ความเกี่ยวข้องของภาสามลายูไนภาสาไทย

อ. พลจันท์ เขียน
สเถียรโกเสส เติมเชิงอัถ
เอเดรียน ไบเยอร์ วาด

[To read “Entanglements of Bahasa Melayu in Phasa Thai” in English translation with an introduction, click here.]

คัดจากวรรนคดีสาร (ปีที่ 2 เล่มที่ 10 พรึสภาคม 2487, พระเจ้าวรวงส์เทอ พระองค์เจ้าวรรนไวทยากร บรรนาธิการ) หน้า 46-75. ท่านสามาถเข้าถึงตัวบทต้นฉบับได้ที่ TU Digital Collections

หมายเหตุ: อักขรวิธีไนยุคนั้นเขียนตัว ญ หยิงโดยไม่มีเชิง แต่ตัวพิมพ์ปัจจุบันไม่มีตัวเลือกเช่นนั้น จึงพิมพ์ ญฺ (ญ มีพินทุข้างไต้) แทน


ความเกี่ยวข้องของภาสามลายูไนภาสาไทย
(ตอนต้น)

การสึกสาภาสาไทยของเรานั้น บั้นต้นก็เพื่อไห้เปนผู้ซงคุนไนทางเปนผู้มีความรู้และตามหลักของผู้มีการสึกสาดี ที่ น.ม.ส. ได้นำมาเขียนเปนกลอนไว้ 6 ประการ ก็ปรากตว่า ผู้ที่จะได้ชื่อว่าเปนผู้มีการสึกสาดี จะต้อง “ชำนาญฺแนวนัยไช้ภาสา” หยู่ด้วยประการหนึ่ง ไนตำราไวยากรน์ซึ่งเปนตำราของวิชาภาสาอันเปนสัมพันธินของวิชาหนังสือก็ได้กล่าวละเอียดลงไปว่า แม้การสกดการันต์ ซึ่งเปนขั้นแรกของความรู้ทางวิชาภาสา แลหนังสือนั้น ถ้าผู้ไดไม่รู้จิง เขียนสกดการันต์ผิด จะเรียกว่าเปนผู้มีการสึกสาดีไม่ได้เปนอันขาด เหตุนี้การที่เราได้เปลี่ยนวิธีเขียนหนังสือไทยเสียไหม่ไห้ง่ายลงกว่าเดิมนับร้อยเท่าพันเท่า ก็เพื่อไห้เปนการสดวกแก่การที่เราจะได้มีโอกาสเปนผู้มีการสึกสาดีนั่นเอง ไนขั้นต่อไปของการสึกสาวิชาภาสาไทยของเราซึ่งคู่เคียงไปกับการสึกสาวิชาหนังสือไทยก็เพื่อบำรุงสติปัญฺญฺาไห้แก่กล้า เอาไว้สำหรับตกแต่งชาติไทยไห้ร่ำรวยไปด้วยรสของวรรนคดี เพราะการรจนากาพย์กลอน (poetry and verses) นั้น ผู้รจนาจะต้องเชี่ยวชาญฺไนการไช้ภาสาที่บังเกิดเปนกาพย์กลอนอันตนรจนาขึ้น ถ้าเราไม่รู้ภาสาไทยดีเราจะแต่งกลอนไทยก็ย่อมติดขัดเปนธัมดาหยู่เอง แต่การสึกสาภาสาไทยของเราไนเวลานี้ นับว่ายังคับแคบหยู่เพราะเราไม่ได้สนไจสึกสากันจิงจังเท่าไรนัก เพียงแต่ว่าเราสึกสากันพอไห้เปนบันไดเหยียบข้ามพ้นไปสึกสาภาสาอื่น ๆ อันเราสันเสินกันว่าเปนอารยะภาสาเสียโดยมาก ยิ่งกว่านี้ เราจะเห็นว่าเราได้ตรวดดูคำไทยแต่เท่าที่จะเห็นโดยผิวเผิน มิได้มองไห้ทลุเข้าไปจนกะทั่งถึงสาระของถ้อยคำนั้นๆ เช่นเมื่อเราได้ยินคำว่า “กิน” เราก็เข้าไจเอาว่าการทำอาหารหรือมิไช่อาหารก็ตาม ไห้เข้าไปไนร่างกาย ทางปาก (ส่วนคำว่ากินลม, กินอากาส เปนสำนวนเกิดไหม่ เปนการขยายความหมายของคำ) เราหาได้ไคร่ครวนดูไห้ตลอดต่อไปอีกไม่ว่า ทำไมการกะทำดังกล่าวนั้นจึงเรียกว่า “กิน” ทำไมการกะทำหย่างอื่นจึงไม่เรียกว่า “กิน” และ “กิน” นั้นจะเรียกหย่างอื่นเสียได้หรือไม่ ควนหรือไม่ควน นอกจากนี้เรายังได้สึกสากันแต่เพียงว่าภาสาไทยได้มีภาสาอะไรเปนแม่ภาสา เช่นเวลานี้ก็ว่าภาสาบาลี ไนสมัยโบรานหลายสมัย เราได้นับถือกันว่า ภาสาสันสกริตเปนอาภรน์อันงดงามยิ่งของภาสาไทย เราได้สึกสาภาสาสันสกริตกันจนช่ำชอง แล้วเราได้ไช้ภาสาสันสกริตเปนอาภรน์จิง ๆ ของภาสาไทย เช่นไนการรจนาเรื่องยวนพ่าย เปนต้น หรือบางทีเราก็ถึงกับคิดจะตั้งโรงพิมพ์อักสรเทวนาครี อันเปนหนังสือเขียนภาสาสันสกริตขึ้นไนเมืองไทย ความคิดไนเรื่องภาสาสันสกริตชั้นแรกก็มาทางสาสนา โดยพุทธสาสนาและลัทธิพราหมน์ได้จเรินเข้ามาถึงเมืองไทยไนรูปภาสาสันสกริต ต่อมาสาสนาและลัทธิพราหมน์ของเรา อันเปนเหตุสำคันยิ่งของการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายไนเมืองไทย ก็ได้จเรินเข้ามาไนรูปภาสาบาลี ฉะนี้ สันสกริตและบาลีจึงแก่งแย่งกันหยู่ไนดินแดนของภาสาไทย จนกะทั่งรัถบาลปัจจุบันลงมติเด็ดขาดไห้ภาสาบาลีมีสักดิ์ยิ่งไนภาสาไทย

แท้จิง ไนมหาวิทยาลัยและไนโรงเรียน เราก็ได้มีการสอนว่าภาสาไทยมีกำเหนิดมาจากภาสาอื่น ๆ อีก นอกจากบาลีและสันสกริต แต่ภาสาอื่น ๆ เหล่านั้น เรามิได้สึกสากันจิงจังเท่าบาลีหรือสันสกริตเลย  จิงหยู่ เราได้มีนักสึกสาภาสาเขมนที่ดี แต่เรามิได้มีนักสึกสาภาสาพม่า มอน ยวน มลายู ชวา จีน หรือภาสาไทยเดิมที่ดีหย่างขึ้นหน้าขึ้นตา เราได้มีความรู้กันว่า รองจากภาสาบาลีสันสกริตแล้ว ภาสาเขมนและจีนได้เปนเค้าของภาสาไทยอยู่มาก ส่วนภาสาอื่นนอกจากนี้เปนส่วนเล็กน้อย จนกะทั่งเมื่อจะพิสูจน์คำไทยว่า โดยสาระคำนั้นเปนคำอะไร เราก็ได้พิสูจน์ด้วยการสำหรวดตรวดดูภาสาบาลีและสันสกริตก่อน เมื่อได้ความว่าไม่ไช่ภาสาบาลีและสันสกริตแล้ว เราจึงได้สำหรวดไนภาสาเขมน ไม่มีไนภาสาเขมน เราจึงได้ดูไปถึงพวกภาสาเก่าที่เราผ่านลงมาเช่นอาหม เปนต้น เราได้ลืมนึกถึงภาสาที่เกือบเปนของเราเอง คือภาสาจีนหย่างสิ้นเชิง ได้ลืมนึกจนกะทั่งว่ายังมีภาสาพม่า มอน ยวน ชวา มลายู เปนต้นหยู่อีก เมื่อเราพิสูจน์ไม่ได้แล้วว่าคำ ๆ นั้นเปนภาสาบาลี สันสกริต เขมน อาหม แล้ว เราก็มักจะลงเอยว่าเปนคำไทย ดังจะได้เห็นไนบัญฺชีปทานุกรมของกะซวงสึกสาธิการที่กำลังจะเลิกไช้ และที่กำลังจะสำเหร็ดไห้ได้ไช้หยู่ทั้งสองฉบับ

อันที่จิง ไช่ว่าคำที่มาจากภาสาพม่า มอน ยวน ชวา มลายู ฯลฯ เหล่านั้นจะมีเปนจำนวนน้อยจนไม่น่าคำนึงถึง เมื่อได้ตรวดดูโดยละเอียดถี่ถ้วน จะแลเห็นว่า ภาสาเหล่านั้นมีภาสามลายูเปนต้น ได้มีปะปนเปนรูปภาสาไทยหยู่ไม่น้อยเลย

ว่าถึงภาสามลายูโดยฉเพาะ ไม่ไช่แต่เพียงคำเช่น ปาหนัน บุหรง เท่านั้นที่มาปนหยู่ไนภาสาไทย ยังมีคำอื่น ๆ อีกเปนอันมากไนคำภาสามลายูซึ่งตรงกับคำไนภาสาไทย เราพึ่งมารู้สึกกันถึงความสำคันข้อนี้ ท่านสรี สเถียรโกเสส ได้พากเพียรชี้ช่องทางแก่กุลบุตรด้วยการเขียนอธิบายภาสาตระกูล ชวา-มลายู ลงไนหนังสือวรรนคดีสาร [หมายถึงบทความ “ความคลี่คลายของคำไทย ตอนที่ 6” (ปีที่ 2 เล่มที่ 1 สิงหาคม 2486, หน้า 29-43) —สนามราษฎร] ซึ่งฉันเห็นแล้วทำไห้ดานไจยิ่งนัก

เพื่อสนับสนุนความตั้งไจอันควนสันเสินหาเสมอมิได้ของท่านสรี เสถียรโกเสส จึงได้ตกลงไจจะเล่าถึงความพัวพันของภาสามลายูกับภาสาไทยพอเปนยา ดังต่อไปนี้

ภาสามลายูที่ปรากตตัวหยู่ไนภาสาไทยนั้นได้ไหลเข้ามาโดย 2 ทาง ทางหนึ่งตรงเข้ามาตามเมืองท่าแถวไกล้ ๆ อ่าวไทย อีกทางหนึ่งเข้ามาทางด่านบริเวนเจ็ดหัวเมือง พวกแรกเรียกว่าเข้ามาโดยทางตรง พวกหลังเรียกว่าเข้ามาโดยทางอ้อม พวกที่เข้าทางตรงได้ปรากตรูปเปนภาสามลายูแท้ เช่น บุหรง บุหงา ชนิส พวกที่มาทางอ้อมได้ถูกแปลงตัวเสียก่อนไนบริเวนเจ็ดหัวเมือง ครั้นเข้ามาถึงไจกลางเมืองไทยก็แปลงรูปไปจนเกือบจำไม่ได้ เช่น ชะแง้ มึง กู เปราะ ที่ว่ามีที่มา 2 ทางนี้ ก็เพราะภาสามลายูเปนภาสาที่ไช้หยู่ไนแหลมมลายูและตามหมู่เกาะไต้แหลมนั้นลงไป หรือตั้งแต่อ่าวเบงกอลลงไปจนถึงเกาะบอร์เนียวและหมู่เกาะฟิลิปปินส์ ภาสาจึงอาดติดเรือแล่นข้ามทเลเข้ามาเลยก็ได้ หรืออาดเดินดินเข้ามาก็ได้ พวกมาทางเรือถ้าไม่แวะที่ไหนซึ่งหยู่ต่ำกว่าบางสพานไหย่ ซึ่งเปนตำบนแบ่งภาสา แล้วก็เลยเข้ามาไนบริเวนอ่าวไทย ได้ขึ้นบกทีเดียว พวกเดินดินเข้ามาก็จำต้องผ่านด่านบริเวนเจ็ดหัวเมืองเสียก่อน ได้รับวัธนธัมไนดินแดนเขตเจ็ดหัวเมืองมากก็แปลงตัวเสีย แล้วจึงเลยเข้ามา ถ้าแวะที่อื่นเหนือเขตเจ็ดหัวเมืองขึ้นมาก็ถูกแปลงตัวบ้างเหมือนกัน แต่เล็กน้อย เพราะวัธนธัมของภาสาไม่แรงเท่าไนเขตเจ็ดหัวเมืองนั้น

จำพวกที่เข้ามาโดยตรงและโดยอ้อมนั้น ก็ไม่เปนภาสาที่มาระเบียบเดียวกันแน่นอนนัก เพราะได้กล่าวแล้วภาสามลายูมีไช้หยู่ไนบริเวนกว้างขวาง ถ้อยคำไนถิ่นต่าง ๆ แม้ไม่ทิ้งหลักเดิมอันส่อไห้เห็นถึงความเปนภาสาเดียวกันก็จิง ก็ยังมีสำเนียงและความหมายแตกต่างกันไป ไนเมืองไทยเราตามชนบทบางทีคนละตำบน ภาสาที่ไช้ก็ผิดกันเสียแล้ว ภาสาไนกรุงเทพ ฯ ไม่เหมือนภาสาไนภาคอิสาน หรือภาคเหนือ หรือภาสาเมืองเพชร หรือภาสาภาคไต้ตั้งแต่ชุมพรลงไป จะดูง่าย ๆ พอเลยบางสพานไหย่ขึ้นมา ภาสาไปหย่างหนึ่ง ต่ำลงไปไปอีกหย่างหนึ่ง และภาสาไนตำบนแบ่งภาสา (คือบางสพานไหย่) เองก็พูดปนกันไปหย่างกำหนดไม่ได้ ที่ว่านี้ยกเว้นความยุ่งของภาสา ซึ่งเปนการปะปนหย่างเลอะเทอะจนกะทั่งเอาส่ำไม่ได้ เช่นภาสาไนตลาดเมืองพูเก็ต ซึ่งมีทั้งมลายู จีน ไทยทางไต้ ฝรั่ง ฯลฯ ไนประโยคหนึ่ง บางทีประธานเปนไทย กิริยาเปนฝรั่ง กัมเปนมลายู ส่วนต่อเปนจีน ไนเมืองจีนมีภาสาถิ่นนับไม่ถ้วน เพราะเปนดินแดนกว้างขวาง เราจะรู้สึกแปลก ที่เห็นจีนด้วยกันพูดกันไม่รู้เรื่อง ต้องเขียนหนังสือไห้กันจึงเข้าไจกัน นับว่าเคราะห์ดีที่ประเทสจีนมีหนังสือเปนหย่างเดียวกันทั้งหมด ไนภารตวรรสทุก ๆ หกพันคันธนู1ภาสาที่พูดกันก็ไปคนละหย่าง ฉะนั้น ภาสามลายูไนถิ่นต่าง ๆ จึงผิดกันได้มาก ไนไซบุรี ตรังกานู ปะหัง ปัตตานี พูดสำเนียงต่างกันไกล ภาสาที่พูดกันไนปีนังนั้น บางทีก็เอาไปพูดไนมละกาแลโชนันไม่ได้ ไนเปรักเองเมื่อมีคนพูดมลายูออกไปแล้ว ก็รู้ได้ทีเดียวว่าเปนคนไนถิ่นไหน ภาสามลายูที่แท้จะหาได้แต่ไนบริเวนซึ่งคนไนท้องที่นั้นไม่พูดภาสาอื่น แท้จิง ภาสามลายูมิไช่ภาสาของประชาชาติ เปนแต่ภาสาของประชาชนซึ่งกะจัดกะจายหยู่ไนแหลมมลายู และทางตะวันออกของอ่าวเบงกอลดังกล่าวแล้ว เขาถือกันว่าภาสาที่ถูกต้องคือ ภาสาที่พูดกันไนรัถไซบุรี และรัถเปรัก

1. คือ 12 โกรส ซึ่งท่านว่า โกรสหนึ่งไกล 500 คันธนูบ้าง 400 คันธนูบ้าง 4000 สอกบ้าง ประมานดูธนูของเขายาวไนราว 2 วา คนที่ไช้ธนูนั้นคงตัวไหย่พอไช้

ระเบียบของภาสามลายู ถ้าจะจัดออกเปนพวกไหย่ ๆ ตามหมู่เหล่าของการพูดจาแล้ว ก็อาดแบ่งได้เปน 4 พวกคือ

  1. ภาสาไนราชสำนัก (ภาสาดาลัม)
  2. ภาสาผู้ดี (ภาสาบังสะวัน)
  3. ภาสาพ่อค้า (ภาสาดาคัง)
  4. มิสรภาสา (ภาสากเจากัน)

ภาสาเหล่านี้มีวิธีพูด (style) ไม่เหมือนกัน ภาสาดาลัมก็เปนหย่างราชาสัพท์ของเรา คือไช้กันแต่กับเจ้านาย และภาสานี้มีที่มาแบบเดียวกันราชาสัพท์ของเราเหมือนกัน เช่นคำว่า บุตร บุตรี เราไช้เรียกลูกชายลูกสาวสุลต่านหรือราชาทั้งๆที่เปนคำธัมดาไนภาสาสันสกริต ดุจเราไช้ภาสาเขมนธัมดาเปนราชาสัพท์ของเรา เช่น บันทม ประทับ เปนต้น ส่วนภาสาผู้ดีคือภาสาสุภาพ ไช้พูดไนหมู่บุคคลที่ได้รับการสึกสาสูงหรือเปนคนชั้นสูง หย่างเดียวกันภาสาผู้ดีของเรา แต่ภาสาผู้ดีของเรามีวัธนธัมมาก จนถึงรังเกียดคำบางชนิด เช่น อีรม ต้องพูดเปนนางรม บางควาย ต้องเปน บางกะบือ (กะบือ เปนภาสามลายูแปลงตัว โดยบริเวนเจ็ดหัวเมือง แปลว่า ควาย) จึงจะเรียกว่าผู้พูดเป็นผู้ดีแท้ แต่พวกไช้ภาสาผู้ดีเช่นนี้ ได้ทำลายภาสาเสียมาก ทำไห้เราไม่รู้ว่าทำไมหอยหย่างนั้นจึงเรียกนางรม ต่อไปแปลไม่ได้ก็จะเขียนนางรมย์ ไห้แปลได้ไปอีกทีหนึ่ง ภาสาพ่อค้านั้น เขาไช้กันไนวงการค้าขายโดยฉเพาะ โดยมากมีคำฉเพาะเกิดขึ้น และเริ่มปนภาสาต่างประเทส ส่วนภาสากเจากันนั้น เปนภาสาผสมแบบภาสาสแลงหรือภาสาตลาด หนักลงไปกว่าภาสาพ่อค้า พวกสามัญฺชนหรือที่ไม่ได้รับการสึกสาไช้พูดจากันเหมือนเรามีคำว่า เต๊าะ (มาจากมลายูแปลงตัวไนบริเวนเจ็ดหัวเมือง ก่อนแปลงตัวว่ามินตา) แปลว่าขอหย่างกะลิ้มกะเหลี่ย เช่นเต๊าะผู้หยิง แท้จิงคำนี้เดิมว่าแปลว่าขอหย่างสามัญฺ ภาสาตลาดนี้เปนภาสาหนึ่งที่เหนี่ยวรั้งไห้ภาสาอันมีระเบียบดี ทำลายลงแบบเดียวกับพวกที่เปนภาสาผู้ดีเกินไป เช่นประนามที่แปลว่าการเคารพไหว้ด้วยความนอบน้อมยิ่ง ต่อมาได้หมายความว่าการขับไล่ด้วยไนภาสาตลาดไช้หมายความถึงการบริภาส

แท้จิงภาสามลายูเองก็เปนภาสาที่ปะปนยิ่งกว่าภาสาไทยอีก มีทั้งการรับคำภาสาอื่นมาไช้โดยตรงและโดยการแปลงตัวเหมือนกัน ว่าโดยส่วนไหย่ ภาสามลายูมีที่มา 3 ทาง

1. ทางภาสาพื้นเมืองเดิม คือเปนภาสาของพวกมลายูแท้มาแต่ดั้งเดิม พวกมลายูเดิมนั้น เขาว่าเปนเชื้อชาติแขกไนอัฟริกาผสมกับพวกแขกไนภารตวรรส ต่อมามีพวกทิเบตผสมกับพวกยวนเข้ามาปะปนโดยลงมาตามลำน้ำอิรวดี แต่ก่อนที่ภาสาของพวกทิเบตยวนจะแพร่หลายไปจนฝังรากมั่นคงนั้น ได้มีภาสาสันสกริตซึ่งเปนภาสามีอารยะธัมสูงกว่าแผ่เข้ามาหย่างมากมาย อันภาสาเดิมนี้เปนพวกคำพยางค์เดียวโดยมาก และพยางค์ ๆ หนึ่งก็สแดงความหมายอันแน่นอน เมื่อจะไช้ไนความหมายอื่นที่มีความหมายเดิมสัมพันธ์หยู่ด้วย ก็ไช้คำพยางค์เดียวนั้นผสมเข้าไป หย่างเราผสมคำ แม่ กับ น้ำ เข้าด้วยกันเปนแม่น้ำ เช่นเมื่อจะพูดถึงสิ่งไรที่มีลักสนะไปไนทางกลม ๆ ก็มักไช้คำ บู ซึ่งเปนคำสแดงความหมายของสิ่งกลม ๆ ผสมเข้าไปด้วย ส่วนการผสมนั้นก็เปลี่ยนสำเนียง บู ไปตามแต่เสียงของคำที่มาต่อ คล้ายการไช้อุปสัคของบาลีสันสกริต เช่น

เดือน=บูลัน
กลม=บูลัต
ลูกไม้=บูอ็ะ
ตุ่ม=บูโย็ง
พูเขา=บูกิต(พูเก็ต)
จอมปลวก=บูซุต
มีครรภ=บุนติง
ตูด=บุนตุด
หลังค่อม=บุงก๊ก

ไนภาสาของพวกเซมังซึ่งกล่าวว่า เปนพวกพื้นเพเดิมของมลายู คำว่า มือ เขาเรียก ตัง ฉะนั้นอะไรที่เกี่ยวกับมือ ไนภาสามลายูเขาไช้คำ ตัง ผสมแทบทั้งนั้น เช่น

มือ=ตังงัน
จับ=ตังกัป
ค้ำจุน=ตังคง
ปล่อย=ตังคัล
ไม้เท้า=ตุงกัต

ภาสาเดิมเหล่านี้ คือภาสาของคนที่ยังไม่มีความจเริน โดยมากจึงเปนภาสาง่าย ๆ ที่มีขึ้นไว้สำหรับไช้เรียกสิ่งต่าง ๆ ที่เปนรูปธัม และเปนสิ่งที่มีหยู่ไกล้ชิดจำเปนของบุคคลซึ่งดำรงชีวิตหยู่ไนดินแดนอันยังเปนป่าเถื่อนหยู่ เกี่ยวกับอาหารบ้าง ความเปนหยู่ที่อาสัยบ้าง กิจการไนการดำเนินชีวิตไนครอบครัวบ้าง การหาผักหาปลา และการทำสวนครัวเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่เปนล่ำเปนสัน เวลานั้นยังไม่มีการทำนาไหย่โต ไม่มีไถ เพราะเราจะเห็นได้ว่าคำไถ (ตังคาลา) ไม่ได้เปนภาสาเดิม เปนภาสาสันสกริตที่พึ่งเข้ามาพายหลัง

2. ทางภาสาสันสกริต ต่อมาพวกแขกไนภารตวรรสได้เริ่มเข้าไปสู่ไนดินแดนมลายูเดิม ได้นำเอาอารยะธัมอันสูงของตนเข้าไปด้วยรวมทั้งภาสา เหตุนี้ภาสามลายูจึงได้รับอิทธิพลจากภาสาสันสกริตดุจภาสาไทยเหมือนกัน คือภาสาสันสกริตได้เข้ายึดความเปนไหย่ไนภาสามลายูไว้ได้ เราจะเห็นว่า ไนภาสามลายูเต็มไปด้วยคำภาสาสันสกริต เช่นเดียวกับภาสาไทย เราพูดไทยประโยคหนึ่งมีภาสาสันสกริตปนหย่างน้อย 60% ฉันได พวกมลายูพูดภาสามลายูประโยคหนึ่งก็มีภาสาสันสกริตปนไนจำนวนอันเท่า ๆ กัน ฉันนั้น มีปราชญฺ์ไหย่คนหนึ่งกล่าวว่า ถ้าเขียนหนังสือมีภาสาสันสกริตปนไม่ต่ำกว่า 80% แล้ว ผู้เขียนย่อมเปนปราชญฺ์ ถ้าไม่ถึง แต่ไม่ต่ำกว่า 60% แล้ว ผู้เขียนเปนสามัญฺชน แต่ถ้าต่ำกว่า 60% ลงมา จัดว่าผู้เขียนเปนคนไร้การสึกสาเต็มที คือเรียกเปนคนชั้นต่ำ ไม่รู้จักอะไร พวกมลายูนับถือสาสนาอิสลามโดยตลอด และสาสนาอิสลามนั้นมีลักสนะไนทางบังคับยิ่งกว่าสาสนาได ๆ ทั้งสิ้น ภาสาของสาสนาอิสลาม คืออาหรับ เช่นเดียวกับภาสาของสาสนาพุทธ คือบาลี แต่ภาสาของสาสนาอิสลามก็ยังไม่สามาถลบล้างภาสาสันสกริตไนมลายูได้เหมือนภาสาบาลีไม่สามาถลบล้างภาสาสันสกริตไนภาสาไทยได้. ภาสาสันสกริต ไม่แต่จะหยู่เปนคำ ๆ ไนหมู่คำมลายูเท่านั้น ยังปะปนหยู่ไนไวยากรน์ของภาสามลายูอีกเปนอันมาก เช่นไช้เปนบุรพบทบ้าง เปนส่วนต่อคล้ายวิภัติ ปัจจัย และอุปสัคด้วยวิธีสนธิบ้าง คำสันสกริตแพร่ไปทุกหมวดของคำมลายู ไม่ว่าไนคำจำพวกการค้า จำพวกสาตรต่าง ๆ จำพวกไนครัวเรือน จำพวกพืช สัตว์ ฯลฯ เช่นยัง แปลว่า ซึ่ง ก็มาจากสันสกริต ย, ยสฺ, ยตฺ   สุดห แปลว่า แล้ว ก็มาจากสันสกริต สุทฺธ   ไนภาสามลายูมักมีคำ อัป ต่อท้ายคำกริยาก็มาจากสันสกริต อปฺ (จากัป=พูด ตังกัป=จับ หิสัป=สูบ) คาล ซึ่งเป็นคำต่อท้ายสแดงไห้รู้ว่าเปนกิริยาปล่อยปละ ก็มาจากสันสกริต คลฺ (ตังคัล=ปล่อย, ติงคัล=ละทิ้ง ตุงคัล=โดดเดี่ยว)  เมื่อมีคำสันสกริตเข้ามา ภาสามลายูก็จเรินขึ้น เพราะได้มีถ้อยคำสแดงความรู้สึกแห่งจิตไจ สแดงความคิดเห็น สแดงถึงสีลธัมความดีความชั่ว และยังสแดงถึงลัทธิพราหมน์ด้วย เช่นสันสกริต หริ=ตะวัน มลายูมีคำ หารี แปลว่า วัน   ส่วนตะวันว่า มาตาหารี แปลว่า ตะวัน เพราะมาตา แปลว่า ตา   ส่วนมากภาสาสันสกริตแม้ว่าจะไช้พูดด้วยก็ตาม ได้ไช้ไนภาสาหนังสือมากกว่าภาสาพูด โดยมากมาจากเรื่องราวทางภาสาชวาอีกต่อหนึ่ง เพราะภาสาสันสกริตได้แพร่หลายไนชวา ประกอบไปด้วยลัทธิพราหมน์มากมาย

3. ทางภาสาอาหรับ การที่ภาสาอาหรับเข้ามาปะปนไนภาสามลายูนี้ก็โดยเข้ามาทางสาสนาอิสลาม ซึ่งชาวมลายูทั้งหมดได้นับถือ แต่ได้เข้ามาทีหลังภาสาสันสกริต โดยมากเปนถ้อยคำที่เกี่ยวแก่จรรยาแห่งสาสนาอิสลามเปนพื้น มีจำนวนไม่น้อยเหมือนกัน เช่น กิเลส ว่า นัฟสู, ความหมาย ว่า มานา, กลอน ว่า ชแอร์ (Shaer) เปนต้น

นอกจากที่มา 3 สายไหย่ ๆ นี้แล้ว ภาสามลายูยังมีที่มาจากภาสาอื่นๆ อันเปนไปเพราะความสัมพันธ์กับชนชาติที่พูดภาสานั้นๆ โดยมากเนื่องจากการค้าขาย เพราะเมืองมลายูเปนเมืองติดทเลบ้างเล็กน้อย เช่นภาสาจีน ฝรั่ง ฯลฯ ดุจดังภาสาอื่นทั้งหลายทั่วไปไนโลก อันภาสาที่ไช้พูดจากันนั้นก็เปนหย่างของทั้งปวง อาสัยสังกรระหว่างภาสาทั้งหลายจึงประเสิด ถ้าภาสาไทยเราไม่มีความระคนปนเปของภาสาอื่นหยู่ด้วย รสของภาสาไทยจะเปนรสที่ซาบซ่านไจก็หาได้ไม่ อาหารถ้าประกอบด้วยสิ่งไรแต่สิ่งเดียว อาหารนั้นไม่น่ากิน เพราะอาหารอาสัยการปรุงปนหลายสิ่งที่มีหลายรสลงด้วยกันดังนั้นดอก อาหารจึงเปนที่ชูรสชวนบริโภค ภาสาก็ดุจเดียวกัน เหตุนี้การปนเปของภาสาไทย หรือภาสามลายู หรือภาสาอื่นไดจึงไม่เปนของชั่วร้าย ถ้ารู้จักเลือกไช้และนำมาจำแลงแปลงตัวไห้เปนไทยทั้งรูปร่างและจิตไจ ไห้เหมาะกับลักสนะของภาสาก็จะทำไห้มีคำไช้ไนภาสาร่ำรวยขึ้น กลับจะเปนความจเรินของภาสาอันเราเรียกกันเดี๋ยวนี้ว่า วัธนธัม (Culture of languages)  อนึ่ง อันภาสาหรือถ้อยคำที่ไช้พูดจากันนั้นเล่า ก็ตกหยู่ไนประกริติของโลก ย่อมสงวนไว้ซึ่งภาวะแห่งการเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย และสังสารวัตของภาสาย่อมตระหนักชัดกว่าสังสารวัตของสชีวสัตว์ ผิดกันแต่ว่าสังสารวัตของภาสาย่อมเปนนิตยภาวะ หาความดับสูญฺ คือบรมคตินิรพานบมิได้ ภาสาย่อมเกิดหยู่ทุกวัน เพราะภาสาก็แก่และตายลงไปทุกวันเหมือนกัน ภาสาไทยของเราได้ตายลงเปนปริมานอันกำหนดมิได้ และได้เกิดมีชีวิตขึ้นไหม่หาประมานมิได้ดุจกัน บางทีเราพบคำ ๆ หนึ่งซึ่งกล่าวกันว่า เปนภาสาไทยแท้ แต่เราไม่รู้จัก นั้นถ้าไม่ไช่เพราะเปนแต่ซากของคำที่ตายไปหลายร้อยหลายพันปีมาแล้ว ก็เพราะเพิ่งเกิดมายังไม่มีความคุ้นเคยกับเรา สชีวสัตว์ทั้งปวงมีมนุสเปนต้น ต่างแสวงหาบรมคติกันเปนส่วนหนึ่ง คือความยืนชีพหยู่มิรู้ดับ และอีกหนึ่งคือความดับไปไม่รู้เกิดที่เรียกว่านิพาน คติทั้งสองนี้ตรงข้ามกัน ไครได้แสวงหนึ่งแล้ว ต้องตัดอีกประการหนึ่งเสีย จะมีทั้งสองประการหาได้ไม่ บรมคติคือการยืนชีพหยู่มิรู้ดับนี้ เปนเลากิกวิสัย ส่วนการแสวงความดับไม่รู้เกิด เปนวิถีอันเดินเรื่อยออกไปนอกโลก ตัดความไยดีไนโลกเสียสิ้น ภาสาเปนของคู่กับโลก ฉะนั้น จึงมีแต่ภาวะเดียว คือแสวงความหยู่ไม่รู้ดับ ถ้าเกิดดับไปบ้างก็ต้องเปนสังสารวัตของภาสาคือต้องเกิดอีก หย่างไรก็ดี การตายของภาสาเปนที่น่าเสียดาย ส่วนการเกิดนั้นเปนของจำเปน ไม่ไช่ของที่ต้องขวนขวายแสวง ไครละเลยเสีย ปล่อยไห้ภาสาตายลง หรือเสื่อมโซมลง นับว่าได้ทำความผิด ไครแสวงความเกิดของภาสาไห้เกินจากความจำเปนของตัวภาสาเอง ก็นับว่าได้ทำความผิดเหมือนกัน แต่เพราะภาสาจำต้องมีการตาย เราก็ต้องพยายามบำรุงไห้ฟื้นขึ้นด้วยมนต์สญฺชีพ คือ ความเปนปราชญฺ์ของประชาชาติแต่ละบุคคล ทั้งนี้ เพราะถ้าเราไม่พยายามเลี้ยงชีวิตภาสาที่แก่แล้วไว้ ปล่อยไห้ล้มตายเสีย จนเหลือแต่ซาก เราไม่รู้จัก ก็จักพลอยเปนความเสื่อมของชาติด้วย เพราะเราจะหลงลืมอดีตของเราเสียโดยสิ้นเชิง การทำภาสาไห้เกิดจึงไม่ได้บุญฺ เพราะเปนของที่แม้ไม่กระทำก็จะต้องเกิดหยู่แล้ว และการไม่ชุบภาสาที่ตายแล้วไห้ฟื้นขึ้น หรือเลี้ยงภาสาที่ชราแล้วไห้กลับหนุ่มหรือคงชีพหยู่สืบไป จึงเปนบาป เพราะการหยุดนิ่งเช่นนั้นมีผลเท่ากับการทำลายเหมือนกัน

เพราะเหตุว่า ภาสามลายูเปนภาสาที่ระคนด้วยภาสาอื่น ๆ เปนอันมาก ฉะนั้น การที่เราได้รับถ้อยคำภาสามลายูเข้ามาจึงต้องพิเคราะห์โดยละเอียดลงไปอีกว่า คำนั้น ๆ ได้อาสัยลักสนะของภาสามลายูชุบตัวแล้วหรือไม่ ถ้าไม่อาสัยและภาสานั้นก็ได้เคยมีตรงเข้ามาไนภาสาไทยเราเองแล้ว เราไม่ควนนับว่าเปนคำภาสามลายูเลย เช่นภาสาจีน สันสกริต หรืออาหรับ สำหรับภาสาอาหรับโดยมากไม่ได้รับการชุบแปลงตัวจากภาสามลายูเท่าไร รูปคำเดิมเปนหย่างไรก็มักหยู่หย่างนั้น ภาสาจีนก็ดุจกัน มีที่ได้รับความเปลี่ยนแปลงเพราะลิ้นภาสามลายูบ้างเล็กน้อย แต่ภาสาสันสกริตนั้นได้ถูกจำแลงเพราะลักสนะของภาสามลายูมากหยู่ และเราก็ได้รับถ้อยคำภาสาสันสกริตโดยตรงหยู่ทางหนึ่งเหมือนกัน ฉะนั้น การที่จะวินิฉัยว่า คำไดเปนคำที่เราเอามาจากสันสกริตโดยตรงทีเดียวหรือเอามาโดยผ่านภาสามลายูจึงเปนสิ่งที่ยาก เช่น คำภาสาคำนี้ เราเอามาตรงจากสันสกริต แต่ไนภาสามลายูคำนี้ เขาก็เอามาจากสันสกริตเหมือนกัน ไม่มีการเปลี่ยนรูปไปเพราะอำนาดภาสามลายูเลย ฉะนั้น เราต้องถือว่าไม่ไช่เปนคำที่เราได้มาจากภาสามลายู

การที่จะสำหรวดคำภาสามลายูที่เข้ามาสู่ภาสาไทยนั้น เราก็อาดสังเกตได้เปน 2 วิธี โดยอาสัยทางที่ภาสาเข้ามาเมืองไทยทั้ง 2 ทาง คือทางตรงกับทางอ้อมนั้นเอง พวกที่มาโดยตรง เราอาดสังเกตได้จากชนิดและลักสนะของคำ เช่น สังเกตว่าคำ ๆ นี้เปนมลายูแท้หรืออาหรับหรือสันสกริต แล้วมาจำแลงตัวไปเพราะอำนาดลิ้นภาสามลายู โดยการควบคุม อุปสัค วิภัติ ปัจจัย หย่างไรบ้าง ดังคำ ปฺรตีโดรัน (ปฺร+ดีโดร+อัน) ตฺรลาลู (ตฺร+ลาลู) บฺรมาอินมาอิน (บฺร+มาอิน+มาอิน) หรือสังเกตลักสนะอันเปนหยู่ของคำว่า เปนคำที่มีลักสนะนามเหมือนของเรา ดังคำ บูอะ โปตง ปินตู ซึ่งเขาไช้เปนลักสนะนามของเขา พวกนี้โดยมากรูปภาสามลายูมีหยู่เดิมหย่างไร เมื่อได้เข้ามาไนภาสาไทยแล้วก็คงรูปหย่างนั้นหยู่ไม่เปลี่ยนแปลงจึงดูรู้ง่าย ส่วนอีกพวกหนึ่งที่ผ่านบริเวนเจ็ดหัวเมืองเข้ามานั้นได้ถูกแปลงตัวเสียมาก จนจำกันเองไม่ได้ เราจึงต้องอาสัยข้อสังเกตที่รอบคอบ โดยเอาลิ้นของชาวบริเวนเจ็ดหัวเมืองเปนเครื่องวัด

ภาสามลายูที่ชาวบริเวนเจ็ดหัวเมืองไช้พูดกันนั้น เปนเสมือนภาสาบ้านนอกของพวกมลายูเขาก็ว่าได้ คือมีสำเนียงเพี้ยนผิดกันมาก โดยฉเพาะไนจังหวัดปัตตานี แทบจะเป็นปรากริตภาสาของมลายูทีเดียว ถ้าจะเปรียบกับของเรา ก็คือพูดภาสาเมืองหลวงหรือภาสาราชการไม่ชัด แปร่งไป เหตุที่แปร่งก็เพราะลิ้นของพวกบริเวนเจ็ดหัวเมืองติดมาข้างไทย จารีตประเพนี ขนบทำเนียม อุปนิสัยไจคอ เหล่านี้ได้ทำไห้พูดภาสามลายูไปเสียคนละหย่างกับภาสาที่แท้จิง อาดกล่าวได้ว่า คนมลายูไนโชนันกับพวกที่พูดภาสามลายูไนปัตตานีนั้น พูดกันไม่รู้เรื่อง ตั้งแต่ไวยากรน์ไปจนกะทั่งถ้อยคำที่ไช้

การแปลงตัวของภาสามลายูไนเขตบริเวนเจ็ดหัวเมืองนั้น ทำดังนี้

1. ทางไวยากรน์

ก. ไช้แบบไวยากรน์ไทย อันกลับกันกับไวยากรน์มลายู เช่นวัวกินข้าว ภาสามลายูว่า ปาดี ดีมากัน ลฺมบู (ข้าวถูกกินโดยวัว) ไวยากรน์ไนเจ็ดหัวเมืองเปลี่ยนพูดหย่างไทยว่า ลีมู มาแก ปาดี (วัวกินข้าว)

ข. ตัดอุปสัคที่ไม่สำคันออกเสีย เช่น เดิน ภาสามลายูว่า บฺรยาลัน ไนเจ็ดหัวเมืองว่า ยาแล1

ค. ไช้ถ้อยคำง่าย ๆ ไห้ได้ความทั่วกัน เช่นคำว่า กิน ไนบริเวนเจ็ดหัวเมืองไช้ได้ทั้งกินข้าว กินน้ำ กินบุหรี่ ซึ่งไนภาสามลายูจะไช้ มากัน (กิน) ทั่วไปหย่างนั้นไม่ได้ น้ำต้องไช้คำ มีนุม (ดื่ม) บุหรี่ไช้คำ หิสัป (สูบ)

ง. ตัดคำหลายพยางค์ร่นเข้าหาพยางค์เดียวโดยมาก เช่น ประสงค์ มลายูว่า หันดัก ไนเจ็ดหัวเมืองย่อเหลือ เนาะ2, ขอ มลายูว่า มินตา ไนเจ็ดหัวเมืองย่อเหลือ เต๊าะ3, อิบฺราฮิม ย่อเหลือ บราเหง หรือเหง4.

1. ออกเสียงแม่กนค้างหยู่ไนจมูก (Suspended nasal sound) ลันจึงเปนแลไป  ส.ก.
2. เพี้ยนเสียง ด เปน น ไนคำว่าดัก แล้วเสียงแม่กดกล่อนไป (phonetic decay) จึงกลายเปนเนาะ  ส.ก.
3. เสียง อ ไนมลายูจะเปนเสียงออแล้วหดลงเปนเอาะ (ออะ) ไนเสียงของเจ็ดหัวเมือง  ส.ก.
4. ฮิมเปนเหง ก็เปนไปตามเสียงที่อาดเพี้ยนไปได้ แต่ถ้าเหงเพี้ยนเปนเฮง ซึ่งเข้าไจว่ามี แขกก็จะกลายเปนเจ๊กไป  ส.ก.

จ. ไช้ภาสาต่ำหรือสามัญฺ เช่นผู้ชาย มลายูว่า ลากีลากี  สัตว์ตัวผู้ว่า ชันตัน  ผู้หยิงว่า ปรัมปูวัน  สัตว์ตัวเมียว่า บตีนา แต่ไนบริเวนเจ็ดหัวเมือง ไช้คำเรียกเหมือนกันทั้งคนและสัตว์ คือ ผู้ชายหรือสัตว์ตัวผู้ เรียกรวมกันว่า ยาแต  ผู้หยิงหรือสัตว์ตัวเมีย ก็เรียกรวมกันว่า ตีนอ  คำ ลากีลากี ปรัมปูวัน ไม่มีไช้

ฉ. เอาภาสาไทยมาแปลไช้ เช่น น้ำปลา ว่า อาย อีแก  ทำนา ว่า วะบือแน

2. การเปลี่ยนสำเนียง

ก. พยัญฺชนะที่เปนตัวตามพยัญฺชนะนาสิกย์อันเปนตัวสกดมีเสียงหายไป และพยัญฺชนะนาสิกย์ตัวสกด กลายเปนตัวนำ และมีเสียงแทน1 เช่น

ไทยมลายูเสียงไนเจ็ดหัวเมือง
วัวลมฺบูลีมู}
}
}
} นาสิกย์ ม.
}
}
แพะกมฺบิงกาเม็ง
ชมพู่, ฝรั่งชมฺบูยามู
เอาอัมบิลอาเมะ
ดูปันดังปาแน}
}
}
} นาสิกย์ น.
}
}
ลำเจียกปันดัน (ปาหนัน)2ปาแน
จะหันดัก3เนาะ
ฉลาด, สามาถปันได4ปานา
เรียกปังคิลปาเงนาสิกย์ ง.

1. เสียงตัวสกดไนพยางค์หน้า คือ ม น ง ลากเอาเสียงของพยัญฺชนะต้นไนพยางค์หลัง ซึ่งเปนพยัญฺชนะวัคเดียวกันกับตัวสกด คือ บ. ต. ค. ไห้เปนเสียงเดียวกัน เปน progressive assimilation คือเสียงกลืนกันกับเสียงหน้า  ส.ก.
2. ฝรั่งเรียกดอกลำเจียกว่า padanus ก็มาจากคำว่าปาดันไนมลายู เปนแต่ต่อท้ายเสียงของคำไห้เข้าเรื่องกับภาสาลาติน  ส.ก.
3. ดักเปนเนาะ เปนเรื่องเสียงกร่อน (phonetic decay)  ส.ก.
4. ไดเปนนา เปนเรื่อง monothongization คือเพี้ยนจากสระควบ (dipthong) มาเปนสระเดี่ยว  ส.ก.

แต่มียกเว้นบางคำเช่นถึง มลายูว่า สัมไป เสียงไนเจ็ดหัวเมืองว่า สาปา

ส่วนนาสิกย์ ญฺ นั้นไม่ค่อยมีเปนตัวสกด  ไนภาสามลายูมีทั้ง ย และ ญฺ และออกเสียงต่างกันดุจไนภาสาไทย  ตัว ย นี้เปนอรรธสระ คือเปนได้ทั้งพยัญฺชนะและสระ เวลาเปนสระ มีเสียง อี โดยปรกติ แต่แปลงเปนเสียง เอ และ แอ กับ ไอ บ้าง ไนบางคราวไทยไนภาคพายัพ อีสาน และไต้ ออกเสียง ย ต่างกับ ญฺ ไม่เหมือนไนภาคกลางซึ่งออกเสียงเคลื่อนมาเปนเสียงเคียงคือเสียง ย ทั้งสองตัว ไนปัตตานี เสียงของคำว่า “ไหญฺ่” และ “หยิบ” ต่างกันชัดทีเดียว ปรากตว่าไนคำ “ไหญฺ่” มีเสียงขึ้นจมูกมาก พวกกรุงเทพ ฯ มักกล่าวว่า พวกบ้านนอกมีชาวชนบทหัวเมืองทางเหนืออีสานและไต้พูดไม่ชัด  แท้จิงพวกกรุงเทพ ฯ เองที่พูดไทยไม่เปน

ข. ตัว ร นั้น เสียงไนเจ็ดหัวเมืองแขงขึ้นหย่างเสียง r ไนภาสาฝรั่งเสส garçon เกือบคล้าย ค ไนสันสกริตหรือ g ไนอังกริด ฉะนั้น

ไทยมลายูเสียงไนเจ็ดหัวเมือง
มามารีมาคี
ของบารังบาแค
คนโอรังออแค

ค. ตัว ช. กลายเป็นเสียง ย ทั้งหมด

ไทยมลายูเสียงไนเจ็ดหัวเมือง
พระเจ้าแผ่นดินราชารายอ
ชนิดชนิสยืนิ
ชมพู่ชมฺบูยามู
ราชการกฺรชาอันกรียแอ

ง. นาสิกย์ ม น มักเปน ง

ไทยมลายูเสียงไนเจ็ดหัวเมือง
ตุลาการหากิมหาเก็ง
ลงตูรนตูรง, ตูคง
ชื่อบุคคลอิบฺราหิมบือราเหง, วาเหง, เหง
ต้นไม้โปหนพง

จ. เสียงสระ อี ท้ายคำมักกลายเปนเสียงนาสิกย์ ง สกด

ไทยมลายูเสียงไนเจ็ดหัวเมือง
ที่นี่สินีสีนิง
แกะบีรีบีรีบีริง
เมียบีนีบีนิง

ฉ. เสียง บฺร มักเปนเสียง ว

ไทยมลายูเสียงไนเจ็ดหัวเมือง
ชื่อบุคคลอิบฺราหิมวาเหง
กล้าบฺรานีวานี, วานิง

ช. ตัว ป มักกลายเปนเสียงตัว พ เมื่อมี ห ตามมาหรือบางทีไม่ต้องมี ห ตามมาก็ได้

ไทยมลายูเสียงไนเจ็ดหัวเมือง
ต้นไม้โปหนพง
เลี้ยงดูเปฺลหราแพคอ
ต้นขาปาหาพอ, พอหอ
พวกปูวักพวก
นิมิตบุรุสแปฺลรแพฺล

ซ. เสียงตัว ห มักหายไป

ไทยมลายูเสียงไนเจ็ดหัวเมือง
ดำหีตัมอีแต
ป่าหูตันอูแต
[ฝ]นหูยัน1อูแย

1. เทียบ หอมกับออมไนคำว่า “เก็บหอมรอมริบ”  ส.ก.

ญฺ. เสียงสระ อะ ที่มีตัวนาสิกย์สกด เปนเสียง แอ

ไทยมลายูเสียงไนเจ็ดหัวเมือง
ไก่อายัมอาแย
ดำหีตัมอีแต
ข้างหน้าดีหาดาปันดะแป
ข้างหลังบฺลากังบฺลาแก
สิ่งของบารังบาแค
ฟากตรงข้ามสบารังสบือแค
กล้วยปิสังปิแส
ตุ๊กตาอานกฺหกันอาเนาะแก1
ฝนหูยันอูแย

1. อานกฺหกัน เปนตุ๊กตาไหย่ หรือหัวโขน หัวละคอน เครื่องเล่นปลอมตัว ไนกีตับแฮกายัต อานกฺหกัน หรือนิทานเรื่องปันชีสมิรัง เขาทำรูปละคอนหย่างละคอนไทยไม่มีผิด และมีหัวสวมจึงเรียกอานกฺหกัน แต่ตุ๊กตาที่เด็กเล่นนั้น เขาเรียกอานักห อานกฺหกัน หรือลูกตุ๊กตาอีกทีหนึ่ง ของอะไรที่เล็ก ๆ โดยมีของไหย่ชนิดเดียวกันหยู่ด้วย เขาไช้เรียกชื่อว่าเปนลูกของไหย่นั้นเสมอ  ฉะนั้น อานกฺหกายู จึงเปนไม้ต้นเล็ก ๆ ไม่ไช่ผลไม้  ลูกไม้ไนกะบี่กะบองของเราก็มาจากความรู้สึกอันนี้.

ด. เสียงสระ อะ ที่มี ห ตามหลัง เปนเสียง เอาะ2

2. เสียง ห กับ เอาะ ไนคำเหล่านี้เปนเสียงเดียวกัน จึงเปนเสียงพยัญฺชนะ ไม่ไช่เสียงสระ ส.ก.

ไทยมลายูเสียงไนเจ็ดหัวเมือง
บ้านรูมะห์ระเมาะ, อูเมาะ
ลูกอานกฺหอาเนาะ
สุกมาสกฺหมาเสาะ
โกรธมาระหมาเราะ, มาเคาะ
ไซบุรีกฺดะหกืเดาะ

ต. เสียง อา ที่ไม่มีอะไรตามหลัง บางทีก็เป็นเสียงเอาะ

ไทยมลายูเสียงไนเจ็ดหัวเมือง
พาบาวาบอเวาะ
ขอมินตามินเตาะ
พ่อบาปาเปาะ, บาเปาะ

ถ. เสียง ไอ ข้างท้ายมักเปนเสียง อา หรือ แอ3

3. ถ้าภาคไหนของเจ็ดหัวเมืองสามาถได้รับอิทธิพลทางภาสาจากทางรัถไซบุรี ภาคนั้นย่อมออกเสียงเปนแอไป  เช่นที่เบตง จะเรียกคลองแม่น้ำว่า สุแง  ผิดจากที่ปัตตานีซึ่งเรียก สูงา  เพราะอารยะธัมทางภาสาของรัถไซบุรีข้ามปลายเขตรัถเปรัก ซึ่งยื่นกั้นหยู่แคบนิดเดียว เข้ามาสู่เบตงได้ง่าย  แต่ทางปัตตานีได้รับอิทธิพลทางภาสาโดยตรงจากรัถกลันตัน  ดังนี้ ต่างจึงได้ออกเสียงไปตามต้นทางที่อารยะธัมทางภาสาไหลเลื่อนเข้ามา กลันตันหรือไซบุรีแล้วแต่กรนี.

ไทยมลายูเสียงไนเจ็ดหัวเมือง
ตลาดกไดกดา, กแด
ถึงสัมไปสาปา, สาแป
ไช้ปาไกปากา, ปาแก
แกงคูไลคูลา, คูแล
คลองสูไงสูงา, สูแง
บัวตราไตตราแต, ตราตา

ท. เสียง อา ท้ายคำเปนเสียง ออ หมด

ไทยมลายูเสียงไนเจ็ดหัวเมือง
ติดไฟญฺาลาญฺาลอ
ที่ไหนมานามานอ
แก่ตูวาทูวอ
พิจารนาบีจาราบีจารอ, บีจาคอ
ดอกไม้บูงาบูงอ

ธ. เสียง ต กลายเปนเสียง ท ไนบางคำ

ไทยมลายูเสียงไนเจ็ดหัวเมือง
แก่ตูวาทูวอ
ปีตาหนทาวฺน

น. สระ ใอ เมื่อมีนาสิกย์ น สกด กลายเปนนาสิกย์ ง

ไทยมลายูเสียงไนเจ็ดหัวเมือง
เล่นมายฺนแม็ง
ผ้ากายฺนกาเหง
อื่นลายฺนลาเฮง

บ. เสียงสระ อิ, อี มักเปนเสียงสระ เอ, แอ ได้

ไทยมลายูเสียงไนเจ็ดหัวเมือง
รักกาสิหกาเสะห
เอาอัมบิลอาเมะ
แพะกัมบิงกาเม็ง
เชินสีลาแสลอ

ป. อักสรที่ไม่มีสระผสมหยู่ไนตัวมีเสียงสระขึ้น

ไทยมลายูเสียงไนเจ็ดหัวเมือง
เข้าไจอฺรตีอืตี
ชื่อบุคคล(อิ) บฺราหิมบือราเหง
งานกฺรชากรียอ
ที่นอนปฺรตีโดรันปืรตีโดรัน
วัวลฺมบูลีมู
ควายกฺรเบากูรบา

แต่คำเช่นนี้ได้มีหยู่เองบ้างแล้ว แม้ไนภาสามลายู เช่น ผู้หยิง สันสกริตว่าสตรี มลายูเอามาพูดต้องว่าอิสตรี วัง (สถาน) ต้องว่าอิสตานา คือหลักของการไช้เสียงเปนที่พึ่ง (สวรภักดิ)

ผ. เสียง เอา ท้ายคำมักเปนเสียง อา

ไทยมลายูเสียงไนเจ็ดหัวเมือง
มีดปิเสาปิสา
ควายกฺรเบากฺรบา

ฝ. เสียงรัสสะสระที่มีตัวสกดมักลบตัวสกดเสีย

ไทยมลายูเสียงไนเจ็ดหัวเมือง
เล็กกจิลกจิ
เกียดคร้านมาลัสมาละ
ข้าวสารบรัสบือระ, บือคะ
หนักบรัตบือระ, บือคะ
ร้อนปานัสปานะ
หวานมานิสมานิ
หมดหาบิสหานิ
ระบุจาบุตจาบุ
ทำบูวัตบูวะ, วะ
ชื่อบุคคลมฮัมมัดมามะ, มะ
ฉุดตาเร็กหตาเระ, ตาเคะ
ออกตฺรบิตตูเบะ

พ. เสียง อัว กลายเปนเสียง ออ ก็มี

ไทยมลายูเสียงไนเจ็ดหัวเมือง
ชื่อการถือบวดหย่างหนึ่งปัวสอปอสอ
ทั้งหมดสมัวสมอ

ฟ. เสียง อี–ย ผสมเปนเสียง เอีย

ไทยมลายูเสียงไนเจ็ดหัวเมือง
ทุก ๆตียัป ๆเตียป ๆ
นิ่งดียัมเดียม
ไทยสียัมเสียม

แต่เสียงเช่นนี้ แม้ไนมลายูเองก็ได้เบนไปแล้ว แต่ยังพอสังเกตเสียง อี–ย ได้หยู่ มาไนเจ็ดหัวเมืองเปน เอีย ชัดจนสังเกต อี–ย ไม่ได้ทีเดียว

ภ. เสียง อา–อี ผสมกันเปนเสียง แอ1

1. อา ผสมกับ อี ถ้าหนักที่เสียง อา ก็เปนเสียงอาย (declining dipthong) ถ้าหนักที่เสียง อี ก็เปนเสียง เอ (ถ้าลากหางยาวอีกนิดก็มีเสียง ย แซก rising dipthong)  ส.ก.

ไทยมลายูเสียงไนเจ็ดหัวเมือง
แคร่คราอีคีแค

ม. เสียง อี–ยา เปนเสียง อา หรือ แอ

ไทยมลายูเสียงไนเจ็ดหัวเมือง
ไครสิยาปาสาปอ
เคยบียาสาแบสอ

ย. เสียง ร ผสมสระ อู ต้นคำมักหายไป

ไทยมลายูเสียงไนเจ็ดหัวเมือง
บ้านรูมะห์อูเมาะ
หย้ารุมปุตอูปุ

นอกจากนี้ภาสาไนเจ็ดหัวเมืองยังเปนภาสาที่ไช้ถ้อยคำย่อๆ คือลดทั้งเสียงและคำที่พูด เสียงที่ลดนั้นมีมาก เช่น เสาดารา ลดเปน สดาคอ. อามัตเสาดารา จึงลดเปน เมาะสดาคอ. ส่วนคำที่ลดก็มีมากหย่างเดียวกัน เช่น อามัด ลดเปน เมาะ  ดะโตะ ลดเป็น โตะ  อากู ลดเป็น กู  กามู ลดเปน มึง (มู)  ดังนี้ ตุลัง ราหัง (ขากันไกร) จึงลดและแปลงเสียงเปนตุแลแคง ไกล้กับเสียงว่า ตะแลงแกง

อนึ่ง ภาสาไนเจ็ดหัวเมือง ยังเปนภาสาที่ไช้ถ้อยคำกลับสำเนียงกันอีกด้วย มีหยู่ไม่ทั่วไป แต่ประปรายเปนบางคำ เช่น ทำไม ภาสามลายูว่า อาปา สบับ ไนเจ็ดหัวเมืองว่า บาปอ (ย่อจาก สบับ อาปอ) พูด ภาสามลายูว่า จากัป ไนเจ็ดหัวเมืองว่า แกแจะ  การกลับเสียงนี้มีหยู่แทบทุกภาสา ไทยเราก็มีเหมือนกัน  เช่น สังคายนา เปนสังคายนาย และไนภาสาบาลีก็ยังกลับสำเนียงกับภาสาสันสกริต  เช่น ลิ้น  สันสกริตว่า ชิหวา  บาลีว่า ชิวหา  ยุง สันสกริตว่า มสก  บาลีว่า มกส1

1. เปน Metathesis คือสับเสียง  ส.ก.

เมื่อภาสามลายูมาแปลงตัวไนเจ็ดหัวเมืองเปนหย่างที่กล่าวแล้ว ก็เลยไหลเข้าสู่ภาสาไทย บางทีก็เข้ามาตามรูปที่แปลงแล้วนั้น แต่บางทีก็แปลงจากภาสาไนเจ็ดหัวเมืองมาเปนภาสาไทยอีกชั้นหนึ่ง เช่น บาไล ที่แปลว่า ห้องรับแขก  มาเปนภาสาไทยว่า พะไล

ภาสามลายูเปนภาสาที่มีการแปลงรูปคำไนเมื่อเปนคำกริยา คำกริยาที่เอามาเข้าประโยคจะต้องมีอุปสัค 3 ชนิดมาประกอบชนิดไดชนิดหนึ่ง คือ ปฺร, ตฺร และ บฺร เช่นลูกว่า อานกฺห ออกลูกว่า บฺรานกฺห ตลึงว่า จฺงัง (จังงัง) ตกตลึงว่า ตฺรจงัง ผู้หยิงว่า อิสฺตฺรี ทำเปนผู้หยิงว่า ปฺอิรสฺตฺรีกัน บางทีก็เปลี่ยนรูปพยัญฺชนะต้นคำที่ไม่มีสำเนียงไห้เปนคำที่มีสำเนียงขึ้น เช่น จับ ปกัง เปน มฺมฺกัง  สั่ง ว่า สูโระห์ เปน มฺญฺาโระ  รำ ว่า ตารี เปน มฺนารีกัน  ร้องเพลง ว่า ญฺาญฺี เปน มฺญฺาญฺีกัน  ร้องไห้ ว่า ตางีส เปน มฺนางีส  ที่ไส่สำเนียงต่าง ๆ เข้าที่พยัญฺชนะต้น  คำเหล่านี้ก็เปลี่ยนแปลงไปคล้ายวิธีไนภาสาบาลี สันสกริต  เช่น อภิ–อันดร เปน อัพภันดร อติ– เปน อัจจ– ฯลฯ  หย่างไรก็ดี วิธีเช่นนี้โดยฉเพาะ อุปสัค ปฺร และ ตฺร ไนภาสามลายูก็ปรากตว่ามีไนภาสาไทยหยู่มาก ชรอยจะได้แบบมาจากภาสามลายูก็ได้ เช่น ตลอด ก็คงแปลว่า ทำไห้ลอดไป  ตลาด คงแปลว่า ทำไห้ลาดไป  ตรโล่ง คงแปลว่า ทำไห้โล่งไป  ปลด คงแปลว่า ทำไห้ลดลง  ปลุก คงแปลว่า ทำไห้ลุกขึ้น  ปลง คงแปลว่า ทำไห้ลงเสีย  โปร่ง คงแปลว่า ทำไห้โล่งไป (ร ล ไช้แทนกันได้)  ปราบ คงแปลว่า ทำไห้ราบ  แต่ปลาด ไม่ได้แปลว่าทำไห้ลาด เพราะปลาดอาดเปนคำเพี้ยน (อัขรวิรุธ) จากประหลาทซึ่งแปลว่า ยินดี ไนภาสาสันสกริตก็ได้ ไนชั้นแรก คำปลาดไช้แต่ไนความหมายว่า แปลกไป เพราะระคนด้วยความยินดีหย่างเดียว  ความหมายของถ้อยคำไนชั้นหลัง ๆ เลื่อนเปื้อนไปเปนอันมาก จึงทำไห้เรางงงวยหยู่  ส่วนอีกวิธีไช้ ก. มาควบก็มีความหมายไปอีกทางหนึ่ง  เช่น กราบ แปลว่า ก็ราบ  กลัว แปลว่า ก็รัว  เกรง แปลว่า ก็เลง  แต่ เกร็ง นั้นแปลว่า (ผอม) แห้ง  เพราะมาจากภาสามลายูว่า กริง ที่แปลว่า แห้ง  วิธีไช้ พ. ควบ แปลคล้าย ๆ กัน  เช่น เพลี่ยง แปลว่า พอเลี่ยง  พราย แปลว่า พอราย  พราง แปลว่า พอราง  เพลา แปลว่า พอเลา   ตัว พ. นั้น โบรานเราไช้ย่อจากคำ พ่อ ก็มี ข้าพเจ้า ข้าพ่อเจ้า พนะหัวเจ้าท่าน พ่อนะหัวเจ้าท่าน  ข้า นั้น แปลว่า คน เช่น เล่นไพ่หกขา แปลว่าเล่นกันหกคน ไม่ไช่เอาสองหารแล้วแปลว่าเล่นกันสามคน คำ ข้า จึงไม่ไช่คำหยาบอะไร  ตัว ท. ย่อจากท่าน เช่น ทนาย คือ ท่านผู้เปนหัวหน้า  ตัว ต. ย่อมาจากตัวก็มี เช่น ตแกล้วตหาญฺ ย่อจากตัวแกล้วตัวหาญฺ  ย่อจาก ตอ ก็มี  เช่น ตพาน ย่อจากตอพาน แล้วเรามาแผลงเปนสพาน เลยไม่ได้ความ แต่อธิบายเช่นนี้ไม่ไช่กดตายตัว ต้องแล้วแต่กรนีเปนเรื่อง ๆ ไป เพราะภาสาเปนของที่ละมุนละไม มีอารยะธัมสูง เราจะไช้วิธีดื้อเข้าไส่หาได้ไม่ แต่จะว่าไม่มีหลักเสียทีเดียวก็ไม่ถูก ภาสาจึงเปนสิลปสาตร หาไช่สิลปะหรือสาตรแต่หย่างเดียวไม่ ที่อธิบายมานี้เปนแต่ความเห็น จะถูกผิดหย่างไรบ้าง ท่านผู้รู้โปรดเมตตาทักท้วง เพื่อความรู้ไนเรื่องภาสา

ภาสามลายูที่ปนหยู่ไนภาสาไทยจึงเปน
1. ภาสามลายูที่บริสุทธิ์ เพราะเหตุที่ตรงเข้ามาถึงภาคกลาง มิได้ผ่านภาคไต้
2. ภาสามลายูที่แปลงตัวไนเจ็ดหัวเมืองแล้ว
3. ภาสามลายูที่แปลงไนเจ็ดหัวเมืองแล้ว และแปลงเปนไทยไปอีกทีหนึ่ง

ฉะนั้น การสำหรวดตรวดดูถ้อยคำภาสามลายูไนไทยจึงเปนของยากยิ่ง จำต้องไคร่ครวนพิเคราะห์จงหนัก จะเที่ยวไล่เปิดโกสครันถดูเหมือนหย่างคำภาสาอื่น ๆ หาได้ไม่ ถึงไนภาสาอื่น ๆ ก็เหมือนกัน เมื่อจะพิเคราะห์ถ้อยคำ พึงพิเคราะห์ด้วยความลึกซึ้ง อาสัยการตรวดดูถึงมูลธาตุและการตั้งภาสาถ้อยคำพร้อมประกอบด้วยหลักวิชาที่ว่าด้วยภาสาและคำพูด (philology) เราอาดจะพลาด แต่มีโอกาสน้อยเต็มที หย่างไรก็ดี มีหลักสำคันหยู่ข้อหนึ่งว่า เราจะเข้าไจความหมายของถ้อยคำได้ ก็ด้วยการลองออกเสียงคำนั้นๆดูแล้วปล่อยไจตามไปด้วย กวีทั้งหลายเมื่อจะรจนากาพย์กลอน เขาย่อมมีจินดารมน์อันล่องลอยไป เกิดภาพขึ้นไนดวงจิตของเขา เขาก็เปล่งออกมาเปนถ้อยคำอันก้องกังวานหยู่ไนความรู้สึก และแล้วก็ถ่ายถ้อยคำไนความรู้สึกนั้น ๆ ออกมาทางปลายปากกา เขาไม่ต้องคิดคำนึงตกแต่งกาพย์กลอนของเขามากนัก การเลือกเฟ้นถ้อยคำไช้ เขาย่อมไช้เพราะถ้อยคำนั้น ๆ เกิดไนความรู้สึกของเขา เหตุนี้กวีจึงมีภาสาของเขาต่างหาก แต่ก็เปนภาสาที่ถูกต้อง ไม่เคยปรากตเลยว่า กวีคนไดได้อาสัยปทานุกรมเปนที่ตั้งแห่งกาพย์กลอนอันเขาได้รจนาแล้ว มีคำกล่าวอันไพเราะหยู่ว่า With a dictionary near at hands he becomes a mad poet เพราะมีปทานุกรมหยู่ไกล้มือ เขาจึงเปนกวีบ้า.

One thought on “ความเกี่ยวข้องของภาสามลายูไนภาสาไทย

Leave a comment