พีระ ส่องคืนอธรรม เขียน/แปล
เผยแพร่ครั้งแรกที่นี่ในคืนหมาหอนก่อนเลือกตั้ง 2569
[To read “Dengki ke? | Jealous much?” in the English original, click here]
“หญิงเองก็ลำบาก” วลีติดปากคนไทยยุคโรคระบาดโควิด-19 อุบัติขึ้นในเดือนสิงหาคม 2564 จากวิดีโอสัมภาษณ์นักออกแบบแฟชั่นชาวไทยสามคนทาง Vogue Thailand การแสดงความเห็นอกเห็นใจความทุกข์ยากช่วงล็อคดาวน์ของไพร่ฟ้าประชาราษฎร์โดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา มาพร้อมกับการใช้สรรพนาม “ท่านหญิง” แทนตัว สร้างความรู้สึกเคอะเขินปนขบขันในหูคนทั่วไป อันเป็นเงื่อนไขสุกงอมให้เกิดมีม วลีนี้ถูกรับไปใช้เป็นแฮชแท็ก เอาไปพูดกันในคลิปติ๊กต่อก อีกทั้งยังไปพาดหัวรูปประจำตัวพสกนิกรไทยบนเฟซบุ๊คด้วย
น่าสนใจว่า มาเลเซียยุคโควิดก็มีคำพูดของเจ้าอันเป็นที่กล่าวขวัญถึงเช่นกัน โดยเป็นวาทะของตุนกู อาซีซะฮ์ อามีนะฮ์ ไมมูนะฮ์ อิสกันดารียะฮ์ สมเด็จพระราชินีในขณะนั้นตามระบบหมุนเวียนดำรงตำแหน่งกษัตริย์ของสุลต่านผู้ปกครอง 9 รัฐ เรื่องมีอยู่ว่าในเดือนเมษายน 2564 สำนักข่าวเอเชียเซ็นทิเนิลรายงานว่าเมื่อหลายเดือนก่อนหน้านั้นกลุ่มวีไอพีชาวมาเลเซียรวมถึงพระราชวงศ์ได้รับวัคซีนไซโนฟาร์มในประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (เป็นวัคซีนโควิด-19 ที่ยังไม่ได้รับอนุมัติในมาเลเซียในขณะนั้น) ผู้ติดตามละอองธุลีพระบาททางอินสตาแกรมก็ได้ทูลถามถึงเรื่องนี้ ใต้โพสต์รูปอาหารที่พระองค์และครัวปรุง ผู้ติดตามคนหนึ่งถามว่าคนทำอาหารในวังได้รับวัคซีนแล้วใช่ไหม สมเด็จพระราชินีพระราชทานคำตอบว่า “Dengki ke?” แปลไทยแบบน่ารักๆได้ว่า “อิจฉาเร๋อ”
รายงานข่าวเอเชียเซ็นทิเนิลออกมาวันเสาร์ ไม่ทันไร วันจันทร์พระราชินีก็ทรงดีแอคทิเวตแอคเคาท์อินสตาแกรม มาวันพุธก็ปรากฏเพลย์ลิสต์ชื่อ “This Is Dengki Ke?” ทางสปอติฟาย หน้าปกเพลย์ลิสต์เลียนแบบดีไซน์มาตรฐานของเพลย์ลิสต์รวมเพลงศิลปินบนแพล็ตฟอร์ม นั่นคือทำเสมือนว่าสมเด็จพระราชินีเป็นศิลปินชื่อ “Dengki Ke?” เจ้าของเพลง 101 เพลงที่มีคำว่า jealous หรือคำว่า dengki ในชื่อหรือในเนื้อเพลง

ถึงวันศุกร์ในสัปดาห์เดียวกันนั้น คนทำเพลย์ลิสต์ถูกจับกุมตัวด้วยข้อหาในพ.ร.บ.ยุยงปลุกปั่นและพ.ร.บ.การสื่อสารและมัลติมีเดีย จากการแชร์ “เนื้อหาจาบจ้วงและเป็นภัยคุกคาม” (offensive and menacing content) เขาได้รับการประกันตัวหลังถูกคุมขัง 24 ชั่วโมง (ซึ่งทนายความต่อรองลงมาได้สำเร็จจากตอนแรกที่จะถูกขัง 4 วัน—คิดแล้วก็อิจฉา)
ถึงแม้ว่าวาทะของทั้งสองพระองค์จะเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตขึ้นมาในทำนองเดียวกัน แต่เจตนาที่พูดเป็นคนละเรื่องกันทีเดียว พระองค์หนึ่งต้องการจะบอกว่า “พวกเราทุกคนเป็นเพื่อนร่วมชะตา” ในขณะที่อีกพระองค์น่าจะต้องการบอกว่า “เราไม่เก็ตว่าทำไมคุณถึงมีปัญหาถ้าคนของเราจะมีสิทธิเข้าถึงวัคซีนก่อนคนอื่น” หรือสรุปสั้นๆได้ว่า “ไม่ใช่เรื่องของคุณ” พระองค์หนึ่งเคลมว่าคนทุกชนชั้นต่างก็ลำบาก ในขณะที่อีกพระองค์ทึกทักเอาว่าใครที่ตั้งคำถามต่ออภิสิทธิ์สำหรับคนในวงของตนนั้นต้องเป็นคนมีปมด้อยจนอิจฉาตาร้อนชาวบ้านเขาไปทั่วแน่ๆ
แน่นอนว่าถ้าถอยออกมาจากระดับประโยค เราท่านจะเห็นได้ไม่ยากว่าทำไมวาทะของเจ้าหญิงไทยจึงถูกนำไปล้อเลียน ดูตามฐานานุรูปที่เป็นถึงธิดาของกษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก แถมยังได้รับการถวายความปลอดภัย ถวายพระเกียรติ และปฏิบัติตามพระราชประสงค์จากงบประมาณแผ่นดินทุกปีด้วยแล้ว การเอาความลำบากของพระองค์จากความไม่แน่นอนยุคโรคระบาดจนมีพระดำริไม่รับเงินเดือนเพื่อให้ลูกจ้างทุกคนยังได้เงินเดือนและโบนัสนั้นไปเทียบความลำบากของราษฎรทั่วไปจึงเป็นความหลงผิด ถึงที่สุดแล้วทั้งสองพระองค์ก็ติดอยู่ในวงวีไอพีของตนมากเกินไปจนไม่ทันฉุกคิดหรือเข้าใจถึงความรู้สึกที่แพร่ระบาดไปในหมู่ราษฎร
เรียงความส่งท้ายสนามราษฎรฉบับว่าด้วยคนนอกชิ้นนี้ เป็นการนำความอิจฉามาคิดเชื่อมโยงกับคู่ตรงข้ามคนนอก/คนในในประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย
คนทำเพลย์ลิสต์ขี้อิจฉาคือ ฟะห์มี เรซา นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเล่นตลกกับเบื้องสูง ก่อนหน้านี้เขาเคยวาดรูปนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัก เป็นตัวตลกจนโด่งดังเป็นสัญลักษณ์ของการประท้วงมาแล้ว และเคยติดคุกมาแล้วเช่นกันเป็นเวลาหนึ่งเดือนจากการวาดรูปนั้น ถูกศาลพิพากษาทั้งจำทั้งปรับ 30,000 ริงกิต แต่ต่อมาได้รับการพักโทษและลดค่าปรับเหลือ 10,000 ริงกิต
ในการเมืองมาเลเซีย มีเรื่องที่พูดไม่ได้อยู่สามเรื่อง เรียกกันว่า 3R: Race, Religion, Royalty แปลไทยได้ว่าเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา และราชวงศ์ มันจะคล้ายกันเกินไปไหมกับสโลแกน “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” ของไทย (และกัมพูชา) สถาบันหลักที่ห้ามแตะแต่มีสัมผัสให้จำขึ้นใจ ของเขาสัมผัสอักษร ของเราสัมผัสสระ
ฟะห์มี เรซา เล่าเรื่อง 3R ให้ฉันฟังที่โต๊ะอาหารมื้อค่ำแถวท่าพระจันทร์ พวกเราไปเข้าเวิร์กช็อปด้วยกันที่กรุงเทพฯเมื่อเดือนเมษา 2567 กับเพื่อนผู้ผลักดันประชาธิปไตยหลายเชื้อชาติในอาเซียน รวมกันสิบกว่าคน ส่วนใหญ่มาจากฟิลิปปินส์ไม่ก็มาเลเซีย ฉันเป็นคนไทยคนเดียวที่โต๊ะนั้น เลยได้สนุกกับการสวมบทบาทเป็นผู้ให้ข้อมูลที่แพร่งพรายเรื่องไม่ดีของประเทศตัวเองให้เขาฟัง ฟะห์มี เรซา รู้เรื่องกษัตริย์นิยมของไทยแล้วจากที่ฉันพรีเซ้นไป ถ้าไม่ได้รู้อยู่แล้วจากข่าวสารบ้านเมือง แต่เขาสงสัยว่ามีสถาบันอื่นไหมในสังคมไทยที่ห้ามวิจารณ์
ไล่คิดถึงสถาบันต่างๆที่เกี่ยวกับชาติและศาสนา ตั้งแต่ทหาร ตำรวจ พระสงฆ์องคเจ้า (ลืมนึกถึงพวกเจ้าของธุรกิจที่ชอบฟ้องหมิ่นคนวิจารณ์ เป็นสถาบันอีกประเภทที่ห้ามแตะ) แล้วฉันก็ตอบไปว่าถึงจะมีคนที่โดนไล่ล่าหนักๆเพราะวิจารณ์ทหารหรือตำรวจ แต่ระดับความรุนแรงก็เทียบกันไม่ได้เท่าไหร่ และถึงจะเอาพระพุทธรูปไปเล่นไม่ได้ ก็มีพระมากมายที่เล่นยาหรือเล่นแอ๊พเกย์ มันก็เลยวิจารณ์ได้เต็มที่
ทอดสายตาข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไปยังโรงพยาบาลศิริราชแล้วภาพในความจำก็ผุดขึ้นมา ลานข้างในตึกนั้น มีรูปในหลวงรัชกาลที่ 9 กับในหลวงรัชกาลที่ 10 ขนาดยักษ์แขวนอยู่คู่กัน (แต่ของลูกชายวางเหลื่อมลงมาเล็กน้อยพอให้สังเกต) ฉันหันไปบอกฟะห์มี เรซา ถึงแม้ว่าจะมีเฉพาะสถาบันกษัตริย์ที่แตะต้องไม่ได้จริงๆ ปัญหาก็คือสถาบันกษัตริย์แทรกตัวอยู่ในอะไรต่อมิอะไรมากมาย ตัวอย่างเช่นวัคซีนโควิด บริษัทยาบริษัทหนึ่งมีกษัตริย์เป็นเจ้าของ แล้วรัฐบาลก็ตัดสินใจให้บริษัทนี้เป็นผู้ผลิตโดสยาส่วนใหญ่ที่ประเทศต้องการ อย่างนี้แล้วคุณจะวิจารณ์นโยบายรัฐบาลเรื่องการบริหารจัดการวัคซีนโควิดได้ไหม
คุยกันไปได้อีกสักพัก ฉันหันไปสบตากับมิตรสหายชาวมาเลเซียรอบโต๊ะ แล้วแชร์ด้วยความกระหยิ่มใจว่ากฎหมายสมรสเพศเดียวกันที่เพิ่งผ่านรัฐสภาไทยไปนั้นได้รับการสนับสนุนโดยพวกอนุรักษนิยมทางการเมืองด้วยนะ ช่างเป็นคนละโลกกับมาเลเซีย ที่มิตรสหายเล่าให้ฟังหลังจากนั้นว่าเจ้าหน้าที่รัฐเพิ่งไปไล่บุกยึดนาฬิกาจากร้าน Swatch เพียงเพราะมีดีไซน์สีรุ้งที่ได้แรงบันดาลใจจากธงไพรด์
สำนึกความเป็นชาติที่เหนือกว่าของฉันมีอันต้องสะดุดในวันถัดมา มิตรสหายมีคำถามตามมาอีกจากที่ฉันได้พรีเซ้นไปเรื่องการแตกคอกันระหว่างฝ่ายแดงและฝ่ายส้มหลังการเลือกตั้งปี 2566 คำถามมีอยู่ว่าทำไมพรรคที่ชนะการเลือกตั้งถึงกลายเป็นฝ่ายค้านไปได้ล่ะ ฉันให้คำตอบแบบคณิตศาสตร์ไปว่ารวมเสียงได้ไม่พอ แล้วต่อมาพรรคอันดับสองจับมือรวมกันกับหลายพรรคที่อยู่ทางขวาได้ถึง แต่เธอดูไม่พอใจในคำตอบนั้น “But why?” เธอพยายามถามอีก ฉันไม่ทันฉุกคิดว่าเราพูดถึงเหตุผลคนละระดับกัน จึงละเลยไม่ลงลึกกว่านั้น ยังจำหน้าเธอได้ คิ้วที่ขมวดและริมฝีปากที่เหยียดเม้มนั้นน่าจะต้องมีที่มาจากประวัติศาสตร์ชาติของเธอแน่ ที่ตั้งประเทศชื่อมาเลเซียขึ้นมาพร้อมการออกแบบสมการเสียงข้างมาก เตะคนออกและกวาดคนเข้าในนามของ “สมดุลทางเชื้อชาติ”—คำที่ใช้กลบเกลื่อนความจริงแบบเดียวกับคำว่า “ความเป็นไทย” ในประเทศฉันเป๊ะเลยนี่นา ในเมื่อผู้มีอำนาจไทยชอบใช้คำนี้ทั้งๆที่จริงหมายถึงรอยัลลิสต์เป็นใหญ่ ใบหน้านั้นของมิตรสหายคล้ายจะทวงถามว่า ประชาชนชาตินี้ไม่มีวันจะได้อะไรที่ดีกว่าการประนีประนอมที่ถูกขีดเส้นไว้แล้วเลยเหรอ? ฉันเพิ่งคิดได้ตอนนี้เองว่าคำตอบง่ายๆของฉันคงฟังดู “กลวง” พอๆกับคำตอบง่ายๆว่า “Thailand is the land of compromise” ของในหลวงรัชกาลที่ 10 ท่ามกลางการประท้วงสถาบันกษัตริย์ปี 2563
เพราะว่าการสมรสของคนเพศเดียวกันไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อลัทธิรอยัลลิสต์เป็นใหญ่ กฎหมายนั้นจึงผ่านสภาได้ทั้งซ้ายขวา ซึ่งอาจไม่ใช่แค่ให้ผ่านได้ แต่ให้ผ่านด้วยก็เป็นได้: หนึ่งสัปดาห์หลังกฎหมายขึ้นราชกิจจานุเบกษา ในหลวงได้พระราชทานช่อดอกไม้และของขวัญให้แก่ข้าราชการชายในพระองค์ที่จดทะเบียนสมรสกับแฟนหนุ่ม ฉันไม่ได้กำลังชี้ว่าใครมีเจตนาซ่อนเร้นนะ เพียงแต่เพิ่งคิดเชื่อมโยงได้เดี๋ยวนี้เองว่าการผ่านกฎหมายสมรสคนเพศเดียวกันมันเป็นประโยชน์ต่อการค้ำจุนความเป็นไทย
ความคิดน่าขันประการหนึ่งในหมู่คนไทยเชื้อสายจีนรุ่นใหม่ๆสมัยนี้คือคิดเสียดายที่ต้นตระกูลพวกเราไม่ขึ้นจากเรือก่อนถึงสยาม ส่วนหนึ่งคืออิจฉาความเจริญของประเทศเพื่อนบ้านทางใต้ ก็เลยฝันเล่นๆถึงการไม่ต้องมาติดอยู่กับดิสโทเปียรอยัลลิสต์-บูชาทหาร-ถลุงทรัพยากรของเรา ทำไมนะทำไม อากงอาม่าถึงไม่เลือกไปสิงคโปร์หรือมาเลเซียแทน?
เอาจริงๆก็เป็นความคิดที่น่าเสียวสันหลังเมื่อคำนึงถึงการนองเลือดจลาจลต่อต้านคนจีนที่นั่นในปี 2507 และปี 2512 แต่มันก็ไม่ได้ต่างกันซักเท่าไหร่นี่กับภาพของประเทศไทยในสายตาคนมาเลเซียที่ไปเที่ยวหาดใหญ่ช่วงสุดสัปดาห์ หรือเกย์จากนานาประเทศในเอเชียที่ไปกรุงเทพเพื่อปลดปล่อยตัวเอง มันคือแฟนตาซีของชีวิตอีกแบบในอีกที่หนึ่งที่กฎระเบียบของการอยู่ในสังคมไม่เคร่งเท่า
เราอยากได้สิ่งที่ชาตินี้ไม่มีวันได้ แต่ก็ด้วยการเปรียบเทียบแบบผิวๆกับเพื่อนบ้านนี่แหละ ที่ทำให้เราได้คิดว่าชีวิตแบบไหนที่เราควรมีสิทธิ์ได้ใช้ และได้คิดต่อไปอีกว่าสถานการณ์บ้านเมืองแบบไหนที่จะเปิดทางให้เราไปถึงชีวิตแบบนั้นได้
หลังฟังฉันเล่าแผนการรวบรวมงานเขียนเกี่ยวกับคนนอกในคาบสมุทรที่เรียกกันว่ามลายู ฟะห์มี เรซา แนะนำให้ฉันรู้จักคำว่า “เปินดาตัง” (pendatang) ความหมายตามตัวคือ “ผู้มาเยือน” หรือ “คนแปลกหน้า” สามารถใช้เรียกคนต่างชาติหรือคนพลัดถิ่นทั่วๆไป แต่ในขณะเดียวกันก็กลายร่างเป็นคำที่ใช้เหยียดหยามคนมาเลเซียเชื้อสายจีนหรืออินเดียโดยเฉพาะ การที่ความหมายอย่างหลังนี้แสลงหูขึ้นมาได้ แสดงว่าสังคมถูกครอบงำไปแล้วโดยขั้วตรงข้ามระหว่างคนโล้สำเภามาทางทะเลกับคนที่เกิดโตมากับพื้นดิน ระบบความคิดที่ตีตราประชาชนบางกลุ่มบางพวกเป็นคนต่างด้าวชั่วลูกชั่วหลานเพื่อขับเน้นฐานะคนในของประชาชนกลุ่มอื่นพวกอื่น
ใช้ชีวิตภายใต้โลกทัศน์มีเขาไม่มีเราเช่นนี้นานเข้า ความรู้สึกว่าตัวเป็นคนนอกก็ลงเอยเกิดกับคนส่วนใหญ่ในสังคม โพลสำรวจเรื่องการถูกเลือกปฏิบัติของคนมาเลเซียกลุ่มตัวอย่าง 3,238 คนจากหลากเชื้อชาติศาสนาเพศวัยและภูมิภาคเมื่อปี 2566 โดยองค์กร Architects of Diversity พบว่า “คนมาเลเซียส่วนใหญ่ (64%) รายงานว่าตัวเองถูกเลือกปฏิบัติรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งในระยะเวลา 12 เดือนที่ผ่านมา” และพบอีกว่า “ในบรรดากลุ่มศาสนาหลักๆ – อิสลาม คริสต์ พุทธ และฮินดู – แต่ละกลุ่มต่างก็รู้สึกว่าผู้นับถือศาสนาเดียวกับตนเองถูกเลือกปฏิบัติมากที่สุดในสังคม” ผลโพลได้รับความสนใจจนไปปรากฏเป็นพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์หลายสิบหัวทั้งในภาษามลายู ภาษาจีน ภาษาทมิฬ และภาษาอังกฤษ
(ว่ากันตามข้อเท็จจริง กลุ่มศาสนาที่เป็นคนนอกที่สุดคงต้องยกให้ผู้นับถือศาสนาผี ในเมื่อผู้ตอบรับโพลส่วนใหญ่ “ไม่ทราบว่ามีหรือไม่มีการเลือกปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับ animists หรือคติความเชื่อของชนพื้นเมืองมากมายหลายกลุ่ม โดย 44% เลือกคำตอบ ‘don’t know’ ”)
ขั้วตรงข้ามคนนอก/คนในลดทอนทุกคน การได้เป็นมลายูมุสลิมทันทีในประเทศมาเลเซีย (ใช้สำนวนภาษาตาม ซิกรี ระห์หม่าน ในเรียงความเปิดธีม) มาพร้อมกับความท้าทายในแบบของมันเอง ใครได้เกิดเป็นคนในแล้วจะไม่สามารถออกจากศาสนาอิสลามได้ตามกฎหมาย ศาลสูงสุดของมาเลเซียพิพากษาไว้ และถ้าริจะเป็นแอคติวิสต์แล้วละก็ คนก็จะคิดล่วงหน้าไปแล้วว่าคนนี้คงไม่ถนัดภาษาอังกฤษแน่เลย ฟะห์มี เรซา เองก็ป่วนความคิดเหมารวมคนมาเลเซียเชื้อสายมลายูนี้ด้วยการพูดภาษาอังกฤษแทนภาษามลายูบ้างบางทีในพื้นที่ของแอคติวิสต์ให้คนหน้าแตกเล่น
การต้องหาทางเลียบเลาะลัดขั้วตรงข้ามที่นอกจากครอบงำสังคมกระแสหลักยังแผ่อิทธิพลมาปกคลุมกลุ่มแอคติวิสต์ที่ต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมด้วย อาจช่วยอำนวยให้เจอช่องทางใหม่ มุมใหม่ ตลาดใหม่เข้าในที่สุด ความสำเร็จที่น่าทึ่งที่สุดสำหรับฉันของฟะห์มี เรซา ไม่ใช่ศิลปะการเสียดสีอย่างมีชั้นเชิง แต่เป็นการผันตัวเป็นครูอย่างตั้งใจจริง อาศัยชื่อกระฉ่อนและทักษะการออกแบบที่ตัวเองมี เขาทำโครงการ Kelas Demokrasi (แปลได้ว่า “Democracy Class” หรือ “วิชาประชาธิปไตย”) ที่ให้การศึกษาทางการเมืองแบบไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด กลุ่มเป้าหมายคือเยาวชนและผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกที่เล่นติ๊กต่อกและอินสตาแกรม การศึกษามาในรูปวิดีโอสั้นนาทีเดียวถึงระบบการปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐ และสหพันธรัฐ และการเลือกตั้งผู้แทนทั้งสามระดับ ปรากฏว่าจุดติด นักศึกษามหาลัยทั่วประเทศเริ่มเชิญเขาไปสอนวิชาประชาธิปไตยถึงที่ และปรากฏว่าทั้งแปดหรือเก้ามหาลัยที่เขาได้รับเชิญไปนั้นออกคำสั่งแบนเขาถ้วนหน้า มีบางที่เขาไปถึงแล้วถูกบอกให้ออกจากตึกเรียน เขาก็ออกไปบรรยายข้างทางหรือไลฟ์เอาแทน มีคนเข้าฟังอย่างถล่มทลายชนิดที่นักรณรงค์ภาคประชาสังคมเห็นแล้วต้องอาย หรือไม่ก็กราบ ต่อมาเมื่อติ๊กต่อกตัดไลฟ์และแบนแอคเขาทิ้ง เขาก็เปิดแอคใหม่ไลฟ์ต่อ ณ ปัจจุบันนี้เขาได้จัดอบรมเยาวชนหลายสิบคนให้เป็นครูสอนวิชาประชาธิปไตยอย่างเขาได้ด้วย (“ไม่ได้ทำเป็นแบรนด์นะ” ฟะห์มี เรซา ออกตัวตอนพรีเซ้น “ไม่มีบังคับว่าต้องใช้รูปที่ผมวาด”)

ระหว่างที่เขียนเรียงความเรื่องนี้ ฉันไปค้นชื่อดูข่าวคราวของฟะห์มี เรซา ปรากฏว่าเขาโดนจับอีกแล้วเมื่อเดือนธันวา 2567 ข้อหาดูหมิ่นว่าที่ผู้ว่าการรัฐซาบาห์ด้วยการวาดรูปล้อเลียน เออเนาะ ฟะห์มี เรซายังก่อวีรกรรมตามประสาฟะห์มี เรซา ส่วนมาเลเซียก็ยังก่อวีรกรรมตามประสามาเลเซียต่อไป
“Outsider is a good place to be” ครูคนหนึ่งเคยบอกฉันเมื่อนานมาแล้วสมัยฉันอายุ 18 ไม่ก็ 19 ตอนที่ได้ฟังก็รู้สึกว่าจริง แต่เมื่อมองย้อนกลับไปถึงคิดได้ว่าตอนนั้นฉันไม่ได้เข้าใจจริงนี่หว่า เพราะชีวิตวัย 20 กว่าๆของฉันดันหมดเปลืองไปกับการพยายามหากลุ่มก้อนแอคติวิสต์ที่ตัวเองจะ belong หรือแน่นแฟ้นเป็นส่วนหนึ่ง สำคัญผิดว่าความรู้สึกเป็นเสี่ยวสหายกันนอกสังคมกระแสหลักนั้นคือสิ่งประเสริฐสุดของการเป็นคนนอก ฉันสำเหนียกแล้วว่ามันเป็นเหมือนการคาดหวังให้เพื่อนร่วมงานมาเป็นเพื่อนซี้ของเรา ระหว่างที่เขียนเรียงความเรื่องนี้ คำพูดนั้นของมิสโอดอนเนิลครูสอนวิชา Existentialism ก็ผุดขึ้นมา จำไม่ได้ว่าฉันพูดอะไรให้ครูตอบอย่างนั้นออกมา เป็นไปได้ว่าฉันระบายให้ครูฟังว่ารู้สึกเป็นคนนอกที่โรงเรียนประจำของเรา (ฉันไม่ทันคิดว่าครูก็รู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน ไปค้นชื่อดูข่าวคราวปัจจุบันของครูแล้วฉันพบว่าครูได้ลาออกและยื่นฟ้องคดีกับโรงเรียนข้อหากลั่นแกล้งและเลือกปฏิบัติทางเพศสถานะ จากการส่งเสียงเรื่องการคุกคามทางเพศและการช่วยปกป้องนักเรียนหญิงของครู)
มิสโอดอนเนิลบอกว่าคนนอกคือ ที่ ไม่ใช่ สิ่ง ที่ดี การคิดภาพคนนอกเป็นสถานที่ช่วยปลดล็อกความคิด ว่าคนนอกไม่ใช่ตัวตนทางสังคมที่ติดตัวเรามาหรือที่เราเสาะหามาได้ แต่เป็นจุดยุทธศาสตร์ข้างนอกขั้วตรงข้ามนั้นที่เจอเข้า เป็นมุมใหม่ที่ใช้สอยได้พอดี อายุ 33 วันนี้ รู้สึกว่าคำพูดของครูมันจริงเข้าไปถึงกระดูกเลย แล้วยังมีหลักฐานให้เห็นจากบรรดาคนนอกของขั้วตรงข้ามคนนอก/คนในที่ฉันมีโอกาสได้ซึมซับและถ่ายทอดผลงานของพวกเขาออกมาในสนามราษฎรฉบับนี้ด้วย การเป็นคนนอกมันเป็นที่ที่ดีจริงๆ
One thought on “เดิงกีเก๋อ | อิจฉาเร๋อ”