉันรู้ว่าขณะนี้ชาวบ้านยกขบวนมาชุมนุมอยู่หน้าทำเนียบรัฐบาล ฉันรู้ลึกลงไปอีกว่า ลูกสามตัวของอีบุญหลงมันมีวาสนาถึงขั้นได้นั่งรถมาเที่ยวที่กรุงเทพฯ ด้วย

ตรวจสอบรังวัดที่ดินกันเสร็จแต่เรื่องราวก็ไม่เสร็จดี เรื่องราวยังถูกเตะถ่วงหน่วงเหนี่ยว ถูกคัดค้านโดยหน่วยงานราชการในทุกขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง เหตุผลลึกๆ ซึ่งชาวบ้านพูดให้ฉันฟังคือเขื่อนราษีไศลเป็นเขื่อนในโครงการโขงชีมูล ซึ่งมีทั้งหมดสิบสี่เขื่อน ทุกเขื่อนเขาไม่มีการจ่ายค่าชดเชยแก่ชาวบ้านเจ้าของที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ถ้าเขาจ่ายค่าชดเชยที่เขื่อนราษีไศล ชาวบ้านที่อื่นจะเรียกร้องด้วย โครงการราคาสองแสนกว่าล้านที่เขาจะทำต่อเนื่องสี่สิบสองปีก็จะถูกขัดลาภกันไปหมด เขาจึงไม่ยอม หาทางขัดขวางคัดค้านทุกวิถีทาง

ชาวบ้านต้องเดินขบวนกันอีกหลายครั้ง สู้กันเลือดตกยางออกจนรัฐบาลต้องอนุมัติจ่ายค่าชดเชยทั้งสิ้นสามร้อยกว่าล้าน แต่เมื่อถึงวันนัดรับเงิน ชาวบ้านอีกฝ่ายหนึ่งเข้ามาล้อมขัดขวางไม่ให้จ่าย

ผู้ชุมนุมจึงหนีความขัดแย้งในพื้นที่ เดินทางเข้ามาร้องเรียนต่อรัฐบาลที่กรุงเทพฯ แต่กลุ่มคัดค้านก็ทุ่มทุนสูง เหมารถเดินทางมาคัดค้านถึงกรุงเทพฯ โดยมี ส.ส. ฝ่ายค้านคนหนึ่งสนับสนุนทุน

ฉันมาถึงหน้าทำเนียบรัฐบาลขณะที่ชาวบ้านผู้ชุมนุมนั่งรอคำตอบจากรัฐบาลมาห้าวัน และวันนั้นกลุ่มสนับสนุนเขื่อนก็เดินทางมาถึง หมายกระจายกำลังเข้าปิดล้อมและปิดถนน กดดันไม่ให้รัฐบาลจ่ายค่าชดเชย แต่พวกเขาพลาดท่า พวกเขาไม่เคยจัดชุมนุมเพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนของตัวเอง พวกเขาจึงไม่อยู่ในศีลเหมือนที่ผู้ชุมนุมข้ามปีเขาทำกัน พวกเขากินเหล้าเมามาย ขว้างปาขวดเหล้าเกลื่อนถนน แล้วเพียงครึ่งชั่วโมงก็ถูกตำรวจเข้ากวาดจับแกนนำไปโรงพัก ผู้มาด้วยก็ถูกเอารถมาขนส่งกลับบ้าน อธิบดีกรมการเขื่อน หัวหน้าเขื่อนและนายอำเภอวิ่งรี่กระดิกหางเข้ามาหาฉันแต่ไกล มันโอบหน้าโอบหลัง เลียแข้งเลียขา ครางหงิงๆ ประจบฉันซะไม่มี ดูมันหวาดๆ กับกรุงเทพฯจนไม่ออกเดินไปไหน หมกอยู่แต่ในเต้นท์ของชาวบ้านที่มันคุ้น และจนฉันเดินเข้ามา ดูเหมือนมันเลิกกลัวไปสักพัก


ยามทุกข์ คนหันหน้าเข้ากัน ช่วยขบคิดแก้ปัญหาเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว ประสบการณ์แห่งการร่วมฝ่าฟันต่อสู้หล่อหลอมให้เกิดความเป็นหมู่เป็นพวก เช่นนี้คนเราจึงได้อยู่ร่วมกันเป็นคุ้มเป็นบ้านแม้ไม่ได้เกี่ยวดองเป็นสายเลือดเดียวกัน

แต่เมื่อยามสุข คนจะแยกกันเสพสุข หันหลังให้กันต่างคนต่างไป

ฉันมีโอกาสได้ไปเยี่ยมเยียนพี่น้องชาวราษีไศลอีกในสองเดือนต่อมา หมู่บ้านแห่งการชุมนุมในบริเวณอ่างเก็บน้ำถูกรื้อถอนออกไป เหลือเพียงเศษไม้เศษหญ้าคาและเถ้าถ่านกองเกลื่อนบริเวณ แปลงสวนครัวเหลือซังข้าวโพดเหี่ยวๆ ยืนห่อตัวเหงาๆ ต้นพริก มะเขือ ล้วนเหลือแต่กิ่งก้านแห้งกรอบไร้ใบไร้ชีวิต ต้นอ่อนของไมยราพยักษ์ได้ทีเบียดแทรกผืนดินที่ไร้ตีนย่ำ อีกไม่นานก็คงสยายกิ่งก้านขึ้นครอบคลุมครองพื้นที่แห่งการต่อสู้ให้กลมกลืนไปกับพื้นที่รอบข้าง

แล้วฤดูถัดไปเขื่อนราษีไศลซึ่งได้จ่ายค่าชดเชยที่ดินแก่ชาวบ้านแล้วก็จะทำการเก็บกักน้ำ แผ่นดินผืนน้ำที่คนหลายช่วงอายุเคยใช้เป็นฐานหล่อเลี้ยงชีวิตสืบต่อกันมา ส่งมอบมาถึงลูกหลานเป็นมูลมรดก ต่อไปนี้ทุกสิ่งทุกอย่างจะจมอยู่ใต้ผืนน้ำตลอดไป หมู่บ้านแห่งการชุมนุมเป็นเศษเสี้ยวแห่งตำนานซึ่งจะถูกกล่าวขานกันไปอีกสักพักก่อนที่จะเลือนหายไปกับกาลเวลา ผู้คนจะถูกต้อนเข้าสู่กระแสที่ขับเคลื่อนด้วยเงินตราไปสู่ความเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็ว รุนแรง บ้าคลั่ง

เงินค่าชดเชยทั้งสิ้นสามร้อยกว่าล้าน รัฐบาลจ่ายเช็คเข้าบัญชีชาวบ้านแต่ละคนของใครของมัน ทรัพย์สินที่เคยเป็นข้าวเปลือกในยุ้ง ปลาในแม่น้ำ เห็ด หน่อไม้ในป่า เหล่านี้มักจะถูกดูแลคุ้มครองไว้ให้ได้กินตลอดปี แต่เงินเป็นสิ่งที่ผันเปลี่ยนไปสู่สิ่งอื่นและเดินทางไปสู่กระเป๋าคนอื่นอย่างรวดเร็ว เพียงแค่สองเดือนหลังรับค่าชดเชย ฉันเห็นรถยนต์คันใหม่ๆ แล่นสวนไปมาอยู่ในหมู่บ้าน ชาวบ้านหลายคนพกโทรศัพท์มือถือ วงประชุมแกนนำได้ช่วยกันนับจำนวนรถมอเตอร์ไซค์ที่เพิ่มขึ้นได้ร้อยกว่าคัน และที่น่าอนาถใจคือมีเด็กน้อยเอามอเตอร์ไซค์ไปขับชนรถ ชนเสา ชนกำแพง ตายไปแล้วสี่ห้าคน

ฉันฟังเรื่องราวด้วยความสะท้อนสะเทือนใจ สิ่งที่เขาทุ่มเทชีวิตต่อสู้กันมาด้วยความยากลำบากเป็นอย่างนี้หรือ?

“แม่เองก็คิดมากจนสมองจะแตก” แม่ผึ้งกล่าวกับฉัน “คนอย่างเรา ถ้าเรามีโอกาสเลือกเราจะไม่ให้มีการสร้างเขื่อน ชีวิตเรามันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินเป็นใหญ่อย่างนี้ เราอยู่กับดินกับน้ำและรู้จักดินรู้จักฟ้าฝน รู้จักแม่น้ำ รู้จักหมด แต่ลูกเอ๋ย เรารู้ไม่เท่าทันเงิน”

ค่าชดเชยที่ดินไร่ละสามหมื่นบาท ทำให้ผู้เรียกร้องแต่ละคนมีเงินในบัญชีคนละไม่น้อย ห้าแสน แปดแสน ล้านห้า สองล้าน สามล้าน ตามจำนวนที่ดินที่ถือครอง หญิงหม้ายชื่อผึ้งมีนาหนึ่งไร่ การลงแรงสู้มาหลายปี และเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญของขบวนการ เธอได้ค่าชดเชยกับเขาเพียงสามหมื่นบาท เอามาใช้หนี้ก้อนเล็กก้อนน้อยก็หายไปในพริบตา

พี่ๆ องค์กรเอกชนและวิชาการเสนอแก่ชาวบ้านว่า  ควรรณรงค์กับพี่น้องให้ใช้เงินในการลงทุนเพื่ออนาคต เช่น ปรับปรุงแปลงเกษตร ทำอาชีพอุตสาหกรรมในครัวเรือน แนะนำให้ทุกคนบริจาคไว้เป็นกองทุนกลาง เพื่อใช้จ่ายในการต่อสู้ในอนาคต แต่เงินค่าชดเชยคล้ายจะมีชีวิตของมันเอง มีปีกมีหางบินได้โดยอิสรา มันรีบบินไปอยู่กับคนรวย พ่อค้า นายทุนในตลาดซะมาก

ฉันเสนอขึ้นมาในวงประชุมครั้งหนึ่งว่า เราควรรวบรวมข้อมูลไว้เป็นบทเรียนว่าพี่น้องใช้เงินค่าชดเชยไปในทางไหนบ้าง แต่ถูกสวนกลับมาว่าไม่ควรไปก้าวก่ายเขา เป็นสิทธิ์ของแต่ละคน และถ้าจะทำจริงใครจะเป็นคนรวบรวมข้อมูล ดูยุ่งยากอยู่

ดูเหมือนการต่อสู้ของพวกเขาจะปิดฉากลงไปแล้ว และเขาก็เหนื่อยล้าเหลือเกินที่จะคิดต่อไป มีบางคนเสนอขึ้นมาว่าเราควรรวมกลุ่มกันต่อไปเพื่อพัฒนาตนเอง ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม แต่แรงตอบสนองก็มีเพียงว่า ค่อยๆ คิดกันต่อไป

สำหรับฉัน มาที่นี่ด้วยความศรัทธาในแนวทางการต่อสู้เคลื่อนไหวของภาคประชาชน บทเรียนร่วมสมัยบอกเราว่าต้องมีองค์กรประชาชนที่เข้มแข็งจึงจะสามารถผลักดันการเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่สิ่งที่ดีได้ ตลอดเวลาแห่งการต่อสู้ที่ฉันได้เข้ามาเป็นส่วนประกอบหนึ่ง ฉันเคลิบเคลิ้มไปว่า นี้แหละ! ใช่เลย! การเมืองภาคประชาชนที่เป็นน้ำเนื้อของความเคลื่อนไหวทางสังคม

นักการเมืองนักเลือกตั้งทั้งหลายถูกเราสรุปอย่างลงตัวไปแล้วว่าพวกเขาไม่ใช่ความหวังของประชาชน พวกเขาเป็นเฉกเช่นสวะที่เราไม่มีทางกำจัดออกไปได้เท่านั้น เขายังเป็นเช่นผู้ทรยศตลอดกาลต่อผู้กาบัตรเลือกตั้ง ขณะที่ประชาชนคนชั้นกลางก็ถูกดูดเข้าไปในวงจรผลประโยชน์แห่งการพัฒนาจนกู่กันไม่กลับ มีใครกันอีกหรือที่จะผลักดันกงล้อแห่งการต่อสู้ที่แหลมคม ขบวนการนักศึกษาที่ฉันจากมาก็ถูกตัดตอนหลุดขั้วจากขบวนประชาชนไปแล้ว น่าห่วงกว่านั้นก็คือนักศึกษาถูกทำให้หลุดขั้วไปจากความเป็นจริงของสังคม และหลุดลอยไปไกลจากพ่อแม่ของเขาเองด้วยซ้ำ

มีใครให้หวังอีก เอ็นจีโอ ที่รัฐบาลกลัวและจ้องทำลายนั้นหรือ? ตามที่ฉันรู้จักเอ็นจีโอก็แบกน้ำหนักการจัดการตัวเองพร้อมกับการเคลื่อนไหวทางสังคมที่กระจัดกระจายขาดเอกภาพ

บัดนี้ ศรัทธาที่ฉันพกพามาที่นี่กำลังถูกท้าทายอย่างหนัก การเคลื่อนไหวของประชาชนที่ฉันชื่นชมและนำพาตัวเองมาเป็นส่วนหนึ่ง ปรากฏโฉมเป็นการเคลื่อนไหวเฉพาะหน้า เฉพาะเรื่องแล้วจะเลิกรากันไปเหมือนงานเลี้ยงสังสรรค์ที่จบลงแต่ละครั้งกระนั้นหรือ?

เถอะ! ฉันมีเวลาสำหรับพกพาต้นทุนแห่งความศรัทธาของฉันไปพิสูจน์ตัวมันเองต่อไป

เมื่อฉันรุกเร้าตั้งโจทย์ขึ้นในวงประชุมว่าทิศทางการเคลื่อนไหวของพี่น้องในอนาคตจะเป็นอย่างไร วงประชุมพากันเงียบ ฉันไม่ลดละอภิปรายซะยืดยาว จนฉันได้รับความเห็นที่ไม่อาจลืม

“คนที่นี่ต้องค่อยๆ คิดกันต่อไป หนูเองก็ต้องกลับไปเรียนให้จบเสียก่อน…”

ทำให้ฉันหยุดอภิปราย ถอยออกจากวงมานั่งพิงฝา น้ำตาอุ่นๆ เอ่อคลอเบ้าตา ฉันคิดถึงอีบุญหลง… หมาส่วนรวมที่โดนมีดฟันสันหลังเหวอะหวะแล้วตายไป

แล้วลูกสามตัวของมันล่ะ ชะตากรรมเป็นอย่างไร


แม่ผึ้งเล่าว่า หมาตัวสีขาวดำที่ชื่อเดียวกับนายอำเภอชาวบ้านด่านอุ้มขึ้นรถตุ๊กๆ ไปในวันเลิกการชุมนุม เมื่อไปถึงหมู่บ้าน เป็นที่ที่มันไม่คุ้น มันไม่ยอมลงจากรถ ชาวบ้านพยายามอุ้ม ดึง ลากมันลง มันก็ไม่ยอมลง นั่งนอนอยู่บนรถจนค่ำแล้วเช้าขึ้นมามันก็หายไป

หมาสีดำชื่อเดียวกับอธิบดีกรมการเขื่อน หายไปตั้งแต่อยู่ในที่ชุมนุมแล้ว สันนิษฐานกันว่าพวกวัยรุ่นลูกหลานผู้ชุมนุมจะเอาไปฆ่ากิน มันเป็น “หมาหมี” มีคนทักมาก่อนหน้าแล้วว่าสงสัยไม่รอดน้ำมือมนุษย์กินหมา

ส่วนหมาตัวลาย พรานน้อยนักล่าหนูแห่งบ้านโนนสังข์เอาไปเลี้ยง ช่วงที่ชุมนุมกันอยู่พรานน้อยเป็นผู้พาหมาสามตัวไปฝึกล่าหนู และเห็นหน่วยก้านหมาลายจะเก่งกาจในการล่าสัตว์ต่อไป จึงนำไอ้หมาลายกลับบ้านไปเลี้ยงไว้

ฉันตามไปที่บ้านของพรานน้อย ตั้งใจเต็มที่จะไปเล่นกับลูกอีบุญหลงตัวเดียวที่เหลืออยู่ พรานน้อยได้รับเงินค่าชดเชยไม่น้อย เขากำลังต่อเติมบ้าน ชั้นบนที่เคยเก่าโทรมได้รับการกั้นฝาด้วยไม้กระดานอย่างดี เปลี่ยนหลังคาสังกะสีเป็นกระเบื้องสีแดง ชั้นล่างกั้นฝาสองด้านด้วยกระจกกรองแสง ประตูกระจกเหมือนบ้านคนในเมือง แกกุลีกุจอปูเสื่อลงบนแคร่ ยกขันน้ำมาวางต้อนรับฉัน พลางบ่นว่าไม่ค่อยมีเวลาไปไหนเลย เขาประชุมกันก็ขาดประชุม เดือนกว่ามาแล้ววุ่นอยู่กับการต่อเติมบ้าน

ฉันกวาดสายตาไปรอบๆ ไม่เห็นหมานักศึกษา หมาม๊อบ หมาส่วนรวมตัวนั้น คงจะเรียกมันว่าหมาส่วนรวมไม่ได้อีกต่อไป เพราะมันมีวาสนาได้มีเจ้าของเป็นตัวเป็นตน และไม่โชคร้ายเหมือนพี่น้องอีกสองตัวและแม่ของมัน

“หนูไม่ไปเรียนต่อให้จบหรือ?”

พรานน้อยถามขึ้น คำถามที่ทำให้ฉันอึดอัดยิ่งนัก แล้วฉันก็ไม่ต้องตอบ

“ลูกชายพ่อกำลังขึ้น ม.หก มันก็อยากเรียนต่อสูงๆ จะได้เป็นเจ้าเป็นนายกะเขามั่ง ลูกคนโตก็เรียนแค่ป.หก ไปทำงานโรงทอ คนถัดมาไปเรียนครูก็เรียนไม่จบ เอาผัวเสียก่อน ก็หวังไว้แต่ไอ้คนที่สามนั่นแหละ ปีนี้พ่อได้รับค่าชดเชยมาล้านกว่าจะได้เก็บไว้ให้มันบ้าง นี่ก็ออกมอเตอร์ไซค์ให้มันคันหนึ่งแล้ว”

ฉันยังไม่เห็นหมาตัวลาย มันอาจไปวิ่งเล่นหรือนอนหลบร้อนอยู่ที่ใดที่หนึ่ง

ฉันคิดถึงคนอย่างแม่ผึ้งขึ้นมาอีก เรือนโทรมๆ ก็ไม่ได้ซ่อมแซม ลูกสาวลูกชายก็คงมีอนาคตไม่ดีกว่าที่เคยคิดเคยเป็น

พรานน้อยล้วงกระเป๋ากางเกง หยิบอะไรอย่างหนึ่งออกมา มันคือธนบัตรใบสีม่วง เขาม้วนจนกลมแล้วยัดใส่อุ้งมือฉัน “นี่ พ่อให้หนู เอาไว้เป็นค่ารถนะ”

ฉันสับสน ไม่รู้ควรจะคิดอย่างไร ฉันทำงานหนักเหนื่อยอยู่ในขบวนชาวบ้าน ไม่เคยคิดว่าจะได้เงินจากค่าชดเชยเหล่านั้น ฉันอยากจะยื่นคืนไปให้เจ้าของ ฉันทำไม่เป็น จึงได้แต่กำไว้อย่างนั้น

“ได้ยินว่า พ่อเอาหมาตัวลายมาเลี้ยง” ฉันถามขึ้น

“อ้อ! ใช่! ใช่! แต่…”

“มันคงเป็นหมาล่าสัตว์ที่เก่งกาจเชียว”

“ใช่! ใช่! พ่อพามันลงป่าทาม ขากลับเป็นอันได้หนูมาเป็นพวง”

“มันอยู่ไหนละพ่อ”

“คือมันอย่างนี้ หลังๆ พ่อยุ่งมาก ไม่ได้ไปล่าหนูเหมือนเดิม ไอ้…” เขาเอ่ยชื่อหัวหน้าเขื่อน ชื่อหมาลายนั่นเอง “มันจึงไปไล่ล่าเป็ดไก่ในหมู่บ้านกินซะหลายตัว พอดี…”

ฉันจ้องหน้าพรานน้อย พลางคิดถึงชะตากรรมของหมาลาย มันจะถูกฟันเหมือนแม่มันหรือเปล่า

“พอดี มีรถเร่มาจากสกลนคร เอาคุมาแลกหมา พ่อจึงเอามันแลกคุซะ ได้สองใบ ใบสีดำๆ ที่โคนเสานั่นไง”


พวงดอกคูนห้อยย้อยระบายสีเหลืองแต้มฉากสีเขียวของใบอ่อนที่ผลิออกมาตั้งพุ่มอยู่ก่อนหน้า ฝักสีดำจากฤดูเดิมยังดกดื่นอยู่ในฉากเดียวกันนี้ ปลายฤดูแล้งปีนี้ ฝักคูนสีดำยิ่งดกกว่าปลายฤดูแล้งปีก่อน วันนี้ ใต้ร่มคูนไม่มีหมาส่วนรวมนอนหมอบหลบร้อนอยู่เหมือนเก่า

ฉันบอกลาชาวบ้าน แล้วแวะมาล่ำลาพี่ๆ องค์กรพัฒนาเอกชน ฉันพูดเล่นกับพี่ว่าสำนักงานพวกพี่ดูรกนะ น่าจะพากันทำความสะอาดบ้าง

ฉันคงต้องกลับไปเรียนต่อซะที ขากลับคงไม่ต้องโบกรถ… แบ็งค์ห้าร้อยนอนอุ่นอยู่ในกระเป๋า

One thought on “หมาส่วนรวม

Leave a Reply