มุมมองจากคนหมดไฟ ประท้วงยังไงให้ยั่งยืน?

เจเรมี ลิม และ ซิกรี ระห์หม่าน สัมภาษณ์
เผยแพร่ครั้งแรกทาง Pusat Sejarah Rakyat เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2566
พีระ ส่องคืนอธรรม แปล

เอเดรียน ไบเยอร์ วาด

[To read “Care for Communities and Each Other in the Midst of Protests: An Interview with Sarah Irdina” in the original English and Malay, click here]

หนังสือทำมือชื่อ Malaysia Baru Tahu: Voices from Finalists of the Malaysia National Poetry Slam 2018 รวมผลงานอันน่าทึ่งของกวีมาเลเซียสิบสองคนที่เข้ารอบสุดท้ายของการประชันกวีนิพนธ์ภายใต้หัวข้อ “มาเลเซียบารู” หรือมาเลเซียใหม่ ซึ่งเป็นสโลแกนที่กำลังเป็นกระแสในปีนั้น (พ.ศ. 2561) หลังการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่แกนนำจัดตั้งรัฐบาลสอบตกเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ได้เอกราชเมื่อปี 2500 บทกวี “if i could (i would, i would, i would)” ของซู เม น่าจะโดนใจผู้อ่านชาวไทยหลายๆคน บทกวีนี้ใช้บุคลาธิษฐาน ขึ้นต้นแต่ละบทด้วยการให้ “มาเลเซียใหม่” เดินเข้าไปในบาร์ที่ฉายภาพสังคมสักด้านหนึ่งของมาเลเซีย แล้วกลับต้องลงเลยด้วยสถานการณ์น่าอึดอัด ความขัดแย้ง ไม่ก็ความวินาศอยู่ร่ำไป จนท้ายที่สุดในบทที่หก มาเลเซียใหม่ไม่เดินเข้าบาร์แล้ว แต่ยืนอยู่ข้างนอกเพื่อมองเข้าไปข้างในแทน สิ่งที่เห็นคราวนี้เป็นสโลแกนสวยหรูเรื่องการปฏิรูปและความก้าวหน้าที่ไม่ตรงปก

มาเลเซียบารูคิดว่ามันตลกดีนะ
ที่ทุกคนอยากให้เธอเข้าไปในบาร์เหลือเกิน
แต่ไม่เห็นมีใครเต็มใจจะลงแรงทำสิ่งที่ต้องทำ
เพื่อให้เธอได้อยู่ยาว

[malaysia baru thinks that it’s funny, you know
that everyone wants her in the bar so bad
but no one is actually willing to do the work
to get her to stay.]

ความใหม่ถูกยกให้เป็นของขลัง แต่ในขณะเดียวกันความใหม่ก็ถูกขับออกจากระบบ ถ้าไม่ใช่ระบบที่เป็นผู้ขับออก ก็เป็นความตระหนักในตัวบุคคลเองว่าไม่มีที่สำหรับความใหม่ จึงต้องขับออกจากข้างในตัวเองซะถ้ายังคิดจะอยู่ยาว ถ้าอย่างนั้นแล้ว สิ่งที่ต้องทำคืออะไร ความใหม่ถึงจะอยู่ได้และคงความใหม่ไปยาวๆ

ถ้าเราเข้าใจตรงกันว่าความใหม่หมายถึงสภาวะการเมืองที่นับหัวคนที่เคยถูกนับออกและสามารถทำให้คนที่เคยลอยนวลพ้นผิดได้รับผิดแล้ว บทสัมภาษณ์ต่อไปนี้ก็พอจะมีคำตอบ สนามราษฎรคัดมาจากโครงการ DEMO: An Oral History of Protest in Malaysia, 2007-2022 ที่ออกไปสัมภาษณ์คนที่มีบทบาทในการประท้วงหลายสิบคนจากหลายสิบขบวนการร่วมสมัยที่กำลังกลายเป็นอดีตของมาเลเซีย วัตถุประสงค์ของโครงการ DEMO พุ่งเป้าไปยังเยาวชน “ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เพิ่งได้รับการปลดปล่อย” หลังปี 2562 ที่กฎหมายลดอายุขั้นต่ำของผู้มีสิทธิเลือกตั้งจาก 21 ปี เป็น 18 ปี ผ่านรัฐสภามาเลเซียสำเร็จ

ประชาธิปไตยที่เปราะบางของมาเลเซียต้องเผชิญกับความท้าทายนานัปการ ในจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เพิ่งได้รับการปลดปล่อย 6 ล้านคน [จากประชากร 34 ล้านคน] … มีกลุ่มใหญ่ที่ไม่มีความทรงจำร่วมเกี่ยวกับการประท้วงเพื่อประชาธิปไตยในอดีตและไม่เคยมีประสบการณ์ร่วมในขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมระดับมวลชน เมื่อไม่มีช่องทางมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตยที่จะให้การศึกษาและให้พลังกับพวกเขา พวกเขาก็ถูกทิ้งให้จมอยู่กับคอนเทนต์ของความเกลียดชังทางศาสนาและชาติพันธุ์ในสื่อสังคมที่อาจเป็นเชื้อให้ประชาธิปไตยถอยหลังและการเมืองแตกขั้ว ดังที่ได้เห็นแล้วจากผลการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 15 [ในปี 2565] โครงการ DEMO แทรกตัวขึ้นมาในสภาวะการณ์นี้เพื่อที่จะจุดประกายค่านิยมประชาธิปไตยขึ้นใหม่ ด้วยการบันทึกและรับรู้สึกร่วมกับประสบการณ์จริงของนักเคลื่อนไหวและผู้เข้าร่วมประท้วงในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา — อันเป็นช่วงเวลาสำคัญของการตื่นตัวทางการเมืองในประวัติศาสตร์ส่วนบุคคลและประวัติศาสตร์ชาติ

หลังปี 2563 “ปีแห่งการแทงข้างหลังทางการเมือง ล็อกดาวน์ เศรษฐกิจขาลง และมวลชนล้มตาย” ดังที่อานัส นอร์อะซิม พรรณนาไว้อย่างกระชับในเรียงความชื่อ “The New Cannot Be Born” ปี 2564 ก็ได้นำมาซึ่งการประท้วงทั้งทางออนไลน์และบนท้องถนน ที่ขึ้นเป็นกระแสสูงแล้วก็ซบเซาลงไปในปีเดียวกัน การระดมพลครั้งใหญ่ที่สุดในยุคโรคระบาดนี้คือการประท้วง #Lawan ที่เป็นแฮชแท็กเรียกรวมกิจกรรมจากเดือนมีนาคมถึงเดือนสิงหาคม ที่จัดโดยเลขาธิการปึกแผ่นราษฎร (Sekretariat Solidariti Rakyat) ซึ่งเป็นการรวมตัวกันอย่างหลวมๆของนักเคลื่อนไหว กลุ่มเยาวชน และเอ็นจีโอ

ซาระห์ อีร์ดีนา คือนักกิจกรรมอายุน้อยสุดในกลุ่มด้วยวัยยี่สิบในขณะนั้น ซาระห์มีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมาในเดือนกรกฎาคม 2564 เมื่อเธอถูกจับ ถูกบุกค้นห้องพัก และครอบครัวถูกตำรวจคุกคาม หลังได้รับการปล่อยตัวซาระห์เขียนบันทึกการถูกควบคุมตัวที่เป็นกระแสไวรัล บันทึกนั้นมุ่งเปิดโปงการใช้อำนาจโดยมิชอบและโหมความโกรธของมวลชนขึ้นไปอีก อย่างไรก็ดี บทสัมภาษณ์ปี 2566 ที่คัดมานี้แตกต่างออกไปตรงที่ซาระห์เล่าเรื่องชีวิตในสนามการเมืองของตัวเองจากอารมณ์ของคนหมดไฟ ประหนึ่งว่าเป็นอีกหนึ่งมาเลเซียใหม่ที่ยืนมองเข้าไปข้างในบาร์

แน่นอนว่าใหม่ไม่ได้หมายถึงอายุน้อย การมัวแต่ส่องไฟไปที่เยาวชนในฐานะตัวแทนความใหม่อาจเป็นความมัวเมาที่แม้กระทั่งเยาวชนยังดูออก ดังที่ซาระห์ อีร์ดีนา สังเกตว่า

คนพูดกันว่า “มีแต่เยาวชนที่โกรธ” ฉันคิดว่ามันเป็นข้อสังเกตแบบอยู่ในกะลาของกลุ่มตัวเองมาก (echo-chambery) ฉันไม่เห็นด้วย ที่ว่ามีแต่เยาวชนที่เป็นผู้เห็นต่าง มันไม่จริงซะหน่อย ฉันคิดว่ามันมีการส่องไฟไปที่เยาวชนมากเกินไปต่างหาก แต่ไฟก็ส่องไปที่เยาวชนตลอดอยู่แล้วใช่มะ เยาวชนเป็นเรื่องใหญ่มากจริงๆ แต่การจัดตั้งประเภทที่เล่ามานี้ไม่ค่อยเป็นกระแสเพราะมันไม่ตรงเทรนด์ มันไม่อลังการ มันไม่ได้มีแฮชแท็กติดไม้ติดมือกลับบ้าน เข้าใจใช่มะ

กลุ่มคนที่เป็นแรงบันดาลใจสำคัญของซาระห์กลับไม่ใช่เยาวชน แต่เป็นนักเคลื่อนไหวสายสังคมนิยมและผู้มีรายได้น้อยจากเขตภูเขา การได้ไปฝึกงานกับพรรคสังคมนิยมมาเลเซีย (Parti Sosialis Malaysia) เมื่อปี 2563 ทำให้เธอได้เห็นตัวอย่างของวิธีการประท้วงที่ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความโกรธ แต่หล่อเลี้ยงด้วยการดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกันในชุมชน เชื้อเพลิงทางเลือกนี้เป็นของจำเป็นทีเดียว เพราะไอเสียของความโกรธมีความเอือมเจือปนมากเกินไป

จุดเด่นของบทสัมภาษณ์นี้อยู่ที่พลวัตระหว่างประวัติส่วนบุคคลกับการวิเคราะห์เชิงโครงสร้าง พลวัตนี้เป็นตัวอย่างอันดีสำหรับพวกเราผู้สนใจจะบันทึกความรู้สึกสามัญชน บทสัมภาษณ์โครงการ DEMO แทบทุกชิ้นตัดออกมาค่อนข้างยาว ราวกับว่าคณะผู้จัดทำไม่ต้องการจะตัดเนื้อหาใดๆออกไปเพื่อความสะดวกของผู้อ่าน แต่ก็ด้วยการให้พื้นที่เหลือเฟือกับการปูเรื่องของแต่ละคนนี่แหละ ที่ทำให้ผู้อ่านได้รู้สึกเชื่อมโยงกับผู้ให้สัมภาษณ์ว่าเขาก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่ลงเอยได้ทำอะไรที่ไม่ธรรมดา ในขณะเดียวกัน คำถามของทีมงานผู้สัมภาษณ์ที่ชอบวนเข้าเรื่องพลวัตภายในกลุ่มนักกิจกรรม ก็ช่วยให้ผู้ถูกสัมภาษณ์ได้เชื่อมโยงเรื่องส่วนบุคคลเข้ากับเรื่องการเมืองมากขึ้น ซึ่งเรื่องเล่าประสบการณ์ชีวิตผนวกกับการมองย้อนกลับไปทำความเข้าใจมันนี้ ก็ช่วยอีกต่อหนึ่งให้ผู้อ่านนึกภาพออกว่าภูมิทัศน์ทางการเมืองของเขาเป็นอย่างไร ถึงแม้จะมีชื่อคนและแคมเปญสารพัดที่ผู้อ่านไม่คุ้นเคยเพราะเป็นคนอีกรุ่นหนึ่งหรือเป็นคนอีกชาติหนึ่ง แต่แก่นทางอารมณ์และความคิดของเรื่องเล่าก็ทะลุพรมแดน


Sarah Irdina: Care for Communities and Each Other in the Midst of Protests
ซาระห์ อีร์ดีนา: ดูแลชุมชน ดูแลกันและกันในท่ามกลางม็อบ

ซาระห์ อีรดีนา เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง MISI Solidariti กลุ่มเยาวชนนำที่มุ่งเพิ่มพลังให้สังคมด้วยปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า (direct action) ตอนซาระห์เป็นนักศึกษาวัยยี่สิบ เธอช่วยจัดม็อบ #Lawan จนถูกควบคุมตัวหนึ่งคืนและถูกบุกค้นถึงบ้านในเดือนกรกฎาคม 2564

ช่วยแนะนำตัวและภูมิหลังให้พวกเราฟังสักเล็กน้อย

ฉันชื่อซาระห์ ปีนี้อายุ 22 กำลังเรียนอยู่ที่ม.น็อตติงแฮมมาเลเซีย ฉันเป็นลูกคนโต มีน้องสองคน ฉันโตที่สุไหงบุเลาะห์ รัฐเซลังงอร์ เรียนชั้นประถมที่ SK Merbau Sempak โรงเรียนรัฐที่นั่น แม่ฉันเป็นครูสอนภาษาอังกฤษที่นั่น ฉันเรียนไฮสคูลที่ SMK Saujana Utama หลังจากนั้นก็ไปเรียนปูพื้นฐาน (foundation) ตอนนี้กำลังเรียนป.ตรี

ตอนเป็นวัยรุ่นสนการเมืองไหม ได้สัมผัสเรื่องการเมืองหรือการทำกิจกรรมยังไงบ้าง

ตั้งแต่ก่อนเข้ามหาลัย ฉันก็ แบบ อยากมีส่วนร่วมมาตลอด ช่วงวัยรุ่นฉันมีความโกรธเยอะมาก ตอนอายุ 18 ฉันไปเป็นอาสาสมัครที่องค์การสตรีสงเคราะห์ (Women’s Aid Organisation) ช่วยเหลือชุมชนชายขอบ สอนภาษา รณรงค์รับบริจาค ล่ารายชื่อท้ายคำร้อง อะไรต่อมิอะไรทำนองนั้น ฉันไม่ได้รู้อะไรจริงจัง คิดว่าก็คงมีที่ทำได้แค่นั้นแหละ แต่แล้วก็ได้มารู้จักเพื่อนๆอย่างวิกเตอร์ (Viktor Emil Malek Chew) ที่อยากจัดงานไพรด์

ฉันเป็นเพื่อนสนิทคนหนึ่งของเขาตอนนั้น พวกเราก็เลยพร้อมใจกันลงมือ ตอนนั้นฉันไม่ได้รู้หรอกว่ากำลังทำอะไรลงไป ตรงๆ คือแค่ตกลงว่า “อ้อ เราจะจัดอีเว้นกันเหรอ? โอเค เรามาจัดอีเว้นกัน” เราก็เลยจัดอีเว้นชื่อว่า “วาเลนไทน์สำหรับทุกคน” เตรียมงานเสร็จในเวลาสองสัปดาห์ คนเข้าร่วมเต็มห้อง นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของ MISI Solidariti (MS) ฉันเป็นตัวหลักเรื่องลอจิสติกส์ แล้วก็รับหน้าที่ทำหนังสือทำมือที่เปิดให้ผู้เข้าร่วมได้แสดงความในใจออกมาเป็นตัวหนังสือ สถานที่จัดงานเป็นเวิร์กสเปซที่เปิดให้เช่าจัดอีเว้นได้ เจ้าของสถานที่เปิดกว้างกับเควียร์ เราเลยมั่นใจว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัย อีเว้นนี้เป็นครั้งแรกที่ฉันได้รู้จักมัด (Mohammad Alshatri) ที่มาพูดเรื่องสิทธิเกี่ยวกับตำรวจ รวมถึงนักกิจกรรมคนอื่นๆ

ช่วงนี้คือก่อนโรคระบาดนิดเดียว MISI เริ่มเป็นองค์กรขึ้นมาจริงๆช่วงโรคระบาด อาศัยเกาะกลุ่มกันกับเพื่อนๆนี่แหละ แล้วฉันก็จับพลัดจับผลูได้เป็นพิธีกรงานเดินขบวนสตรี มาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยมาก ทำนองว่ามีคนเข้ามาทัก “เอ้อ ซาระห์ เธออยากเป็นพิธีกรมั้ย” ฉันก็ “เอ่อ ก็ได้” โอกาสพวกนี้ผ่านเข้ามา ฉันก็แค่คว้าไว้ ทั้งหมดทั้งมวลนี้คือช่วงต้นปี 2020 (พ.ศ. 2563) ตอนนั้นฉันอายุ 19

ซาระห์ร่วมกับพรรคสังคมนิยมมาเลเซียและกลุ่มเอ็นจีโอ ชูป้ายหน้ารัฐสภาต่อต้านระบบสัญญาจ้างคนทำงานการแพทย์ด่านหน้า

เดือนกันยา 2020 ฉันเข้าฝึกงานกับพรรคสังคมนิยมมาเลเซีย (Parti Sosialis Malaysia) สองเดือนสุดท้ายของปี 2020 คือช่วงที่ MS ได้เริ่มจริงๆ เราเริ่มทำเรื่องการใช้กำลังเกินกว่าเหตุโดยตำรวจ (police brutality) รณรงค์ให้ IPCMC (คณะกรรมาธิการอิสระร้องเรียนตำรวจผิดวินัย – Independent Police Complaints of Misconduct Commission) เป็นกิจกรรมแรกของพวกเราหลังรวมตัวกันสำเร็จและเริ่มมีคนมาเข้าร่วม ในเวลานั้นเรามีกันอยู่แค่ห้าคนที่ทำอินโฟกราฟิกนั่นนี่ พยายามประสานงานและส่งเสียงออกไปให้มากเท่าที่จะทำได้ ส่วนแคมเปญ Save Pos Lanai (ชุมชนชาวเซไมโอรังอัสลีที่ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่แลนทาไนด์ —ผู้แปล) เราระดมเงินได้ 36,000 ริงกิตในเวลาสองวันครึ่ง เราเดินทางไป Pos Lanai กับพรรค เพราะทางพรรคกำลังช่วยพวกเขาต่อสู้คดี พวกเราเข้าไปคลุกคลีแบบเต็มที่กับชุมชน เก็บข้อมูลทุกอย่าง ถ่ายทำวิดีโอ ตามสัมภาษณ์ ทำทุกอย่างที่ทำได้ เราไปที่นั่นสองสามวันแล้วก็กลับไปอีก หลังจากนั้นก็รณรงค์ต่อโดยประสานกับพรรค ปัจจุบันนี้คดีที่ฟ้องรัฐบาลระดับรัฐก็ยังอยู่ในศาล ปี 2021 (พ.ศ. 2564) เป็นปีสำคัญ มีแคมเปญของเครือข่ายคนงานสัญญาจ้างของรัฐ (Jaringan Pekerja Kontrak Kerajaan – JPKK) แล้วก็แคมเปญ “คนพลัดถิ่นก็เป็นมนุษย์” (Migran Juga Manusia) ที่พวกเราทำการแสดงสดด้วยการเอารองเท้ามาวางเรียงกันร่วมกับองค์กรอื่นๆ

ถ้าพูดถึงการชุมนุมประท้วงโดยเฉพาะ คุณมีประสบการณ์ไปม็อบครั้งแรกตอนไหน ตอนที่ถูกชวนไปเป็นพิธีกรงานเดินขบวนสตรีหรือเปล่า

ไม่ค่ะ ก่อนนั้นก็เคยไปม็อบ ได้ไปเดินขบวนสตรีปีก่อนหน้านั้นหลังจากอ่านเจอในเน็ต แล้วก็ได้ไปชุมนุมเรื่องสิ่งแวดล้อมด้วย แต่ที่ได้เป็นพิธีกรครั้งแรกก็คือปีถัดมานั่นแหละ ตอนแรกประสาทจะกินเพราะไม่เคยเป็นพิธีกรเดินขบวนแต่เขาก็บรีฟให้ฟังว่าต้องทำอะไร ควบคุมฝูงชนยังไง และอื่นๆ ก็เลยค่อนข้างราบรื่น พอจังหวะมันลงตัวก็โอเคเลย มันแค่จะประสาทมากหน่อยตอนเตรียมตัว

ถัดจากนั้นทำม็อบเรื่องอะไร

เราจัดงานวันแรงงานออนไลน์กับพรรค เป็นอีกงานที่จัดช่วงล็อกดาวน์ ฉันรับปากว่าจะเป็นพิธีกรแต่ดันหลับ! ตอนนั้นฉันทำงานที่องค์กร SUARAM (Suara Rakyat Malaysia – เสียงราษฎรมาเลเซีย) คืนก่อนวันงานพวกเรามีประชุม SSR (Sekretariat Solidariti Rakyat – เลขาธิการปึกแผ่นราษฎร) ตอนนั้นปี 2021 ด้วย แล้วก็มีการแถลงข้อเรียกร้องหกข้อ (Enam Tuntutan) ที่จัตุรัสเมอร์เดก้าวันก่อนหน้าพอดี เป็นวันที่ยาวมาก ฉันก็สลบไปเลย แต่ก็ไม่เป็นไร มีพิธีกรอีกคนทำแทน ฉันได้ทำของปีถัดไป

อันนั้น MISI ช่วยจัดงานด้วย ไม่ใช่แค่เป็นพิธีกร เราโปรโมทงาน ทำโปสเตอร์ อะไรต่อมิอะไรในช่วงก่อนถึงวันแรงงาน พวกเราแข็งขันกันมาก นอกจากเป็นเจ้าภาพแล้วพวกเรายังทำอินโฟกราฟิก MISI Solidariti ทำอินโฟกราฟิกเยอะมาก พรรคก็แบบว่า โซเชียลมีเดียให้ MISI เอาไปทำเลยนะ พวกเราก็เลยทำเต็มที่เลย พยายามให้มันจุดติด

ซาระห์เป็นพิธีกรการชุมนุมเนื่องในวันแรงงานที่กัวลาลุมปูร์

คิดว่าบทบาทของโซเชียลมีเดียกับกราฟิกที่พวกคุณออกแบบเป็นปัจจัยหลักแค่ไหนในการระดมพลังแนวนี้

หลักมากเลยแหละถ้าพูดถึงเยาวชน เพราะว่าพวกเราได้ยอดเอ็นเกจเยอะจริงๆกับการโพสต์ โดยเฉพาะก่อนถึงการชุมนุม Lawan ตั้งแต่ก่อนหน้านั้นหลายๆโพสต์ของพวกเราก็ไวรัล ฉันคิดว่าโซเชียลมีเดียของเราพิเศษกว่าของคนอื่นเพราะพวกเราไม่ได้ทำแต่โซเชียลมีเดีย เราจัดตั้งด้วย ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้าคือหัวใจสำคัญขององค์กรเรา และพวกเราก็อยากให้มันเข้าถึงได้ง่ายเท่าที่จะง่ายได้ เพราะอย่างที่บอกไป พวกเรารู้สึกว่าคนจะจับพลัดจับผลูได้ทำอะไรแบบนี้ก็ต่อเมื่อมีคนรู้จักในวงการ มันเลยเป็นแรงผลักดันใหญ่มาก พวกเราอยากดันให้คนอื่นมีบทบาท ไม่อยากให้พวกเราทำกันอยู่แก๊งเดียว องค์กรของพวกเราเลยใหญ่ขึ้นๆ จนจะรับไม่ไหว มันเดินเร็วมาก คนอยากมีส่วนร่วมกับปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้าจริงๆ เพียงแต่ว่ามันไม่มีช่องทางที่เข้าถึงได้ พวกเราเลยทำอินโฟกราฟิกที่เรียบง่ายมากๆ ตามด้วยโพสต์เรียกรวมพลปฏิบัติการ นั่นแหละกิจกรรมหลักที่ MISI ทำ โพสต์เรียกรวมพลให้ผู้คนได้มีช่องระบายความโกรธ โดยเฉพาะช่วงโรคระบาดที่ทุกคนสุมความโกรธไว้เยอะมาก

MISI ทำโซเชียลมีเดียมาตลอด ที่ฉันบอกว่าพวกเราเรียกรวมพลปฏิบัติการ ความหมายคือเราทำเว็บไซต์ให้คนส่งอีเมลจริงๆเหมือนของกลุ่มที่ทำเรื่องร้องเรียนตำรวจผิดวินัย แบบว่า คลิกเดียวก็สแปมอีเมลไปทุกที่ พวกเราเปิดเว็บไซต์ พยายามพูดคุย แล้วก็จัดวงคุยเยอะมาก ฉันคิดว่าเรื่องหลักที่เราทำมาตั้งแต่ต้นจนจบคือเรื่องการใช้กำลังเกินกว่าเหตุโดยตำรวจ

อธิบายให้ฟังทีว่า MISI จัดองค์กรกันยังไง เพราะเท่าที่คุณเล่ามามันไม่ใช่องค์กรประท้วงซะทีเดียว แต่เป็นการรวมตัวเยาวชนที่ค่อนข้างเป็นศูนย์กลางในการรวมพล อยากรู้ว่าคนตื่นเต้นมั้ยที่จะได้ประท้วง มีความลังเลมั้ย และทัศนคติภายในองค์กรเป็นยังไง

เวลานั้นเรายังกำลังตั้งไข่ เรามีตัวตนมาได้ประมาณครึ่งปีก่อนจะลงสนามแบบเต็มที่ พอเราเริ่มโพสต์และเริ่มไวรัล คนก็สนใจเข้าร่วมกันมาก เราต้องปิดรับสมัครสมาชิก ฉันเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายแอดมิน จึงได้เป็นคนสัมภาษณ์ สัมภาษณ์เพื่อคัดคน ความต้องการคือให้มันยังคงเป็นพื้นที่ปลอดภัย ถึงพวกเราจะอยากให้ทุกคนเข้าถึงได้ แต่ก็จำเป็นต้องทำให้มันเป็นพื้นที่ปลอดภัย ใช่มะ พวกเราเลยแค่ต้องเช็คว่าคุณเป็นใคร มีค่านิยมอะไรบ้าง แล้วก็หยอดคำถามว่าคุณรู้สึกยังไงเกี่ยวกับการชุมนุมประท้วง รู้สึกยังไงเกี่ยวกับการโดนควบคุมตัว อันนี้ถามเก็บไว้เฉยๆเพื่อเราจะได้รู้จักคนในองค์กรที่เราดูแล บอกได้ว่ามีครึ่งต่อครึ่งที่อยากอยู่แนวหน้ากับที่อยากทำงานเบื้องหลัง

โดยรวมคือมีความโน้มเอียงไปทางปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า แล้วคนเขาแฮ็ปปี้กับแนวทางนี้มั้ย

ค่ะ ทุกคนอยากมีส่วนร่วมในการจัดตั้งนั่นแหละ เพียงแต่ว่าบางส่วนเป็นนักเรียนทุน บางส่วนติดแค่ว่าไม่อยากให้ที่บ้านรู้ พวกเราเลยต้องรู้ไว้ พวกเรามีฐานข้อมูลที่ผูกมัดให้เราประเมินความเสี่ยงและให้ทุกๆคนประเมินความเสี่ยงด้วยเพื่อจะได้ไม่พลาดตรงนั้น พอชารอน วา ถูกเรียกตัวครั้งแรก พวกเราเลยกลัวกันมาก ในกลุ่ม MS คนแรกที่โดนไม่ใช่ฉัน แต่เป็นชารอนเพราะว่าเธอไปร่วมโต๊ะเสวนาเรื่องแอนิเมชัน Chili Powder & Thinner อันที่แอนนา ฮาร์, เซวัน โดไรสามี, กับมัดโดนเรียกตัวน่ะค่ะ แล้วก็ อามิน ลันดะ เพราะเขาเป็นคนวาดการ์ตูน พวกเรานัดประชุมกันเรื่องการประเมินความเสี่ยงโดยเฉพาะเพราะเราต้องการรักษาความปลอดภัยของคนให้ได้มากที่สุด นั่นคือความสำคัญอันดับแรกสุดของเรา การไปลุยอยู่แนวหน้านั้นก็เรื่องหนึ่ง แต่ที่สำคัญกว่าคือต้องดูแลตัวเอง

ประสบการณ์นี้คงได้ช่วยสร้างความแกร่งระดับหนึ่งก่อนการประท้วงลาวัน คุณคิดว่าองค์กรมีความพร้อมมากกว่าเดิมไหมเมื่อได้ประสบสิ่งเหล่านี้

ก็ใช่ แต่การมีความพร้อมมันเป็นคนละเรื่องกับการไปอยู่ในสถานการณ์นั้นจริงๆ คนก็ยังหวั่นใจอยู่ดีถึงจะเตรียมตัวมาแล้ว และมีแต่จะระวังตัวกันมากขึ้น ยิ่งฉันโดนจับ ทุกคนก็ “พักก่อนพวกเรา” มันน่ากลัวมากสำหรับทุกคน และทุกคนก็กลัวกันจริงๆ

ทั้งๆที่พวกคุณมีทนายความแล้วก็มีเครือข่ายที่ SUARAM นี่นะ

ก็ใช่ เพราะสำหรับฉันคือไม่มีอะไรต้องห่วง ไม่ได้เป็นนักเรียนทุน แต่สำหรับคนอื่น เขามีคนทางบ้านที่ไม่อยากให้เขามาอยู่ตรงนี้ มีคนมากมายอยู่ในองค์กร ประมาณ 30-40% ของคนในองค์กรไม่อยากให้คนที่บ้านรู้ แม้แต่ตอนที่เขาเข้าร่วมการประท้วงหรือเข้าร่วมอะไร เขาก็จะสวมหน้ากาก ไม่เปิดหน้าเด็ดขาด

ขอถามรายละเอียดองค์กรอีกนิด ที่ MISI มีกันอยู่กี่คนและอยู่กันยังไง

ตอนแรกกลุ่มเล็กมาก แล้วก็ใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้นช่วงกระแสสูง ช่วงหนึ่งเรามีกันถึงประมาณ 50 คน แต่ละกลุ่มทำงานมีกันประมาณ 8 คน ปกติแล้วหนึ่งคนจะเป็นสมาชิกในกลุ่มทำงานสามกลุ่มในเวลาเดียวกัน ฉันเป็นสมาชิกอยู่สี่กลุ่มทำงาน สมาชิกองค์กรกระจายอยู่ทั่วมาเลเซีย บางคนฉันไม่เคยเจอด้วยซ้ำ ส่วนใหญ่แล้วเป็นนักศึกษาและมีมาจากหลายเชื้อชาติ แต่กลุ่มนำอยู่ที่ม.น็อตติงแฮมเพราะว่าองค์กรก่อตั้งโดยกลุ่มเพื่อนที่เรียนที่นั่น

ลาวันเป็นจุดพีคแน่ๆ แต่ว่าก่อนลาวัน สักสองเดือนก่อนหน้าเห็นจะได้ เราก็มีกันเยอะแล้ว เพราะวิธีการทำงานของเราคือตั้งกลุ่มทำงานย่อย ตอนนั้นมีเจ็ดกลุ่มย่อยทำเจ็ดโครงการ แต่ละกลุ่มมีโครงการเป็นของตัวเอง แล้วก็ทำกันฟรีๆทุกคน ไม่มีใครได้ค่าตอบแทน ก็ไม่ยั่งยืน ไม่ยั่งยืนเลยแหละ ยิ่งตอนนี้ที่เรากำลังปิดตัว MISI Solidariti ก็เพราะมันไม่ยั่งยืน เราทุกคนทำสิ่งนี้ด้วยใจ ด้วยความโกรธเพียวๆ ที่เป็นพลังขับเคลื่อนองค์กร มาถึงวันนี้คนก็รู้สึกเอือมไปหมด หมดไฟ ไม่มีพลังเหมือนแต่ก่อน ก็เลยไม่เหลือ การจะจัดตั้งได้สำเร็จเป็นเรื่องยาก ยิ่งในสภาพที่ทุกอย่างเดินไปเร็วมากยิ่งยากใหญ่ ตอนนี้ก็ยังยาก นี่แหละคือภาวะหว่างเขาควายของทุกองค์กร ถูกไหม ต่างคนต่างต้องการบรรลุเป้าหมายที่ใหญ่มากๆ แล้วก็เป็นเรื่องเร่งด่วน รอไม่ไหว ก็เลยไม่มีเวลาที่จะทำโครงสร้างขึ้นมาให้ยั่งยืน พวกเราเองก็ไม่ได้คิดเรื่องนี้เหมือนกันเพราะตอนนั้นไฟมันแรง ลุยลูกเดียว

ย้อนกลับไปเรื่องที่คุณพูดถึงการสัมภาษณ์คนสมัครเข้ากลุ่มและการสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับคนในองค์กร อยากรู้ว่าคุณหาที่ทางให้กับความแตกต่างทางอุดมการณ์ภายใน MISI Solidariti เองยังไง

ตอนสัมภาษณ์ พวกเราจะถามจนแน่ใจว่าคุณไม่เกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกัน ไม่เกลียดกลัวคนต่างชาติ แล้วก็ถามความคิดเห็นต่อจุดยืนของพวกเราด้วย พูดง่ายๆคือการที่คุณสมัครเข้ามา คุณก็น่าจะเป็นคนหัวก้าวหน้าอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องซ้ายจัดหรืออะไรนะ ขอแค่รู้กันเราก็โอเค ทุกคนในองค์กรมีแนวคิดกลางค่อนไปทางซ้ายในเรื่องส่วนใหญ่ ขวาสุดในองค์กรคือเป็นเสรีนิยม แล้วเราก็มีอบรมเชิงปฏิบัติการภายในเยอะมากที่พูดเรื่องค่านิยม มีกิจกรรมรับสมาชิกใหม่ โดยเฉพาะช่วงที่มีคนแห่กันสมัครเข้ามา สมมุติเราประกาศรับสมัครสมาชิกใหม่เดือนละครั้ง เราก็จะได้คนเข้าร่วมประมาณเจ็ดคนต่อเดือน ฉันเป็นฝ่ายบริหาร เป็นคนจัดกิจกรรมรับสมาชิกใหม่ พวกเราไม่ได้คุยกันเรื่องอุดมการณ์เท่าไหร่ แต่คุยกันเรื่องวิธีการทำงานขององค์กร ค่านิยมของพวกเรา อะไรคือปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า อะไรคือภาวะอำนาจทับซ้อน (intersectionality) ทำนองนั้น

น่าสนใจว่ามีการจัดกิจกรรมภายใน MISI Solidariti อย่างที่คุณพูดถึงด้วย เพราะถ้าคุณไปเข้ากลุ่มอื่น ก็อาจไม่มีกิจกรรมรับสมาชิกใหม่ ไม่มีอบรมเชิงปฏิบัติการ ไม่มีการสัมภาษณ์อะไรเท่าไหร่ ดูเหมือนว่า MISI จะมีโครงสร้างอยู่พอตัว อยากรู้ว่าเป็นยังไงมายังไงถึงได้ทำโครงสร้างแบบนี้ มีวิสัยทัศน์อะไรเป็นแรงขับเคลื่อน

ถูกค่ะ เรามีธรรมนูญองค์กร หลังจากตั้งกลุ่มได้หนึ่งเดือน เราฉุกคิดได้ว่าเริ่มมีคนมาเข้าร่วมกับเราแล้ว เลยประชุมกันเพื่อคิดว่าพวกเราจะดำเนินงานกันยังไง เรามีการเลือกตั้งด้วย วิธีการลงคะแนนคือลงได้ตามลำดับความชอบ เปิดให้เสนอชื่อได้เสรี และเราก็มีคณะกรรมการการเลือกตั้งอีก มีอะไรเยอะแยะไปหมดใน MISI

ซาระห์ชุมนุมประท้วงการลดสถานะคุ้มครองป่าสงวนกัวลาลางัตเหนือ (Kuala Langat North Forest Reserve)

ก่อนหน้านี้คุณบอกว่า MISI ไม่ยั่งยืน แต่ในเมื่อมีโครงสร้างพวกนี้อยู่ องค์กรก็น่าจะยืนระยะได้ไหมถึงปัจเจกจะเปลี่ยนหน้า

ไม่หรอก เพราะลำพังแค่มีโครงสร้างมันไม่พอ เรายังขาดทรัพยากรที่จะดูแลสมาชิกของเรา เราไม่มีตรงนั้น ทุกคนมีภาระผูกพัน ทุกคนเป็นนักศึกษา ทุกคนทำงาน ถ้าคุณจะเอาเวลาครึ่งหนึ่งมาทำสิ่งนี้ กลับบ้าน ทำอินโฟกราฟิก หัวร้อน คุณเหนื่อยแน่นอน ฉันก็เหนื่อย แล้วเราก็ไม่มีทรัพยากรพอแม้แต่จะดูแลกันเอง ไม่ใช่ว่าเราไม่พยายาม แต่การดูแลคนเป็นเรื่องยากมาก สาเหตุที่ MS ล่มคือโครงสร้างนั้นยังมีกลไกไม่มากพอสำหรับการดูแลซึ่งกันและกัน คนก็ไม่ได้รับการดูแล เรามีทรัพยากรความรู้มากมายที่จะแบ่งปันกัน แต่เราไม่รู้จะดูแลซึ่งกันและกันยังไง ซึ่งไม่ใช่ว่าคนของเราทำร้ายจิตใจกันหรืออะไรหรอก แต่ว่า MS นั้นเดินไปเร็วและวุ่นสุดๆเป็นเวลานานเข้า สักวันหนึ่งพลังก็จะหมด ยิ่งช่วงฉันโดนจับและหลังจากนั้นมา โดยเฉพาะหลังกลุ่ม SSR ล่ม ทุกคนก็รู้สึกว่านี่ไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยแล้ว เราทำงานจัดตั้ง เราย่อมทุ่มพลังไปกับการทำงานกับคน แล้วพอได้รู้ว่าคนไม่ดูแลพื้นที่ของตัวเอง ในเมื่อฉันมีคนมากมายเป็นแรงจูงใจและเป็นแรงบันดาลใจ ฉันนับถือพวกเขา ฉันเชื่อมั่นว่าพวกเขาจะดูแลคนในชุมชนด้วยกัน พอเรามารู้สึกว่าชุมชนของพวกเราไม่ได้รับการดูแล พวกเราก็เลยไม่รู้สึกปลอดภัยอีกต่อไป

ตอนแรกคุณทำงานกับ MISI Solidariti ซึ่งเป็นกลุ่มเยาวชน หลังจากนั้นก็ทำงานกับ JPKK ซึ่งเบนไปทางจัดตั้งสหภาพแรงงาน หลังจากนั้นก็ทำงานกับ PSM ที่เป็นพรรคการเมือง อยากรู้ว่าวิธีการที่คุณมองการประท้วงรูปแบบต่างๆได้รับอิทธิพลหรือผ่านการปรับทิศทางมายังไงบ้าง

ถึงฉันจะอยู่ข้างใน PSM แต่ฉันก็ไม่ได้เที่ยวไปบอกใครว่าฉันเป็นส่วนหนึ่งของ PSM ฉันนับตัวเองว่าเป็นคนที่ทำงานกับพรรคมากกว่า ถึงฉันจะทำงานกับพรรค แต่ก็ไม่ได้มีส่วนร่วมกับงานพรรคเท่าไหร่ ฉันเป็นสมาชิกพรรคก็จริง แต่นั่นไม่ใช่บทบาทหลัก ฉันไม่ได้ต้องการจะเป็นส่วนหนึ่งของขบวนงาน PSM ที่พยายามทำคือช่วยอยู่เบื้องหลัง แต่ทำในฐานะตัวแทน MISI Solidariti เป็นหลัก แล้วก็ตามประกบศิวราจัน (เลขาธิการพรรค PSM) เราจึงได้เชื่อมต่อโอกาสเหล่านี้เข้ากับ MISI Solidariti เราไม่ได้ทำงานพรรคกับ PSM เลย ทำงานจัดตั้งอย่างเดียว

ส่วน JPKK (เครือข่ายคนงานสัญญาจ้างของรัฐ) ซึ่งฉันได้รับหน้าที่เป็นผู้ประสานงานชุมชน ก็ได้ช่วยพวกเขาทำแคมเปญยกเลิกระบบสัญญาจ้างภายในรัฐบาล หลักๆก็ของคนทำความสะอาดโรงพยาบาลเป็นต้น ปกติก็จะเป็นแบบนั้น ส่วนฉันที่มีมุมมองแบบหนึ่งอยู่แล้วก่อนที่จะเข้าไปทำ สิ่งที่ฉันอยากได้จาก PSM กับ JPKK ก็แค่อยากรู้วิธีทำงานจัดตั้งมากขึ้น ซึ่งฉันก็ได้เรียนรู้มากมายจริงๆ โดยเฉพาะกับ PSM แม้แต่ตอนที่ไปเป็นนักศึกษาฝึกงาน เขาก็ไม่ได้สอนอะไรเกี่ยวกับพรรคเลย ไม่ได้ทำงานพรรคเลยสักนิดเดียว ทำแต่งานจัดตั้งที่พรรคทำ งานแรกๆที่ฉันทำกับ PSM คือเรื่องที่สูงคาเมอรอน ที่พรรคผลักดันโครงการรัฐจัดสรรที่อยู่อาศัยราษฎร (Program Perumahan Rakyat – PPR) ไม่มีใครพูดเรื่องพรรคเลย และฉันดีใจมากที่ได้ไปฝึกงานและได้เรียนรู้อะไรมากมาย พรรคสังคมนิยมมาเลเซียจัดตั้งคนคาเมอรอน จองรถบัสให้พวกเขา แล้วคนจากที่สูงคาเมอรอนผู้มีรายได้น้อย (B40 – มีรายได้ครัวเรือนต่ำสุด 40% ของมาเลเซีย เทียบกับ M40 ผู้มีรายได้ปานกลาง 40% และ T20 ผู้มีรายได้สูงสุด 20% —ผู้แปล) ก็มาที่กระทรวง พวกเราทั้งหมดก็ไปที่กระทรวง ไปอยู่ด้วยกันในห้อง คือมันได้จัดตั้งจริงๆ ได้ทำสิ่งที่เราตั้งใจเข้าไปทำ

มันเป็นแรงบันดาลใจจริงๆนะ พูดได้ว่าฉันได้แรงบันดาลใจจาก PSM จริงๆ จากวิธีที่พวกเขาทำงาน ถ้า MISI มีโอกาสทำบ้าง ซึ่งจะว่าไปเราก็มีโอกาสนั้นอยู่กับเรื่อง Pos Lanai ที่เราทำกับ PSM ส่งสมาชิกของพวกเราไปทำด้วยจริงๆ แต่อย่างว่าเราเริ่มต้นกันในยุคโรคระบาด เลยไม่ค่อยมีสมาชิกที่เต็มใจจะไปเพราะต้องระวังเรื่องความปลอดภัย แล้วก็มีล็อกดาวน์เพราะเรื่องเหมืองแร่ Pos Lanai เกิดช่วงโรคระบาด เราต้องถือเอกสารเพื่อข้ามแดนไปปะหัง แต่ก็นั่นแหละค่ะ มันเป็นแรงบันดาลใจมากๆที่ได้รู้ทางไปต่อในเรื่องการจัดตั้ง ซึ่งเป็นอะไรที่ฉันอยากทำกับเพื่อนๆ แล้วก็ไปเข้าร่วมกับพวกเขาด้วย แต่ไม่ใช่ในฐานะสมาชิกพรรค เข้าใจใช่มะ

คราวนี้เรามาพูดกันเรื่องกลุ่ม SSR (เลขาธิการปึกแผ่นราษฎร) คุณจำได้ไหมว่ามันเริ่มต้นยังไง วิสัยทัศน์ตอนนั้นคืออะไร

เกิดเหตุ “เสียงโหวตเราอยู่ไหน” (Mana Undi Kami) ซึ่งคนขับเคลื่อนหลักๆคือ Undi18 (องค์กรที่ล็อบบี้รัฐสภามาเลเซียให้ลดอายุขั้นต่ำของผู้มีสิทธิเลือกตั้งจาก 21 ปี เป็น 18 ปีจนสำเร็จ) ตอนที่เริ่มมีการประท้วงเสียงโหวตเราอยู่ไหน มันมีความตื่นตัวที่ทำให้เราคิดว่าเราต้องมารวมตัวกันแล้วหละ อามีร์ อับดุล ฮาดี เป็นหัวหอกทุกอย่าง แต่เขาออกไปเดินขบวนเสร็จแล้วก็ถอยไปอยู่แนวหลังเพราะเขาอยากให้คนอื่นมีบทบาทนำ เอาง่ายๆเลยคือวิกเตอร์คุยกันกับอามีร์ แล้วอามีร์ก็ชวนพวกเราเข้าร่วม ชวนเข้ามาหลายกลุ่มมาก อย่าง Demokrat Kebangsaan, Borneo Komrad, BERSIH พวกเขาเป็นหัวหอกที่เปิดบทสนทนา ตอนแรกมีกันอยู่ประมาณ 12 กลุ่ม แต่ก็มาขยายใหญ่ขึ้นหลังการประท้วงอย่างเป็นทางการครั้งแรกของ SSR ฉันไปประชุมกับอานัส นอร์อาซิม กับวิกเตอร์ เราสามคนไปในนามสมาชิก MISI Solidariti เจ้าภาพเขากำลังทำรายชื่อองค์กรที่จะมาเป็นส่วนหนึ่งของ SSR ซึ่ง MISI ก็มาเป็นส่วนหนึ่งของ SSR ด้วยวิธีนั้น ด้วยความที่พวกเราเป็นฝ่ายทำโปสเตอร์กับรูปวาด MISI ก็เลยรับหน้าที่สร้างกระแส SSR ทางโซเชียลมีเดีย แล้วก็ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับ Undi18 แต่ทุกคนก็ทำงานด้วยกันนั่นแหละ อย่างกลุ่มทำโซเชียลมีเดียก็มีองค์กรอื่นๆที่ทำโซเชียลมีเดียเป็นเข้ามาอยู่ด้วย เขาทำงานกับเรา พวกเราทำงานด้วยกัน ไม่ได้มีแต่ MISI ฉันได้เป็นโฆษกของการประท้วงครั้งแรกหลังจากก่อตั้ง SSR เป็นตัวเป็นตน

ซาระห์ที่ม็อบโหมโรงหน้ารัฐสภาก่อนประท้วงใหญ่ลาวัน

เล่าเรื่องการประท้วงครั้งแรกนั้นของ SSR ให้พวกเราฟังสักหน่อย อะไรเป็นตัวปูทาง แนวคิดแบบไหนอยู่เบื้องหลัง อะไรทำให้คิดอยากจัดม็อบช่วงโรคระบาด

ตอนประชุมครั้งแรก เราก็วางแผนประท้วงใหญ่กันแล้ว แล้วเราก็วางแผนการประท้วงสะสมกำลังไปพร้อมกันด้วย เพราะพวกเราประกาศว่าจะมีม็อบลาวัน และจะมีกิจกรรมมากมายปูทางก่อนถึงวัน เราก็เลยเริ่มใช้คำ Kerajaan Gagal (รัฐล้มเหลว) ชูธงดำ ติดแฮชแท็ก #Lawan เริ่มกันตอนนั้น และที่เราคิดอยากทำก็เพราะว่าตอนนั้นมุฮ์ยิดดินบริหารได้แย่จริงๆ และชีวิตคนมากมายกำลังตกอยู่ในอันตรายด้วย

เล่าให้เราฟังอีกสักหน่อยได้ไหมเกี่ยวกับพลวัตความเห็นในที่ประชุม ฟังดู MISI น่าจะเห็นดีเห็นงามอยู่แล้วกับกิจกรรมที่จะทำ แต่ในที่ประชุมมีเสียงคัดค้านบ้างไหม อยากให้คุณบรรยายการถกเถียงและบรรยากาศในกลุ่มช่วงก่อนเริ่มกิจกรรมโหมโรงมาดู

ตอนนั้นเรามีคณะกรรมการ (jawatan kuasa) คนในคณะกรรมการส่วนหนึ่งได้รับการเลือกตั้งเข้าไป อานัสเป็นตัวแทน MISI ในคณะกรรมการ หลังจากนั้นอีกหน่อยฉันถึงได้เข้าร่วมคณะกรรมการ ซักประมาณสองสัปดาห์หลังจากประท้วงใหญ่ ฉันอยู่ฝ่ายลอจิสติกส์ ที่ประชุมมีคนเยอะมาก พวกคณะกรรมการคือหัวหอกการสนทนา และมีกำหนดการค่อนข้างชัดแล้วว่าเราจะทำกิจกรรม แม้แต่ครั้งแรกที่พวกเราเจอกัน ก็ตั้งเป้ากันไว้อย่างแน่นอนแล้วว่าพวกเราจะจัดกิจกรรมหลายอย่างเป็นลำดับเพื่อสะสมกำลัง พวกเขาอยากให้มีการชุมนุมใหญ่ระดับการชุมนุม Bersih 2 นั่นคือเป้าใหญ่ของพวกเขาแต่ก็เป็นเป้าที่อยู่ไกลออกไปมาก ลาวันเองก็ใหญ่มาก แต่ก็มีแผนการจะสานต่อ แต่อย่างที่รู้กัน พวกเราประท้วงเสร็จ วันถัดมามุฮ์ยิดดินก็ลาออก กระแสเลยตกไปหน่อย หลังจากนั้นไม่นานเราจัดกิจกรรมจุดเทียน พวกเราถูกควบคุมตัว ถูกตำรวจสอบปากคำยกใหญ่ ถูกเรียกเข้าไปคุยหลายครั้งมาก ฉันมองว่าหลังจากนั้นนั่นแหละคือจุดจบของกระแสที่เอื้อให้ทำกิจกรรมใหญ่

มีเสียงคนเห็นต่างที่คุณจำได้บ้างไหม เช่นเรียกร้องให้ทำอะไรใหญ่ขึ้นหรือเล็กลง

เล็กลงไม่ค่อยมี ใหญ่ขึ้นนี่มีตลอด คีย์รา ยูสรี กับ ทารมา พิลไล ผลักดันให้ทำมากกว่านั้น แล้วก็มีนูมาน อฟีฟี มีด็อบบี้ จิว แล้วก็มีบ๊อบ บ๊อบอยากทำไปหมดทุกอย่าง และเป็นคนที่มีไอเดียบรรเจิดมากมายในการจัดประท้วง

คือตอนที่เราเจอกันครั้งแรก เราก็มีวัตถุประสงค์อยู่แล้ว ดังนั้นเพื่อที่จะทำให้วัตถุประสงค์นั้นลุล่วงไปได้ เราก็จำเป็นต้องตั้งคนกลุ่มหนึ่งขึ้นมาเป็นหัวหอกนำการสนทนาแค่นั้น ซึ่งฉันคิดว่าก็ได้ผลทีเดียว เพราะถ้าไม่มีตรงนั้น มันก็จะต้องวุ่นวาย (huru-hara) มากๆ คิดว่าทุกคนที่มาประชุม เขาก็มาเพื่อมีส่วนร่วมเท่านั้นแหละ ว่าง่ายๆก็คือการประชุมเป็นทำนองว่า โอเค นี่คือสิ่งที่เราจะทำ และนี่คือสิ่งที่เราต้องมี โอเค ใครจะทำลอจิสติกส์ นี่ก็บอกเราจะทำลอจิสติกส์ โอเค ใครจะดูแลความปลอดภัย นั่นก็บอกเราจะรับทำการ์ด (marshall) การประชุมดำเนินไปแบบนั้น

เมื่อนึกย้อนถึงช่วงนั้น มีอะไรที่คุณจำได้ว่าทำเยอะ

มีกิจกรรมยืน 18 นาทีช่วงการประท้วงเสียงโหวตเราอยู่ไหน แล้วก็มีเทศกาลสัญจร (Raya di Jalan Raya) ที่ทำกันออนไลน์ แล้วก็มีแฟลชม็อบที่จัตุรัสเมอร์เดก้าที่คนอ่านบทกวีแล้วล้มลง (มีถุงห่อศพจำลอง 5 ถุง กับธงดำ 19 ธง เป็นสัญลักษณ์แทนยอดผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ในมาเลเซีย —ผู้แปล) สมาชิกที่เหลือของ MISI ไม่ได้เดินทางไปเข้าร่วม ฉันเลยไปเข้าร่วมงานทั้งหมดนี้เป็นตัวแทน MISI กับอานัส ฉันช่วยจัดงาน ตรวจเช็คว่าทุกอย่างพร้อม แต่ว่ามีคนไปเยอะ ฉันก็เลยไปเป็นคนถือธงและมีส่วนร่วมในกิจกรรมเฉยๆ หลังเสร็จงานเราก็จะนัดเจอกันเพื่อถกกันถึงกิจกรรมต่อไป

ฉันจำได้ว่าพวกเราจอดรถหน้าหอสมุดเคแอลแล้วก็เดินถือธงไปที่นั่น ฉันโพสต์ขึ้นทวิตเตอร์ของตัวเองเป็นการรายงานสดด้วย ฉันอยู่ที่นั่นตั้งแต่ต้นจนจบเพื่อ SSR ไม่ใช่เป็นหัวหอกนะ แต่ก็มีส่วนร่วมแข็งขันในวงคุย

คุณเคยจัดประท้วงแบบจับกลุ่มกันเข้าไปนั่ง ประท้วงแบบเรียกปุ๊บมาปั๊บ แบบต่างๆ แล้วปุบปับวันหนึ่งก็ระดมพลขนานใหญ่เลย คุณคิดภาพม็อบที่จะเกิดหรือควรจะเกิดไว้ยังไง

ใช่ ทุกอย่างมันไปเร็วมาก บางวันตื่นมาทุกอย่างเปลี่ยนหมด

ถึงตอนมีประชุม SSR ครั้งแรก พวกเราก็มีไอเดียแล้วว่าจะทำกิจกรรมปูทางสร้างกระแส การถกกันในรายละเอียดก็เริ่มไปแล้ว เรื่องที่ว่าพวกเราจะทำอะไรนั้น ฉันก็คิดภาพไว้ตั้งแต่ตอนนั้นแล้วว่าจะเป็นการประท้วงใหญ่มาก เพราะว่าเรากำลังปูทางไปสู่จุดนั้นที่เป็นเป้าหมาย เราตั้งเป้าไว้ว่าต้องได้เสียงตอบรับและความสนใจให้มากเท่าที่จะทำได้เพื่อให้คนออกมาวันที่ 31 กรกฎา ณ ตอนนั้นเอาจริงๆก็คาดหวังงานใหญ่มากถึงมากที่สุดเพราะมีคนช่วยกันทำเยอะมาก แล้วตอนเสียงโหวตเราอยู่ไหนมันก็ใหญ่แล้ว ขนาดไม่ได้เปิดให้คนทั่วไปเข้าร่วมนะ แค่ปากต่อปากเท่านั้น

พวกเราส่วนใหญ่ก็คิดว่าการประท้วงลาวันครั้งสุดท้ายมีคนเข้าร่วมเยอะใช้ได้ แต่อยากรู้ว่าคุณคิดว่าอีเว้นปูทางได้ผลเต็มตามที่หวังไหม หรือว่ามีบางอันที่มีกระแสตีกลับ

ฉันคิดว่าดีเลย ยกเว้นกิจกรรมเทศกาลสัญจร ฉันว่าอันนั้นไม่ได้ผล กิจกรรมนั้นไม่ได้เสียงตอบรับสักเท่าไหร่เพราะฉันว่ามันน่าเบื่อ เพราะมันไม่ใช่แอ็คชั่น เป็นแค่การบอกให้คนติดแฮชแท็ก Lawan ในทวิตเพื่อให้ยังมีการสนทนาต่อไป เป้าหมายคือประมาณนั้น คือให้คนยังนึกถึงอยู่ทุกๆสัปดาห์ แต่ทุกกิจกรรมที่เหลือฉันว่าดีเลย ที่ทำคาราวานนั้นก็ทำข้ามรัฐ ไม่ใช่แค่เคแอล ฉันก็เป็นส่วนหนึ่งของคาราวานด้วย อืม ดีเลยแหละทุกกิจกรรมที่เหลือ คือเราก็น่าจะทำมากกว่านั้นแหละ เราทำได้มากกว่านั้นแน่ๆ แต่มีเวลาอยู่นิดเดียว และอาทิตย์เว้นอาทิตย์ก็จะมีอะไรเกิดขึ้นอีก ตอนนั้นรู้สึกว่ามันเร็วมาก มองย้อนไปตอนนี้ก็ยังรู้สึกว่าแบบ เฮ้ย ทั้งเดือนนั่นหมดไปดื้อๆอย่างนั้นเลยเหรอ

ซาระห์อ่านแถลงการณ์ข้อเรียกร้องหกข้อของ SSR ที่รัฐสภาต่อหน้าสื่อ

เมื่อกี๊คุณเอ่ยถึงคาราวาน อยากรู้ว่าตอนนั้นคุณอยู่ที่ไหน และคุณโน้มน้าวใจคนให้มาร่วมขบวนได้ยังไง

กลุ่มเทเลแกรมมีพวกเราดูแล พวกเรามีทีมแอดมินคือ[สงวนข้อมูล] พวกเขาเป็นคนดูแลเทเลแกรม คอยแชร์ข้อมูลให้คนในกลุ่ม มีคนสมัครเข้ากลุ่มเทเลแกรมเยอะมาก กลุ่มนั้นเป็นช่องทางติดต่อหลักของทีมจัดตั้งกับคนทั่วไป ฉันค่อนข้างแน่ใจเลยว่าหลายร้อยในนั้นเป็นหน่วยข่าวกรอง (Special Branch) คาราวานเองก็มีตำรวจมาเข้าร่วม มาช่วยคุ้มกันการเดินทาง ขับมอเตอร์ไซค์ไปกับพวกเรา ตอนแรกเรามีจุดนัดพบที่หนึ่ง ต่อมาเปลี่ยนไปอีกที่หนึ่งเพราะที่แรกตำรวจเยอะเกินไป เพราะตำรวจมอนิเตอร์กลุ่มเทเลแกรมเพื่อติดตามตัวพวกเรา เรามีจุดจอดรถ/จุดนัดพบเต็มไปหมด แต่ละจุดก็จะมีหนึ่งคนอยู่โยง คอยบอกว่า โอเค จอดตรงนั้นนะ ล้อหมุนเวลานี้นะ ซึ่งจะส่งสารผ่านกลุ่มเทเลแกรมด้วย พวกเราไม่จำเป็นต้องลงจากรถเลย แค่มีคนบอกในกลุ่มว่าเราอยู่ตรงนี้ แล้วก็มีคนส่งข้อความตอบโอเค จะเริ่มแล้วนะ ทีนี้เราก็ติดธงดำแล้วเริ่มคาราวาน แล้วตำรวจก็เริ่มมาร่วมขบวน เป็นอย่างนี้ที่รัฐอื่นๆด้วย

แต่เพื่อนคนหนึ่งใน MS ที่อยู่อีกรัฐ อยู่เประ ถูกเบรก โดนเรียกค่าปรับ ตำรวจในเคแอลคุ้นเคยดีกับความเห็นต่าง แต่ตำรวจในรัฐอื่นไม่มีคำว่าต่อรอง ท่าทีของตำรวจจึงแตกต่างกันออกไป แบบว่าในเคแอล คุณต่อรองกับตำรวจได้แหละ ซึ่งเราก็มีคนที่รับหน้าที่ต่อรองกับตำรวจอีกนั่นแหละ เป็นบทบาทใหญ่มากถึงมากที่สุดตลอดงานเลย คือเรามีคนนี้เป็นตัวกลางสื่อสารกับตำรวจและอื่นๆแทนเรา เป็นหนทางเดียวที่เราจะเคลื่อนขบวนไปได้ เรามีคนอย่างมัด อย่างนลินี อย่างเซวัน เป็นคนต่อรองในนามเรา เพราะถ้าพวกเขาไม่ต่อรอง พวกเราก็จะไม่ได้ไปอยู่ที่นั่น เราให้ความร่วมมือ แต่เป็นการให้ความร่วมมือระดับหนึ่ง เพราะถ้าคุณทำตามคำบอกทุกอย่าง ก็ไม่ได้ทำอะไรซักอย่างหรอกถูกไหม แต่ท่าทีแบบนั้นมีแต่ในเคแอลเท่านั้นแหละ ที่รัฐอื่นไม่ใช่แบบนั้น ที่รัฐอื่นคือพูดคำเดียวว่า พวกคุณมาทำอะไรกัน (apa korang buat ni?)

คุณคิดว่าการที่ตำรวจใช้ไม้แข็งมีส่วนทำให้คนโกรธและออกมามากขึ้นหรือเปล่า

คิดว่าอย่างนั้นนะ เป็นไปได้เลย เพราะว่าทุกครั้งที่มีคนโดน เราก็จะโพสต์ บอกว่ามีคนโดนเรียกค่าปรับเท่านั้นเท่านี้ ใครสนใจบริจาคบ้าง แน่นอนว่าเราต้องการลุกขึ้นมาปกป้องคนที่โดน ตรรกะฉันเป็นอย่างนั้น แบบเฮ้ยแก มีคนโดน เราต้องบอก รัฐบาลนี้ทำงานได้แย่มากอยู่แล้ว แล้วตอนนี้ยังมาทำอะไรที่เป็นการคุกคามอีก มันก็เลยหนุนส่งกันและกัน เราแคร์ชุมชนของเราจริงๆ เราเลยทำสิ่งนี้ เราอยากทำให้ชุมชนของเราได้รับการดูแล และ ณ จุดหนึ่งชุมชนของเราไม่ได้รับการดูแลเลย นั่นแหละแรงจูงใจเดียวเบื้องหลังการชุมนุมลาวัน แรงจูงใจเดียวเบื้องหลังการชุมนุมรัฐล้มเหลว และก็เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับเราที่จะต้องเอาหลักฐานออกมากางให้คนเห็นว่ารัฐไม่ดูแลประชาชน

เรื่องการชุมนุมลาวันครั้งสุดท้าย คุณลำดับเหตุการณ์วันนั้นให้เราฟังได้ไหม เพราะผมคิดว่าวันนั้นเป็นวันสำคัญทีเดียวสำหรับพวกเราส่วนใหญ่ที่ได้ไปเข้าร่วม ช่วยลำดับเหตุการณ์วันประท้วงใหญ่ให้เราเห็นภาพที

ฉันไม่ได้ไป เพิ่งได้ออกจากคุกตอนตีสาม แต่เรื่องของเรื่องคือสองวันก่อนหน้าพวกเราไปออกพอดแคสต์ เลยเป็นที่รับรู้กันว่าฉันคือคนจัด รู้กันทั่วไปหมดว่าฉันคือหัวหอกของ MS เอาจริงๆหน้าโปรไฟล์ฉันก็บอกอย่างนั้น เจ้าพนักงานสอบสวนก็บอกฉันแบบนั้นว่า อ๋อ เรารู้จักคุณ

คืนก่อนวันงาน เรามีจัดคุยทางสเปซให้คนมาถามว่า โอเค เราไปที่นั่นแล้วจะทำอะไร มีคำถามเกี่ยวกับมาตรการความปลอดภัยไหม แล้วพวกเราก็จะตอบ ถามอะไรก็ได้เรื่องลาวันแล้วเราจะตอบให้ พวกเราคนจัดมีนูมัน ฉัน แล้วก็ทาร์มา ใครอยากถามอะไรก็ยกมือ แล้วก็มีคนจัดคิว

ฉันรับหน้าที่นั้นจนกระทั่งคืนที่ถูกจับ ตื่นเช้าวันถัดมา วันก่อนวันประท้วงใหญ่ที่ฉันโดนจับ ฉันก็กำลังดูแลเรื่องลอจิสติกส์ทั้งหมด เอาจริงคือเรารู้แล้วว่าวันนั้นจะมีคนที่ถูกสน.ดังวางีเรียกตัว อันนี้คือวันก่อนวันงาน เรารู้ตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว ฉันเลยไม่รู้ว่าฉันควรไปรายงานตัวด้วย หมายถึงว่าไม่มีใครบอกให้ไป กว่าจะรู้ก็คือวันนั้นเอง เช้าวันที่ 30 กรกฎา ก่อนชุมนุมลาวันวันที่ 31 เช้าวันนั้นฉันเพิ่งตื่น ก็พอดีแม่ฉันโทรมา ฮัลโหล ซาระห์ มีตำรวจมาที่บ้าน ฉันก็ห๊ะ หมายความว่าไง ตอนนั้นฉันคิดว่าคงเป็นแค่การคุกคามคนจัดกิจกรรมตามเคย เพราะเค้าจะไปหาที่บ้าน แม้แต่บ้านพ่อแม่ผู้ปกครองก็ไป เค้าไปถึงบ้านที่เกอดะฮ์ ไปเยี่ยมได้ถึงที่ ตอนนั้นเรามีมาตรการป้องกันความเสี่ยงส่งให้ทุกคนแล้ว แต่ไม่มีใครคาดคิดหรอกว่ามันจะเกิดกับตัวเอง ฉันก็ไม่เคยคิด ตำรวจไปตามตัวฉันที่บ้านอดีตพ่อเลี้ยง เพราะว่าที่อยู่ตามบัตรประชาชนของฉันอยู่นั่น อดีตพ่อเลี้ยงก็บอกว่าคนนี้ไม่ได้อยู่ที่นี่ และพวกเค้ามาจากบูกิตอามัน (สำนักงานตำรวจแห่งชาติ) ไม่ได้มาจากดังวางี แสดงว่าเค้าเตรียมพร้อมกันแล้วที่จะมาจับฉันที่บ้านเลย ถ้าฉันอยู่บ้าน ก็จะโดนจับไปตอนนั้นเลย แบบ คุณกำลังถูกควบคุมตัว เราจะไปที่พะไล (สถานีตำรวจ) สอบปากคำคุณให้เสร็จ แล้วก็จะฝากขัง ฉันได้แต่พูดซ้ำๆว่า holy shit นี่ถ้าฉันอยู่บ้าน ฉันก็จะไม่มีเวลาเตรียมตัวรับมือสถานการณ์นั่นเลย (ไม่ใช่ว่ามีเวลามากนักหรอก ยิ่งช็อคจากการจะโดนจับอยู่ด้วย) และก็ไม่ได้คิดเลยว่าจะโดนจับ แบบ ทำไมเค้าถึงทำอย่างนี้ ทำไมไม่แบบประสานกับตำรวจที่ดังวางี ตอนได้รับข่าวทางโทรศัพท์ฉันกลัวมาก ระหว่างที่ถือสายอยู่ฉันก็ส่งข้อความบอกทางกลุ่มว่านี่เค้ามาที่บ้านแม่ฉันนะ บลาๆๆ ทางกลุ่มบอกฉันให้พูดกับที่บ้านว่าจะส่งเบอร์โทรศัพท์เจ้าพนักงานสอบสวนให้ทนายติดต่อกลับไป ซึ่งก็คือเซียอี้ (Cia Yee) คิดว่าเป็นเซียอี้ น่าจะเป็นเซียอี้นะที่คุยกับเจ้าพนักงานสอบสวน หรืออาจเป็นรัช (Raj) ที่พยายามเข้าไปต่อรองเฉยๆ แต่คือมีหลายคนแหละค่ะ แต่เป็นเซียอี้ที่สถานีตำรวจ ตอนนั้นใครบางคนกำลังต่อรองให้ฉันไปพบที่ดังวางีกับทุกคนที่เหลือ ถ้าฉันไม่ไป เขาก็จะขอที่อยู่ป้าฉันไว้ ฉันตอบไปว่าเดี๋ยวหนูคุยกับทนายก่อน เขาก็แบบโกรธเพราะว่าเช้านั้นเขาไปตามตัวถึงบ้านมาแล้วสองหลัง ขับรถจากบูกิตอามันไปสุไหงบูโละห์ ไกลนะนั่น แล้วจากสุไหงบูโละห์ก็ไปบ้านอีกหลังที่สุไหงบูโละห์ หลังจากนั้นก็ขับรถไปดังวางีอีก พวกเค้าเลยหัวเสียมาก หัวเสียมากตอนเห็นหน้าฉัน ก่อนฉันจะไปฉันสติแตกมาก กำลังลนหาโทรศัพท์เครื่องใหม่ติดตัวเตรียมโดนบุก แฟนเก่าก็กำลังช่วยเก็บของของฉันทั้งหมดไปไว้ที่อื่น ส่วนป้าก็ขนข้าวของฉันไปที่ปลอดภัยอย่างบ้านเพื่อนอีกคน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆของฉันก็เลยไม่อยู่กับตัวเพราะกลัวเขาบุกนั่นแหละค่ะ อันนี้เป็นสิ่งที่ฉันถูกฝึกมา เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลตัวเองน่ะ ระหว่างเดินทางไปดังวางี เขาต้องหยุดรถให้ฉันอ้วกข้างทาง—ฉันหวาดผวามาก ทำไมฉันมาอยู่ที่นี่ ทำไมพวกเค้ามีน้ำเสียงน่ากลัวขนาดนี้ ฉันคงไม่กลัวเท่าไหร่ถ้าอยู่กับทุกคนที่เหลือ เพราะว่าทุกคนก็กำลังจะถูกสอบปากคำเหมือนกัน ฉันเลยคิดในใจทำนองว่า ขอให้เป็นอย่างนั้นเถอะ แต่ได้รู้ว่าไม่ใช่อย่างนั้นก็ในวินาทีที่เราทุกคนเดินเข้าไป เพราะเราเดินเข้าไปพร้อมกันหมด เจ้าพนักงานสอบสวนจากบูกิตอามันรอฉันอยู่ที่ประตู พูดประมาณว่า ซาระห์ อีร์ดีนา มาตรงนี้ คือคนอื่นถูกสอบโดยดังวางี แต่ฉันถูกสอบโดยบูกิตอามัน พวกเค้าเป็นสำนักงานใหญ่ใช่มะ แล้วพวกเค้าก็บอกว่าเราได้รับคำสั่งให้จับกุมตัวคุณ

เซียอี้เดินไปกับฉัน พวกเจ้าพนักงานสอบสวนพยายามสุดฤทธิ์ที่จะแยกตัวฉันออกจากทุกคน พูดว่าคุณมานี่ ผมตามตัวคุณมาตั้งแต่เช้าแล้ว แบบหัวเสียสุดๆ เค้าอารมณ์เสียสุดๆจริงๆ มีกันอยู่สามคนจากบูกิตอามัน คนหนึ่งมีอายุหน่อย คนหนึ่งเป็นตัวหลัก—สารวัตรคาบีร์ แล้วก็มีตำรวจหญิงที่ฉันเดาว่ามาตรงนั้นเพื่อให้มีความหลากหลาย (หรืออันที่จริงก็คือพวกเค้าจำเป็นต้องมีผู้หญิงเอาไว้จับกุมตัวผู้หญิง) เพื่อจะได้แบบแตะเนื้อต้องตัวได้ถ้าพวกเค้าต้องการ อะไรแบบนั้น ฉันว่านั่นแหละคือเหตุผลที่มีผู้หญิงอยู่นั่น เพราะมันให้ความรู้สึกแบบนั้นจนกระทั่งไปถึงที่คุมขัง

แล้วฉันก็เข้าไปในห้อง เซียอี้ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปด้วย เขาอยู่ข้างนอกพยายามต่อรอง ต่อมาตำรวจให้เขาเข้ามาได้แป๊บเดียว คำแรกที่พวกเค้าพูดกับฉันที่นั่งอยู่ต่อหน้าก็คือ ผมจะแจ้งให้ทราบถึงสิทธิของคุณ สิทธิของผู้ถูกจับกุม แต่เซียอี้บอกว่าไม่เอา เพราะฉันค่อนข้างแน่ใจว่าเซียอี้ก็คิดเหมือนกันว่ามันเหลวไหล ฉันก็คิดในใจว่าคุณใช้ได้เลยเซียอี้ ค่อนข้างแน่ใจว่าเขาคิดว่าตัวเองจะสามารถต่อรองได้ด้วย ฉันใจชื้นขึ้นมามากเพราะเซียอี้ หลังจากนั้นก็พูดกับตัวเองในหัวว่า โอเคๆ หลังจากนี้ฉันจะได้ออกไป หลังจากนี้แหละ แล้วพวกเค้าก็เริ่มอ่านหมายจับ สอบปากคำฉันมากมายหลายเรื่อง พอจบแล้วก็โอเค เราจะพาเธอไปจินจัง แล้วพวกเค้าก็ใส่กุญแจมือฉัน กุญแจมือเลยนะ ความจริงพวกเขาตั้งใจจะขังฉันที่ดังวางีแต่ว่าที่นั่นมีโควิดระบาด

เรื่องตอนนี้สำคัญมากเพราะคุณเริ่มต้นมาจากแคมเปญการใช้กำลังเกินกว่าเหตุโดยตำรวจ แล้วจู่ๆก็ได้มาเจอเอง อยากรู้ว่าการคุมขังนั้นเป็นยังไง

ใช่ เกินกว่าเหตุมากครั้งแรกที่เจอ เลวร้ายก็ว่าได้ กว่าจะซึ้งว่าโดนเข้าแล้วก็ตอนโดนล็อกกุญแจมือ เซียอี้พูดประมาณว่า จำเป็นด้วยเหรอกุญแจมือ เธอเป็นเด็กสาววัยยี่สิบนะ พวกคุณทำอะไรกัน ตำรวจก็พูดคำเดียวว่า ผมไม่อยากทำแบบนี้กับคุณ ก็ตามเคยแหละ พวกเค้าใช้คำนี้ตลอดอยู่แล้ว พวกเค้าพูดคำนี้ซ้ำอีกตลอดเมื่อเจอหน้ากัน กระทั่งตอนจะปล่อยตัวก็พูด เจ้าพนักงานสอบสวนคาบีร์มาหาตอนตีสาม บอกเนี่ย ผมคุยกับเจ้านายผมแล้ว เดี๋ยวเราจะปล่อยตัวคุณ ก็คือเคลมความดีความชอบเป็นของตัวเองหมด ตอนแรกโกรธฉันเป็นฟืนเป็นไฟ หลังจากนั้นก็ตาขวางใส่เป็นส่วนใหญ่ อารมณ์มาเปลี่ยนตอนชั่วโมงสองชั่วโมงก่อนปล่อยตัว

หลังจากโดนล็อกกุญแจมือ ฉันก็เริ่มร้องไห้ ร้องไห้ทั้งวันจนตีสาม แล้วพวกเค้าก็บุกไปที่บ้าน ฉันก็ไปด้วย ฉันต้องช่วยพวกเค้าบุกค้นบ้านตัวเอง แต่เซียอี้รู้ว่าฉันจะถูกจับ เซียอี้เลยบอกทุกคนล่วงหน้าไปแล้วว่าฉันจะถูกจับนะ แฟนเก่าฉันก็ไปขนของที่บ้านฉันออกมาอีก แล้วก็บอกป้าฉันด้วย เลยกลายเป็นว่าพอฉันไปถึงที่บ้านก็ไม่มีอะไรให้ค้น แล้วพวกเค้าก็บุกไปที่ห้องฉัน ป้าพูดกับฉันทั้งน้ำตาว่า “ซาระห์ ลูกต้องขายเพื่อนสักคนแล้วหละ มันทำอะไรไม่ได้แล้วเหรอลูก ตอบที่เขาถามเถอะ” เพราะว่าพวกเค้าคุกคามครอบครัวฉัน บอกว่าฉันไม่ยอมให้ความร่วมมือ จะให้ผมทำยังไง นี่คือสิ่งที่ผมจำเป็นต้องทำ พวกเค้าพูดอย่างนั้นอยู่นั่นกับครอบครัวฉัน แล้วครอบครัวฉันก็แบบ ทำไมไม่ยอมให้ความร่วมมือล่ะลูก ฉันก็แบบงง oh my god lah แล้วแม่ฉันก็ร้องไห้ แต่แม่ฉันอยู่สุไหงบูโละห์ ร้องไห้อยู่ที่สุไหงบูโละห์ แล้วคราวนี้ป้าฉันก็ร้องไห้เพราะเห็นฉันโดนล็อกกุญแจมือ แต่แบบครอบครัวฉันน่ะ ตอนนี้น่าจะเป็นตอนเดียวที่แม่ฉันกังวลมาก ปกติแม่จะไม่แคร์เพราะฉันหัวรั้นมาก ทำอะไรตามใจตัวเองตลอด จนถึงจุดหนึ่งแม่ก็เลิกยุ่ง ปล่อยให้ฉันทำอะไรที่อยากทำ แม่เลยไม่เคยพูดอะไรเลยจนกระทั่งตอนนั้นที่เขากังวลมาก ก็ประสาคนเป็นแม่แหละใช่ไหม ลูกสาวอยู่ในคุก ก็เลยแบบ เลิกทำเรื่องทั้งหมดนี่ได้แล้ว แต่ก็ครั้งนั้นครั้งเดียวแหละค่ะ หลังจากนั้นมาแม่ก็ไม่ว่าอะไร ฉันคิดว่าแม่คงจะโดนซ้ำแผลทางใจ (retraumatised) ตอนฉันโดนจับ

กลับมาที่เรื่องถูกจับ หลังจากบุกค้นบ้านก็ขึ้นรถไปจินจัง ระหว่างที่นั่งรถไปด้วยกัน พวกเค้าก็เหวี่ยง (marah-ing) ใส่ฉันอย่างเดียว พูดแบบ เออๆ คุณไม่มีคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คเหรอ ฉันก็บอกว่าไม่มี เขาบอก แล้วเรียนมหาวิทยาลัยได้ยังไง ก็มันมีไอทีแล็บ ฉันไม่มีเงิน แต่ว่าฉันใช้ซิมการ์ดของตัวเองอยู่ตอนนั้นเพราะไม่มีตัวเลือกอื่น พวกเค้าโทรหาฉันทางซิมการ์ด เพราะแม่ฉันให้เบอร์กับพวกเค้าไป แม่เป็นคนขายฉัน เพราะแม่ไม่ได้เตรียมตัวใช่ไหมล่ะ เลยเท่ากับส่งตัวฉันให้ตำรวจ แต่แม่ฉันก็กำลังกลัวด้วยแหละ แบบมันคุกคามแม่หนักมาก พูดให้ฉันเป็นคนผิดตั้งแต่ต้นจนจบ และแม่ฉันก็ไม่ค่อยได้เกาะติดกับสิ่งที่ฉันทำ แค่รู้เลาๆว่า อ้อ มีประท้วงอีกแล้วเหรอลูก

เมื่อมองย้อนกลับไป คุณคิดไหมว่าพวกเค้าทำกับคุณขนาดนี้เพื่อยับยั้งไม่ให้มีม็อบ

คิดนะ ฉันว่าพวกเค้าแค่อยากส่งสัญญาณเตือน แต่มันเป็นการเดินหมากที่ไม่ได้เรื่องมากๆ ยิ่งมาลงที่ฉันที่เป็นผู้หญิงด้วยแล้ว ฉันคิดว่าการที่ฉันเป็นผู้หญิงอายุ 20 ปีเป็นปัจจัยสำคัญ ค่อนข้างแน่ใจว่าแรงจูงใจเป็นเรื่องของการขู่ให้กลัว ทำนองว่า คุณจะโดนจับกันหมดนะถ้าออกไปประท้วง แม้แต่ในการประชุม SSR ทุกคนก็โดนถ่ายรูป ทั้งหมดนั้นมันเป็นอะไรที่น่ากลัวมาก

คุณไม่ได้เข้าร่วมประท้วง แต่คุณได้จินตนาการหรือได้ข่าวไหมว่าเกิดอะไรขึ้นที่ม็อบ

ได้ข่าวอยู่ค่ะ แล้วก็มีเพื่อนๆที่ไม่เคยไปม็อบมาก่อนไปร่วมชุมนุมด้วย แบบพวกเรามาม็อบเพราะแกนะ ทุกคนพากันถ่ายรูปส่งมาให้ เหตุผลเดียวที่ไม่ได้ไปคือมันเหนื่อยมาก แล้วก็ไม่มีซิมเพราะพวกเค้าเอาซิมการ์ดฉันไป แบบถ้าฉันไปม็อบ จะติดต่อกับเพื่อนๆยังไง ถ้ามันมาจับฉันไปล่ะ อะไรทำนองนั้น นั่นแหละเหตุผลเดียวที่ฉันไม่ได้ไป เพราะได้ปล่อยตัวแบบตอนตีสามกว่าๆ ในสภาพที่ร้องไห้มาทั้งคืน

ม็อบแรกที่คุณจัดอยู่ในช่วงโควิด มีความเสี่ยงมากมายเกี่ยวกับการประท้วงช่วงโควิดครั้งนั้น คุณจะเล่าให้เราฟังได้ไหมว่าคุณชั่งน้ำหนัก (pertimbangan) เรื่องนี้ยังไง ก่อนหน้านั้นมีความรุนแรงในม็อบที่มาจากตำรวจโดยตรง แต่ในตอนนั้นก็มีความเสี่ยงอีกหลายแบบ

สำหรับฉัน เพราะว่าตอนนั้นตัวเองไม่กังวลอะไรเลย (ว่าตัวเองจะต้องเจอความรุนแรงจากตำรวจ) ตลอดกระบวนการคือไม่ห่วงกังวลอะไรเลย จะให้ฉันทำอะไรก็ได้ เพราะฉันคิดว่ามันจะไม่มีวันเกิดกับฉัน เข้าใจใช่มะ ตอนนั้นฉันคิดอยู่ตลอดว่ามันจะไม่เกิดกับฉัน ฉันประเมินความเสี่ยงของตัวเองอยู่ แต่ก็อย่างว่าฉันไม่กังวลเพราะมีอภิสิทธิ์ตรงที่ไม่ต้องแคร์เรื่องทุนการศึกษา ไม่ได้เรียนมหาลัยรัฐ ก็เลยไม่ต้องเผชิญความเสี่ยงเวลาถูกชี้ตัวแล้วมหาลัยจะลงวินัยหรือทำอะไรต่างๆได้ แต่น็อตติ้งแฮมไม่แคร์ อาจารย์ผู้บรรยายยังส่งข้อความดีๆมาหาฉันด้วย แบบยูโอเคมั้ย… เพราะมันเป็นโอกาสการเรียนรู้ที่ใหญ่มากแบบมาก ว่าเราจะรับมือกับทั้งหมดนี่ยังไง และสำหรับหลายต่อหลายคน แม้กระทั่งสำหรับคนอย่างคีย์รา กับทาร์มา มันก็นับเป็นเรื่องใหม่ แต่พวกเค้ามีความมั่นใจสูงมาก ซึ่งคุณต้องมีความมั่นใจระดับนั้นในการที่จะจัดประท้วงใหญ่ได้ ถ้าทุกคนมาแนว เราไม่เคยจัดม็อบเลยอ่ะ มันก็จะไม่ไป แต่ทุกคนคือไฟแรงมาก และต่างคนก็ต่างอยากทำอะไรซักอย่าง

ซาระห์ที่งานจุดเทียนหลังม็อบลาวัน ร่วมกับสมาชิกเลขาธิการปึกแผ่นราษฎร เครดิตภาพ: Jit

เมื่อคำนึงถึงสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดจากการประท้วง ทั้งการถูกจับและบาดแผลที่ได้รับ คุณยังคิดว่าการชุมนุมประท้วงเป็นสิ่งที่คุ้มมั้ย

แน่นอน มันแค่มีอะไรต้องเรียนรู้เยอะสำหรับฉันเพราะว่าฉันเป็นคนที่อายุน้อยสุดแน่ๆในคณะกรรมการ ทุกครั้งที่ไปประชุมฉันก็แค่เสนอความคิดเวลามีคำถาม แล้วก็มีส่วนร่วมสนทนาในวง แต่ไม่ได้เป็นหัวหอกทำอะไร เพราะสำหรับฉันมันมีอะไรที่ยังต้องเรียนรู้อีกเยอะ ซึ่งฉันก็ได้เรียนรู้เยอะนะ จากอัสราฟ จากอัดดี้ เพราะพวกเค้าเคยทำมาแล้ว

ถามว่าคุ้มมั้ย ก็คุ้ม อย่างที่คุณก็รู้ว่าหลายคนชอบพูดว่า “มันไม่ได้อะไรขึ้นมาหรอกเธอ แค่ม็อบเดียว มันไม่มีอะไรเปลี่ยนหรอก” แต่ฉันไม่ได้เชื่ออย่างนั้นเลย

ฉันคิดว่าทุกการกระทำหนุนส่งให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ความเปลี่ยนแปลงเป็นอะไรที่ค่อยๆสั่งสม และสิ่งเล็กๆ การกระทำเล็กๆ มีส่วนหนุนส่งเสมอ ถ้าคุณบอกฉันว่าม็อบนี้ไม่ได้อะไรขึ้นมา งั้นลองคิดว่าถ้าไม่มีความเห็นต่าง ไม่มีเสียงคัดค้านอยู่เลย โลกความจริงแบบนั้นจะมีหน้าตาเป็นยังไง โลกความจริงแบบนั้นคงน่าท้อแท้ยิ่งกว่า ถ้ามันจะมีอะไรต่างไปน่ะนะ ฉันเลยไม่เชื่อคำนั้น ฉันคิดว่าประชาชนเขาหมดศรัทธาอย่างสิ้นเชิงกับการเมืองมาเลเซีย เพราะว่ามีหลายยุคที่คนเคยออกมาประท้วงกัน ต่อมาก็มีเบอร์สิห์ที่คนเต็มที่กับมันมาก จากนั้นมาชีพจรก็แผ่วลง แล้วก็มีบทสนทนาที่ใหญ่มากเรื่องการประท้วงไม่ใช่วัฒนธรรมของเรา (protes bukan budaya kita) ซึ่งไม่สะท้อนความเป็นจริงเอามากๆ ทำให้ทุกวันนี้มีคนไม่ยอมรับการประท้วงครั้งนี้ ดังนั้นการที่ม็อบลาวันเกิดขึ้นจึงเป็นการฉีกแนวครั้งใหญ่ มันต้องเขย่าวงการ ต้องท้าทายสภาวะที่เป็นอยู่ ไม่ว่าคุณจะว่ายังไง ไม่ว่าจะมีโรคระบาดหรืออะไรก็ตาม ถ้าคุณยังนิ่งนอนใจมันก็จะมีแต่แย่ลง

และวิสัยทัศน์ที่ฉันมีต่อการประท้วงก็คือแค่เป็นการทำให้แน่ใจว่าเสียงของคุณมีตัวตน มันไม่ใช่การเปลี่ยนระบบชั่วข้ามคืน ฉันไม่เคยคิดภาพอะไรแบบนั้น ไม่เคยแม้กระทั่งคิดภาพว่ารัฐบาลจะทำตาม ไม่ได้มีความคาดหวังพรรค์นั้นเลย ความคาดหวังที่มีเวลาทำสิ่งเหล่านี้ก็คือแค่ เข้าใจใช่มะ ฉันกำลังเป็นทุกข์ เพื่อนๆกำลังเป็นทุกข์ ชุมชนคนรอบข้างไม่ได้รับการดูแล นี่แหละคือเหตุผลที่ทำ เพราะเข้าใจใช่ป่ะว่าถ้าในที่สุดชุมชนคนรอบข้างคุณได้รับการดูแล ตัวคุณก็จะได้รับการดูแลไปด้วย ไม่ใช่ว่าคุณเป็นผู้มากอบกู้หรือเป็นใคร คุณแค่ทำสิ่งนี้เพื่อตัวคุณเองพร้อมกับที่ดูแลคนอื่น ฉันมองว่ามันคือรูปแบบหนึ่งของการดูแลตัวเอง อย่างตัวฉันเอง ตอนนั้นฉันเปิดหน้าลุยไปแบบไม่มีห่วง ซึ่งมันเกินกำลังของคนจำนวนมากที่ไม่ได้มีอภิสิทธิ์ที่จะไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังอย่างที่ฉันทำก่อนเข้าคุก ดังนั้นถ้ามันไม่เกินกำลังคุณ ทำไมคุณไม่ทำล่ะในเมื่อมันไม่ได้สำคัญว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นหรือเปล่า แน่นอนว่าคนที่ไปร่วมม็อบเหล่านี้ มีมากมายที่แบกความเสี่ยงของตัวเอง ทุกคนเลือกเสี่ยงทั้งนั้น แต่คุณรู้ตัวคุณเองว่าได้เลือกที่จะเสี่ยงเพื่อชุมชนคนรอบข้าง—และนั่นนับว่าคุ้ม เพราะมันมีคนที่ไม่สามารถไปปรากฏตัวได้ คุณจึงทำสิ่งนี้เพื่อคนที่ไปไม่ได้เพราะความเสี่ยงของพวกเขามันใหญ่หลวงกว่ากันมาก ก็เลยขึ้นอยู่กับคุณแล้วล่ะการที่จะช่วยชุมชนคนรอบข้าง เพราะถ้าคุณดูแลชุมชนของคุณ มันก็เป็นทางเดียวที่ตัวคุณเองจะได้รับการดูแล

ฉันคิดว่าทุกความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ไม่ต้องถึงขนาดเป็นม็อบก็ได้ อย่างทุกอย่างที่ MISI ทำ ฉันซาบซึ้งกับทุกอย่างที่คนทำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เข้าใจใช่มะ เพราะม็อบสำหรับฉันแล้วเป็นกิจกรรมสเกลใหญ่เพื่อเพิ่มพลังอำนาจให้ผู้คน ส่วนการต่อต้านในชีวิตประจำวัน การประท้วงสเกลย่อย มันไม่ค่อยได้รับความสนใจมากนัก ต้องเป็นการประท้วงใหญ่ถึงจะได้แสงเยอะ คนที่เชื่อว่าการประท้วงไม่เวิร์กส่วนใหญ่ก็เป็นพวกหมดศรัทธา ไม่อยากมีส่วนร่วมแล้ว เพื่อนๆของฉันที่อายุน้อยมากๆ ก็หมดศรัทธาเหมือนกัน กับคนที่มีอายุหน่อยเราพอเข้าใจได้เพราะพวกเค้าพูดว่า “ฉันไปม็อบมาก่อนพวกเธอ มันก็ยังเป็นอยู่อย่างนี้ จริงไหม” เอือมระอากันไปแบบนั้น และอีกสาเหตุที่คุณเอือมก็คือชุมชนคนรอบข้างคุณไม่ได้รับการดูแลไง นั่นแหละคือสาเหตุที่ทำให้คุณเหนื่อย สาเหตุที่ทำให้คุณหมดไฟ เพราะกระแสมันขึ้น ขึ้น ขึ้นไปโดยไม่มีกลไกในชุมชนที่จะเอาใจใส่ซึ่งกันและกันจริงๆ นั่นแหละที่ฉันคิดว่าเป็นปัญหาใหญ่สุดเวลาจัดตั้ง การจะเลี้ยงกระแสไม่ให้ตก คุณต้องมีโครงสร้างกำกับให้คนจำเป็นต้องดูแลซึ่งกันและกัน เพราะฉันคิดว่าปมปัญหาที่ว่าทำไมองค์กรหรือขบวนการล้มตายมันอยู่ตรงนั้น

มีเกร็ดจะเล่าให้ฟัง คุณรู้ไหมว่าพรรค PSM มีกิจกรรมพักฟื้นนอกสถานที่ที่มีนักจิตบำบัดไปร่วมด้วย เปิดให้แต่ละคนเล่าความทุกข์ที่กำลังฝ่าฟัน เนี่ยคือการดูแลชุมชน ฉันก็แบบ holy shit ไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อนเลย แล้วคราวนี้พวกเค้าก็เริ่มพูดถึงปัญหาชีวิตของตัวเองเพื่อสร้างสำนึกเป็นปึกแผ่นซึ่งกันและกัน พวกเค้าเลยมีสำนึกของความเป็นสหายจริงๆ

ฉันไม่คิดว่าการประท้วงคือตัวหลักที่หนุนส่งให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ตัวหลักจริงๆคือการจัดตั้งชุมชน ซึ่งการทำตรงนั้นฉันไม่คิดว่ามันจำเป็นต้องมีม็อบขนาดใหญ่ช่วยให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ฉันคิดว่ายิ่งชุมชนเข้มแข็ง ยิ่งประท้วงได้ง่าย เพราะคนก็จะไปเอง อย่างที่ได้พูดไปแล้วถึงผู้มีรายได้น้อยจากที่สูงคาเมอรอน พวกเขามีพลัง แค่ขึ้นรถบัสมาด้วยกันแล้วก็ไปที่กระทรวง ฉะนั้นเวลาชุมชนของคุณมีพลัง คุณก็ไม่จำเป็นต้องฝ่าฟันปัญหาเทือกนี้เวลาจัดตั้ง คุณรู้ไหมว่าทำไมการจัดม็อบมันถึงยากนัก ก็เพราะคนไม่เชื่อไง คราวนี้ประเด็นทั้งหมดของการจัดม็อบเลยมาติดอยู่ที่การทำให้คนเชื่อ เพราะว่ากลุ่มประชากรของคุณเค้าไม่ได้มีวิธีคิดแบบที่จะมาดูแลซึ่งกันและกัน มาด้วยความโกรธอย่างเดียว นั่นแหละค่ะสิ่งที่เกิดกับม็อบลาวัน และคิดว่าคนที่มีส่วนร่วมในม็อบอย่างเบอร์สิห์ ค่อนข้างแน่ใจว่าพวกเขาก็เอือมด้วยเหตุผลชุดเดียวกัน คุณใช้ความโกรธหล่อเลี้ยง ไม่ได้ใช้การดูแลเอาใจใส่หล่อเลี้ยง มันแตกต่างมากนะเวลาคุณมีการดูแลเอาใจใส่เป็นเครื่องหล่อเลี้ยง เพราะฉันเคยมีส่วนร่วมในองค์กรชุมชนมากมายที่ว่ามา และอะไรๆก็ง่ายไปหมดเวลาคนมีพลังในตัว เวลาคนทำงานด้วยกัน เวลาคนดูแลชุมชนคนรอบข้างตัวเอง มันง่ายไปหมดจริงๆ พรรค PSM เป็นตัวอย่างที่ดีมากขององค์กรที่มีคุณสมบัตินี้ และพวกเค้าก็มีม็อบแบบวันเว้นวัน ที่มันทำง่ายแสนง่ายก็เพราะชุมชนมีพลัง เพราะพวกเค้าลงแรงทำสิ่งที่ต้องทำ

สิ่งสำคัญที่สุดที่ได้เรียนรู้จากการทำงานกับพรรค PSM คือคุณไม่ได้มาเป็นกระบอกเสียงให้ประชาชนด้วยซ้ำ ฉันไม่เคยได้ยินศิวราจันพูดราวกับว่าเขาเป็นหัวหอก เปล่าเลย เขาแค่ไปที่นั่น อัพเดตสถานการณ์กับพวกเขา เขาไม่เคยเป็นตัวแทน เขาแค่แบบไปอยู่ตรงนั้น บอกว่าเรามาช่วยเหลือคุณเรื่องการสื่อสารเพราะพวกเค้าไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ พวกเค้าออกไปข้างนอกสัปดาห์ละครั้งเพื่อรับสายศิวราจันฟังอัพเดต อันนี้คือด้วยความเป็นฝ่ายซ้ายของพรรค โครงสร้างเลยมาแนวนั้น โครงสร้างที่สร้างพลังอำนาจให้ประชาชนด้วยการจัดตั้งชุมชน มันไม่เหมือนกับงานเอ็นจีโอ งานเอ็นจีโอมันจะแบบ คุณโฟกัสกับบางเรื่อง แต่อันนี้คือ มีกรอบอุดมการณ์แบบนี้ ภาคปฏิบัติก็เลยมีหน้าตาเป็นอย่างนี้ คุณไม่ค่อยได้เห็นอะไรแบบนี้หรอก เข้าใจใช่มะ สำหรับฉันแล้ว มันแตกต่างมากเวลาคุณมีโครงสร้างกำกับการทำงาน พอฉันไปมีส่วนร่วม มันเลยชัดว่าฉันทำตรงนี้เพื่อพวกเค้า มันเป็นความต่างที่ชวนเหวอมากๆ ฉันซาบซึ้งกับอะไรแบบนี้มากกว่า อะไรที่รู้สึกได้ว่าผู้คนกำลังมีส่วนร่วม นั่นแหละสิ่งสำคัญที่สุด

คนพูดกันว่า “มีแต่เยาวชนที่โกรธ” ฉันคิดว่ามันเป็นข้อสังเกตแบบอยู่ในกะลาของกลุ่มตัวเองมาก (echo-chambery) ฉันไม่เห็นด้วย ที่ว่ามีแต่เยาวชนที่เป็นผู้เห็นต่าง มันไม่จริงซะหน่อย ฉันคิดว่ามันมีการส่องไฟไปที่เยาวชนมากเกินไปต่างหาก แต่ไฟก็ส่องไปที่เยาวชนตลอดอยู่แล้วใช่มะ เยาวชนเป็นเรื่องใหญ่มากจริงๆ แต่การจัดตั้งประเภทที่เล่ามานี้ไม่ค่อยเป็นกระแสเพราะมันไม่ตรงเทรนด์ มันไม่อลังการ มันไม่ได้มีแฮชแท็กติดไม้ติดมือกลับบ้าน เข้าใจใช่มะ อย่างตอนที่ฉันทำม็อบ แล้วก็ทวิตเกี่ยวกับเครือข่ายคนงานสัญญาจ้าง คนก็ไม่แคร์เท่าไหร่ เรื่องที่คนแคร์ ดูจากที่เป็นกระแสใน MISI Solidariti ก็คืออะไรก็ได้ที่ใหญ่ๆ ชุมชนของเราแตกตัวเป็นปัจเจกมาก ฉันเลยคิดว่าสิ่งที่น่าปรับคือน่าจะทำงานชุมชนให้มากขึ้น ซึ่งนั่นก็เป็นสาเหตุที่เรามีกิจกรรมท้าทายซึ่งหน้าเป็นเสาหลักอันหนึ่งของเรา กิจกรรมท้าทายซึ่งหน้าและการจัดตั้งชุมชนมันก็คือการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนของคุณ คุณไม่จำเป็นต้องไปปะหังเพื่อทำงาน แต่คุณเริ่มในหมู่บ้านหรือย่านที่คุณอยู่ได้ รวมหัวกันกับเพื่อนๆ และนี่เป็นสิ่งที่คุณทำได้โดยไม่ต้องรู้จักการจัดตั้ง คุณมีชุมชนคนรอบข้างที่คุณเอาใจใส่ ก็พามารวมหัวกันทำอะไรขึ้นมา มันมีชุมชนแบบนี้อยู่ในที่อยู่จัดสรรของรัฐ เขามีชุมชนหน่วยย่อยลงไปมากๆ ทุกคนรู้จักกัน และพวกเค้าก็จะมีสวนของชุมชน มันเลยมีสำนึกความเป็นชุมชนอยู่

คราวนี้คนที่เอือม คนที่อยู่บนทวิตเตอร์ พวกเค้าไม่ได้มีสิ่งนี้ มันชัดมากจากสิ่งที่พูดว่าพวกเค้าไม่มีความรู้สึกเป็นชุมชน พวกเค้าไม่คิดว่าชุมชนเป็นสิ่งสำคัญ เพราะคุณต้องคิดการใหญ่ถึงจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ ฉันอยากจะถามคนที่วิจารณ์การประท้วงหน่อย ถ้าคุณไม่พอใจจนถึงกับคิดว่าการประท้วงมันไม่มีผล แล้วคุณคิดว่าอะไรล่ะที่จะมีผล และคุณก็เกลียดเอ็นจีโอ คุณเกลียดการจัดตั้งชุมชน และรู้ไหมว่ารัฐบาลของเรามีความเป็นเลิศมาก ฉันไม่เห็นด้วยเวลาใครพูดว่ารัฐบาลของเราโง่ ไม่จริง พวกเค้าฉลาดมากๆนะ คุณอย่าสบประมาทการจัดตั้งของพวกเค้า เค้าจัดตั้งเก่งมากๆ มันถึงได้มีวาทกรรมแบบนี้ออกมาไง โดยเฉพาะพรรคอิสลามแห่งมาเลเซีย (Parti Islam Se-Malaysia – PAS) คุณอย่าสบประมาทการจัดตั้งของเขา เราต้องเรียนรู้จากเขาด้วยซ้ำเพราะรากหญ้าเขาเข้มแข็งมาก คุณต้องทำความเข้าใจว่าถ้าคุณมีชุมชนหนุนหลังอย่างเข้มแข็ง คุณก็จะได้แรงสนับสนุนจากตรงนั้น แต่ไม่ค่อยมีคนมองเห็นกัน มีแต่จะเมินเวลาพูดถึงพรรค PAS ซึ่งแน่นอนว่ามันง่ายที่จะเมิน แต่คุณรู้ไหมล่ะว่าถึงที่สุดแล้วพวกเขานี่แหละที่จะเข้ามามีอำนาจ ทำไมน่ะเหรอ ก็เพราะเขามีเสียงสนับสนุนเข้มแข็งมากไง แล้วพอมีกระแสอิสลามานุวัตร เขาก็นำมาขยายผลเต็มที่ เพราะแต่ก่อนก็ไม่ได้เข้มแข็งอะไร ทุกวันนี้มาเข้มแข็งก็เพราะเขาทำให้มันเข้มแข็ง เพราะเขาทำด้วยนโยบาย ทำด้วยการลงมือ และคนเหล่านี้ พวกเขาก็อยู่ในชุมชน พวกเขาเป็นคนพูดอะไรต่อมิอะไรออกมาเอง ฉะนั้นคุณจะไม่พอใจพวกเค้า จะด่าเช้าด่าเย็นก็ได้ แต่คุณต้องทำความเข้าใจว่าทำไมสิ่งนี้ถึงเกิด

และฉันคิดว่า ถ้าจะให้ทำอะไรซักอย่าง เป้าหมายฉันก็มีแค่อยากเพิ่มพลังชุมชน ถ้าเป็นได้ก็อยากให้พรรคสังคมนิยมมาเลเซียบันทึกสิ่งเหล่านี้ไว้และตั้งใจพูดเรื่องชุมชนจริงๆ แต่งานส่วนนี้ของพวกเขายังต้องปรับปรุงอีกมาก พวกเค้ายุ่งเกินไป แล้วก็ไม่มีทรัพยากร ไม่ใช่ทุกคนจะว่าง ฉันอยากจะเข้าไปช่วย แต่ไม่ว่าง ฉะนั้นถ้าจะมีข้อสรุปอะไรเรื่องความเปลี่ยนแปลง ก็คือมันเริ่มจากชุมชนคนรอบข้างคุณเอง และเมื่อไหร่ที่คนเข้าใจกันเสียทีว่าปัญหาอยู่ตรงนั้น ชุมชนของคุณก็จะไม่จำเป็นต้องตกอยู่ในอันตราย หรือถูกผลักไสไปอยู่ชายขอบ และความจริงก็คือ ถ้าคุณไม่ใช่คนรวย มันก็เกิดกับคุณได้แน่นอน 100% ถ้าคุณเกิดกระทบกระทั่งกับตำรวจขึ้นมา ใครล่ะจะช่วยคุณ ถ้าคุณไม่มีชุมชน ใครล่ะจะดูแลเอาใจใส่คุณ คุณจะระดมเงินประกันตัวด้วยตัวคุณเองเหรอ และนั่นแหละคือจุดเริ่มต้นของความเหลื่อมล้ำทางสังคม เพราะว่าชุมชนของคุณไม่ได้รับการดูแล

One thought on “มุมมองจากคนหมดไฟ ประท้วงยังไงให้ยั่งยืน?

Leave a comment