ภรณ์ทิพย์ มั่นคง เขียน
Summer Panadd วาด
[To read “The Glorious Warrior” in English translation with an introduction, click here]
คัดจาก มันทำร้ายเราได้แค่นี้แหละ (อ่าน, 2562) หน้า 196-202
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ยังมีนักเล่านิทานเฒ่าคอยนั่งเล่านิทานอยู่ตามริมถนน “วันหนึ่งเมื่อเงามืดของปีศาจครอบครองเมือง แสงแห่งนักรบแสนงามจะออกมานำทัพให้ผู้คนดังเช่นในอดีต กองทัพระยิบระยับนั้นจะเดินทางมาปกป้องผู้ยากไร้ พวกเขาจะป่าวประกาศความจริงแก่ผู้คน นำผู้คนให้เห็นถึงความชั่วร้ายที่แอบซ่อนไว้ พวกเขาจะทำให้ผู้คนที่อยู่บนแท่นศิลากลายเป็นลิงวิ่งร้องกลางถนน นักรบแสนงามจะเข้าฟาดฟันกับผู้กดขี่แบบไม่ยั้ง ด้วยทุ่งดอกไม้และเสียงสายลม พวกเขาจะมา มาอยู่เคียงข้างนักรบทุกคน” นักเล่านิทานเดินจากไปพร้อมกับเหรียญเงินในกระป๋อง ปล่อยให้เด็กๆนั่งอมยิ้ม ฝันถึงภาพนักรบแสนงามในตำนาน แล้วก็เริ่มเอากิ่งไม้มาถือเป็นดาบ วิ่งไล่กัน สมมติฝ่ายหนึ่งเป็นปีศาจ ฝ่ายหนึ่งเป็นนักรบ วิ่งไปทั่วถนน ด้วยเสียงหัวเราะร่า
และแล้วสงครามก็เกิดขึ้น ปีศาจสิงสู่ในร่างมนุษย์หยิบปืนขึ้นเข่นฆ่ากันเอง ผู้คนยากไร้ล้มตายจากการสู้รบและความอดอยาก บางคนก็ถูกปีศาจสิงจนลืมว่าตัวเองเป็นมนุษย์ ซู เด็กน้อยหัวฟู นั่งรอคอยการมาของนักรบแสนงามอยู่หลังบังเกอร์และหวังว่าพวกเขาจะโผล่มาในขณะที่มันวิ่งหลบฝนกรดที่โปรยปรายลงมาจากบนฟ้า จนการปะทะเริ่มสงบลง เด็กๆก็ยังรอดูอยู่ว่านักรบจะออกมาบอกความจริงแก่ผู้คนไหมว่าใครฆ่าญาติพี่น้องของพวกเขา แต่—นักรบก็ไม่มา ปีศาจครอบครองเมือง ฟ้ามืดดำสนิท คนธรรมดาต้องหลบซ่อน ปีศาจเข้าครอบคลุมทุกอย่าง
“นักรบหายไปไหน ทำไมพวกเขาไม่มา” ซูวิ่งไปถามนักเล่านิทานทันทีที่ฝุ่นดินปืนจางลง เด็กๆอีกหลายคนวิ่งตามมาถามแล้วร้องไห้ “ทำไมพวกเขาไม่ออกมา” เด็กๆเข้าไปเขย่าแขน เขย่าชายเสื้อของนักเล่านิทาน ซูมองดูหน้าชายแก่ด้วยดวงตาแดงๆที่พราวไปด้วยน้ำตา “พวกเขาคงแก่แล้ว มาไม่ไหวแล้วมั้ง” นักเล่านิทานตอบหน้านิ่ง “แล้วพวกเขาไม่มีทายาทบ้างเรอะ” เด็กอีกคนร้องถาม เงียบ ไร้คำตอบ เด็กๆพยายามถามอีกด้วยเสียงเซ็งแซ่ พวกเขาถามเพราะพวกเขาไม่อยากยอมแพ้ พวกเขาถามเพราะไม่อยากยอมรับว่า “พวกเขา—ไม่มา” นักเล่านิทานค่อยๆละสายตาจากเส้นขอบฟ้าแล้วเอื้อมมือมาปลดมือเล็กๆของฝูงเด็กมอมแมมออกจากตัว ไม่ตอบคำถาม ก่อนจะก้าวเดินตรงไปข้างหน้าพร้อมกับกระป๋องเงิน เด็กๆคอตกก้มหน้ามองพื้น ก่อนแยกย้ายกันไป
ซู เด็กหัวฟูเดินเข้าบ้านพังๆอย่างเซ็งๆ มุดเข้าไปซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม—กำบังที่ดีที่สุดที่จะปกป้องความหวังของมันไว้ได้ ข้างนอกเต็มไปด้วยร่องรอยแห่งการพุ่งชน ภายใต้ผ้าห่มอันปลอดภัย เด็กน้อยคิดและฝันหานักรบแสนงาม ใครกันนะจะเป็นคนเล่าเรื่องปีศาจครองเมืองครั้งนี้ให้คนนอกกำแพงฟัง พวกเขาจะรู้ไหมนะว่าคนเกือบครึ่งเป็นปีศาจไปแล้ว ในเมื่อร่างกายของพวกมันเหมือนกันกับมนุษย์จนแยกไม่ออก “ทำไม?” ซูนอนเกลือกกลิ้งอยู่ในโปง ถาม “ทำไม?” อยู่ในหัว หมุนไปทางโน้นทีทางนี้ที แล้วก็ไม่รู้จะหมุนไปทางไหนอีก ใช่ มันไม่มีทางไปแล้วในโปงอันปลอดภัยนี่ และแล้วโปงก็เปิดออก การอยู่ในโปงตอบคำถามอะไรไม่ได้ ซูมองเพดานนิ่งก่อนจมูกจะรับกลิ่นแปลกๆ กลิ่นรถน้ำกำลังฉีดน้ำทำความสะอาดเมือง ซูสะบัดผ้าห่มออกแล้วก้าวอาดๆลงจากที่นอน ล้างหน้าล้างตา แล้วลงมาข้างล่าง พ่อกับแม่นอนอยู่หน้าทีวีที่เปิดอยู่ “ตอนนี้ข้างนอกจะเป็นยังไงนะ” ทางที่ดีที่สุดที่จะรู้คือการเดินออกไปดู
การก้าวขาออกจากบ้านหลังจากการปะทะนั้นช่างเป็นเรื่องน่าลำบากใจนัก ซูค่อยๆย่องออกมาจากบ้านด้วยฝีเท้าที่เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ มันค่อยๆโผล่หน้าออกมาแล้ววิ่งเร็วๆไปหลบตามมุมตึกก่อนจะพบว่ามีเด็ก 2-3 คน ซุกตัวอยู่ก่อนแล้ว ความสอดรู้สอดเห็นเป็นเรื่องธรรมดาของเด็กๆ “น่าจะมีนักรบแสนงามเหมือนที่ตาแก่เล่าเนอะ” เด็กคนหนึ่งพูดขึ้น “ใช่” แล้วไอ้จุก เด็กตัวเล็กก็ตะโกนออกมาว่า “พวกเราออกไปปราบปีศาจกันเถอะ” พร้อมกับถือไม้วิ่งออกไปฟาดฟันกับปีศาจในจินตนาการก่อนที่เด็กคนอื่นจะวิ่งตามออกไปทำอย่างเดียวกัน ต่างคนต่างวาดลีลาสุดพลิ้วไหว ตวัดดาบแกว่งไกวไปตามสายลม จนคนที่หลบซ่อนตัวอยู่ต้องออกมาดูการเล่นกันของเด็กๆ สนุกจนหัวใจของคนที่หดหู่เผลอไผลปรบมือให้ เอาละ แค่นี่ก็ทำให้หัวใจของเด็กๆฮึกเหิม แต่เด็กๆก็เล่นอยู่ได้ไม่นาน พวกเขาต้องกลับกันแล้ว ก่อนกลับ ซูบอกเพื่อนๆถึงแผนการสำหรับวันพรุ่งนี้ไว้
เช้าวันต่อมา ท่ามกลางความสับสนอลหม่านของผู้คนที่ยังงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น นักรบแสนงามก็ปรากฏชุดสีขาวและช่อดอกไม้กวัดแกว่งพร้อมกับถ้อยคำบอกเล่าความจริงที่เกิดขึ้นคลอกับเสียงดนตรีกุ๊งกุ๊งๆ เรียกให้ผู้คนออกมาดู นักรบตัวน้อยภายใต้หน้ากากมาพร้อมกับกองทัพม้าแคระและพลเดินเท้าไม่กี่สิบชีวิต ผู้คนเข้ามาโห่ร้องตะโกนยินดีและเริ่มกล้าพูดคุยกันมากขึ้น แต่เมื่อสายลมพัดเอาเสียงฝีเท้าอันเป็นระเบียบใกล้เข้ามา ทุกชีวิตก็พากันสลายตัวไป รวมทั้งนักรบแสนงามตัวจ้อยด้วย เอ๊า ใครจะอยู่ให้โดนจับได้ล่ะ
ไม่นานนัก ข่าวลือเรื่องนักรบแสนงามก็มีมากขึ้น ความงามและความกล้าหาญนั้นสร้างความหวังให้แก่มนุษย์อย่างไม่น่าเชื่อ บางคนก็ว่า พวกเขาเป็นทายาทของนักรบแสนงามในอดีต บางคนก็ว่าพวกเขาเป็นพลังใหม่ของผู้คน ซูและพวกเด็กๆปลาบปลื้มกับบทบาทของตัวเอง “ถ้าพวกเราทำให้คนมีความหวังได้ ปีศาจก็ทำอะไรพวกเราไม่ได้หรอก” ซูบอกเพื่อนๆ และแล้วตอนนั้นเองที่เด็กๆต้องตะลึงตาค้างกับภาพกองทัพแสนงามที่ยิ่งใหญ่ มีระดับ ตระการตากว่ากองทัพกระจ้อยร่อยของพวกเขาเป็นร้อยๆเท่า เหล่านักรบแสนงามกำลังเคลื่อนผ่านไป ผ่านไป ผ่านไป ไปไหนกันนะ ทำไมพวกเขาไม่เข้าไปในเมืองล่ะ ซูร้องตะโกนถาม “พวกเราอยู่ตรงนี้ คนยากไร้อยู่ทางนี้” แต่เสียงของพวกเขาคงจะเล็กและเบาเกินกว่าใครจะได้ยิน กองทัพแสนงามกำมะลอของซูทำได้แค่อ้าปากหวอมองของจริงเคลื่อนผ่านไป “เมื่อไหร่พวกเราจะยิ่งใหญ่ได้เท่านี้” เสียงเล็กๆเสียงหนึ่งถามขึ้น ภาพแสนงามนั้นยังติดตราตรึงใจพวกเขา มันไม่ง่ายเลยที่จะเป็นให้ได้ดังเช่นกองทัพในตำนาน ไม่ง่ายเลยที่กองทัพกำมะลอจะปลุกใจผู้คนได้
“เราคือทายาทของนักรบแสนงาม พวกเราต้องทำได้” ซูบอกเพื่อนๆ ย้ำแบบนี้จนเชื่อจริงๆว่าตัวเองเป็นทายาทนักรบ ทั้งที่จริงๆแล้วไม่ใช่ มาถึงขนาดนี้แล้วเด็กบางคนก็เริ่มไม่สนุก เลยขอกลับบ้าน แต่บางคนไม่มีบ้านให้กลับก็ยังคงอยู่เป็นนักรบในกองทัพแห่งนี้ต่อไป เพราะการรับเอาความหวังของผู้คนมานี้ เพิ่มพลังชีวิตให้แก่เด็กๆ และเด็กๆก็เพิ่มพลังให้แก่ผู้คนเช่นกัน
แต่แสงย่อมไม่อาจซ่อนตัวได้ กองทัพปีศาจล่วงรู้เรื่องนักรบแสนงาม และรู้ไปจนถึงว่า ความจริงพวกเขาไม่ใช่นักรบแสนงาม ปีศาจจึงได้เข้าจับและนำเด็กๆมาลอกคราบ ถอดหน้ากากและเสื้อผ้าสวยๆออก จากนั้นพวกเขาก็เปิดเผยความจริงด้วยวิธีการอันแยบยล นักรบที่ทุกคนเห็นนั้นเป็นแค่เด็กที่เล่นสนุก ข่าวลือกระจายออกไป สายตาตำหนิและเสียงด่าว่าตามมามากมาย แต่ไม่มีเสียงใดเชือดเฉือนจิตใจเท่ากับเสียงของนักรบในตำนานที่พวกเขาถือเป็นต้นแบบ
ยามที่นักรบผู้กล้าปรากฏตัว เด็กๆเข้าใจว่าพวกเขาจะมาช่วย แต่เปล่าเลย พวกเขามาเพียงเพื่อปฏิเสธและต่อว่า “เราไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเด็กกลุ่มนี้ และกองทัพกำมะลอกระจอกของพวกเขานั้นทำให้ชื่อเสียงของเราเสื่อมเสีย” ซูในฐานะหัวหน้านักรบกำมะลอถูกตัดสินให้ฝ่าดงปีศาจ หากมันรอด มันก็รอด หากมันไม่รอด ก็ไม่รอด
ที่ลานส่งตัว ผู้คนมากมายที่ผิดหวังเข้ามาส่งเสียงก่นด่า “หลอกลวง-กำมะลอ” แต่ก็มีผู้คนอีกมากมายที่มาให้กำลังใจเด็กน้อย ท่ามกลางสายตาผู้คน เหล่านักรบแสนงามในตำนานอยู่ตรงนั้น ซูจึงระเบิดถ้อยคำออกมา หวังว่าท่านผู้เป็นตำนานเหล่านั้นจะได้ยิน
“พวกท่านจะสนใจทำไม ยังไงพวกท่านก็ไม่ได้แปดเปื้อนอะไร ฉันสิ พวกฉันทำทั้งหมดกันเอง พวกท่านอยู่ที่ไหนล่ะ ทำไมไม่มา แม้ฉันจะได้ภาพพวกท่านมาจากเรื่องเล่า แต่ไม่ต้องห่วง พวกท่านจะไม่แปดเปื้อน จะยังสะอาดและสวยงามในตำนานเหมือนเดิม เพราะโคลนมันเปื้อนฉัน ไม่ใช่ท่าน” ไร้คำตอบหรือปฏิกิริยาใดๆจากนักรบแสนงาม
ซูถูกเนรเทศ เราไม่รู้ว่ามันจะรอดกลับมาหรือไม่ แต่อย่างน้อยนักรบในกองทัพกำมะลอก็ได้เรียนรู้ที่จะสู้ในสนามรบจริงๆแล้ว ตำนานก็ยังเป็นตำนาน ไม่มีตำนานก็ไม่มีพวกเขา ตำนานมิอาจจะกล้าหาญได้อีกเมื่อเวลาและยุคสมัยเปลี่ยนไป เพราะพวกเขาเป็นเพียงตำนานเท่านั้น
One thought on “นักรบแสนงาม”