ซิกรี ระห์หม่าน เขียน
ฮารา ชินทาโร แปล
เอเดรียน ไบเยอร์ วาด
[Klik di sini untuk membaca “Pattani Tiga Babak dalam Tiga Judul Kecil” dalam bahasa Melayu]
[To read “Patani in Three Vignettes” in English translation with an introduction, click here]
I
ค่ำคืนหนึ่ง อับดุลเลาะห์ อีซอมูซอ ถูกขังไว้ในประเทศ
มิตรสหายถึงมิตรสหายถึงมิตรสหาย เรื่องแรก เรื่องที่สอง เรื่องที่สาม … – ปล่อยให้เป็นเลขคี่เถอะ ถูกหารแบ่งเมื่อไหร่จะได้ยังเหลือเศษไว้แบ่งต่อ เราไม่เอาเรื่องที่หารลงตัว ให้มันได้ปันต่อไปตามสายใยมิตรภาพดีกว่า ความเกี่ยวพันของมิตรสหายกับเรื่องราวที่แบ่งปันถึงกันอาจดูเป็นสิ่งเหลือเฟือ แต่ก็เป็นอะไรที่เราต้องหวงแหน เรื่องของเรื่องก็คือ หลังจากติดต่อฝ่ายต่างๆและหาช่องทาง ในที่สุด ผมก็ไปปตานีเพื่อทำโครงการ residency กับร้านหนังสือขนาดเล็กแห่งหนึ่งที่เรียกว่า บูคู บูคูไม่ใช่แค่ร้านหนังสือเท่านั้น…
ตอนที่ผมติดต่อกับอดีตนักศึกษานักเคลื่อนไหวที่ปตานีและบอกกับเขาว่า ผมจะพักที่ร้านหนังสือบูคู เป็น residency เขาก็ตอบทันทีว่า ร้านหนังสือนั้นเป็น “แหล่งสนับสนุน LGBT” ผมก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ ในข้อความที่เขาส่งมาทางเฟสบุ๊กนั้น ผมรู้สึกกังวลว่า มีความเคร่งครัดอะไรบางอย่าง ยิ่งไปกว่านั้น ผมก็เริ่มไม่แน่ใจว่า ผมจะวางตัวอย่างไรตลอดช่วงที่ผมทำโครงการ residency นั้น ไม่ใช่อะไร ฝ่ายที่จะส่งผมไปที่นั้นเป็นกลุ่มศิลปินจากไต้หวัน ส่วนตัวผมเองไม่ใช่ศิลปินที่ผลิตผลงานศิลปะ
ผมก็ตั้งคำถามว่า หาก มุนชี อับดุลลาห์ (Munsyi Abdullah) พาพวกเราเดินทางทั่วนูซันตารา พวกเราจะมองเห็นอะไร ผมไม่อยากถูกมองว่าเป็นตัวแทนของพันธมิตรใหม่ทางใต้ (New South Bound) ซึ่งเป็นนโยบายทางการทูตของรัฐบาลไต้หวันเพื่อแสวงหามิตรใหม่ในภูมิภาคของพวกเรา เพื่อแข่งขันกับอิทธิพลของพี่ใหญ่คือ สาธารณรัฐประชาชนจีน เหมือนที่ ณ วันนี้ มุนชี อัลดุลลาห์ ถูกมองว่าเป็นสายลับของอังกฤษ และมองข้ามหายนะที่เกิดจากการล่าอาณานิคม อุ้ย ไปถึงขนาดนั้นเลย
แบบนี้ก็แล้วกัน หลังจากผมไตร่ตรอง ผมจะเป็นผู้สังเกตการณ์ที่สนใจกับระบบนิเวศทางด้านศิลปะ-วัฒนธรรมในภาคใต้ของประเทศไทยก็พอ; คนที่เลือกที่จะ “jue tanpo senjato (ต่อสู้โดยปราศจากอาวุธ)” – วลีที่ผมเคยได้ยินหลังจากพบกับคนที่อยู่ในวงการศิลปะ-วัฒนธรรมที่ปตานี อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าไม่มีวิธีการต่อสู้อื่นๆ มีอยู่แล้ว – หนึ่งอาทิตย์ก่อนที่ผมมาที่นี่ ป้อมทหารถูกโจมตี ประชาชนทั่วไปยังถูกควบคุมตัวโดยพลการ
เท่าที่ผมจำได้ ปตานีแค่อยู่ในตำนานอันลือชื่อ; ความผิดแปลกของแม่น้ำที่เป็นน้ำกร่อย ศพของผู้รู้ศาสนาลอยตัวในระดับหน้าอกหลังจากถูกผู้หลักผู้ใหญ่ประหาร แต่กลายเป็นเรื่องที่ “เขย่าขวัญ” ราชวัง และชื่อกษัตรีที่มีสีสัน และเรื่องที่ใกล้ตัวผมมากที่สุดคือ เรื่องราวเกี่ยวกับต้นตระกูลของผมเอง ผมเคยได้ยินเรื่องราวของปาตานีจากปู่ของผม หลายๆครั้งผมเรียกเขาเป็น “อาเยาะห์” สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นก่อนที่ผมรู้จักปตานีผ่านจอโทรทัศน์ซึ่งเป็นหนึ่งในสามจังหวัดที่นองเลือดหลังโศกนาฏกรรมตากใบในปี 2547
นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น ตอนที่เดินทางไปถึงปตานี ผมสงสัยถึงข้อเสนอของกลุ่มศิลปินไต้หวันที่สนับสนุน residency ของผม เขาว่า ผมที่เป็น “มลายูอิสลาม” จากมาเลเซียย่อมเข้าใจ “มลายูอิสลาม” ในสามจังหวัดได้ดีกว่า เขากล่าวอีกว่า ในภาคใต้ของประเทศไทย หาก “คนนอก” (หมายถึงคนที่มาจากกรุงเทพฯ) มา คนในพื้นที่ก็ไม่ยอมเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง
เหตุผลก็คือ ผมถูกมองว่าเป็น “คนใน” โดยไม่มีภาระความขัดแย้งยาวนานหลายร้อยปีระหว่างสยามกับปาตานีตามปัจจัยสองอย่าง มลายูกับอิสลาม ซึ่งสองปัจจัยนี้มักจะถูกโยงเข้าหากันตามทัศนคติอันคับแคบและเก่าแก่
เป็นตรรกะที่สมเหตุสมผล แต่ประวัติศาสตร์ไม่เรียบง่ายขนาดนั้น ประวัติศาสตร์ ถึงแม้ว่าเราใช้มันเพื่อเข้าถึงความจริง แต่เราแค่จับได้ครึ่งหนึ่ง ประวัติศาสตร์ทำให้เราสามารถคาดการณ์สิ่งที่อยู่ข้างหน้า ไม่ใช่สิ่งที่จมอยู่ในอดีต ประวัติศาสตร์เป็นแค่ครึ่งหนึ่งของความจริง อีกครึ่งหนึ่งนั้นฝากไว้กับซิซิฟัส (Sisyphus) และโศกนาฏกรรมของเขาที่ถูกสังหารโดยไม่มีความตาย
เพราะฉะนั้น ตลอดเวลาที่อยู่ที่นั่น ผมถามตัวเองเกี่ยวกับความหมายของการเป็น “คนใน” หรือ “คนนอก” มีอะไรอยู่ข้างในหรือข้างนอก; หรือความหมายของมันแยกกันได้หรือ อะไรเป็นสิ่งที่กำหนดให้เราเป็นคนที่อยู่ “ข้างนอก” ก่อนที่จะไปอยู่ “ข้างใน” เมื่อผมเจอกับวาทกรรมของ “คนนอก” และ “คนใน” แบบนี้ ผมไม่ได้รีบตอบโต้โดยไม่มีทิศทาง เพราะรากเหง้าของการเมืองก็แค่นี้: การแบ่งแยก การเมืองมีอยู่ได้เมื่อมีการแบ่งแยกเท่านั้น – ตั้งแต่สมัยที่ลูกของอดัมและเอวาสังหารกันจนถึงหีบเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยในปัจจุบัน ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่น่าขันก็คือ ประเด็นนี้สามารถบรรยายได้อย่างสมบูรณ์แบบในเรื่องเล็กๆน้อยๆที่ผมจะเล่าหลังจากนี้
แบบนี้ก็แล้วกัน: ผมเชื่อว่า ไม่ใช่ผมคนเดียวที่เรียกร้านต้มยำที่ผุดขึ้นราวกับดอกเห็ดทั่วคาบสมุทรเป็นร้าน “สยาม” และผมเชื่อว่า ทุกคนเรียกแบบนี้ – ถึงแม้ว่า เราตระหนักว่า แม่ค้าที่ใส่ผ้าคลุมหัวอาจจะเป็น “มลายู” มากกว่าเรา หรืออาจเป็น “อิสลาม” มากกว่าเราอีก
แต่ที่นี่ อัตลักษณ์ไม่ใช่แค่ธรรมเนียมหรือคำห้อยหัวห้อยท้าย และไม่ได้ง่ายเหมือนที่จะพูดว่า “คุณเป็นมลายู เขาเป็นอิสลาม ผมเป็นเกย์ ผมโอเค” พวกเรามองอย่างมักง่ายว่า พ่อค้าแม่ค้าจากสามจังหวัดเป็นคนที่มาจากข้างในวงอัตลักษณ์ของสยาม มันต่างกันยังไงกับคำพูดคราวแรกที่ผมคิดว่ายังไม่ตกผลึกพอของมิตรสหายจากไต้หวันเกี่ยวกับตำแหน่งแห่งที่ของผมในโครงการนี้ เพียงเพราะผมเป็นคน “มลายูอิสลาม” คนหนึ่ง
ดังนั้น อัตลักษณ์ที่เกิดจากวัฒนธรรม ศาสนา หรือไม่ว่าจะเป็นปัจจัยทางสังคมอะไรก็ตาม มันแทบไม่เคยเป็นกลางและมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร หากยืมคำของ บัคติน (Bakhtin) นักภาษาศาสตร์และปราชญ์ชาวรัสเซียที่สอนประเด็นนี้ในหนังสือ The Dialogic Imagination ว่า ในวินาทีที่อัตลักษณ์ถูกทำให้จนตรอก มันจะกลายเป็นน้ำและ “กำซาบไปด้วยการต่อสู้” กับเจตนาของผู้พูด ยิ่งไปกว่านั้น มันจะล้ำหน้าเจตนาอื่นๆโดยผู้พูดไม่รู้ตัว (Bakhtin 2008[1981], 35) ความหมายเบื้องลึกมักจะปรากฏตัวผ่านสิ่งที่บัคตินเรียกว่า “super-addressee”: เสียงสะท้อนจากอำนาจ – ในกรณีนี้คือรัฐบาลไทยผ่านกระบวนการ รัฐนิยม – ผู้พูดหรือผู้เขียนกล่าวออกมาเกินสิ่งที่ต้องการจะพูดหรือเขียน (1986,126) ในกรณีนั้น อัตลักษณ์ไม่ได้เป็นคำนามอีกแล้ว แต่ถูกบังคับให้เป็นคำกริยา การต่อสู้เพื่อเป็นมลายูมุสลิมในภาคใต้ของประเทศไทยเป็นเรื่องหนึ่ง การได้เป็นมลายูมุสลิมทันทีในประเทศมาเลเซียเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าอย่างนั้นแล้ว ที่ไหนล่ะที่มี “คนนอก” และที่ไหนล่ะที่มี “คนใน” เมื่อเราพิจารณาความเป็นจริงสองแบบนี้
II
นานหลายสัปดาห์ อับดุลเลาะห์ อีซอมูซอ นอนทรมาน
ลิ้นแก่ของอาเยาะห์เปียกเมื่อเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ของบรรพบุรุษ – ที่ผมสืบทอดมา และจะถูกถ่ายทอดให้กับคนที่อ่านข้อเขียนนี้ – ที่ซึ่งประเด็นหลักที่ต้องการจะเล่าไม่ใช่ตัวประวัติศาสตร์ ประสบการณ์ของแกขมขื่นจริงๆ ลองคิดดู แกต้องขี่ม้าเป็นหลายวันกลางป่า และทราบอย่างดีว่าจะไม่มีวันกลับมาที่รือเสาะ ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของแก แกกังวลว่า ทหารรับจ้างของสยามจะล่าแกมาถึงตุมปัต (Tumpat) ที่แกแวะพัก และรีดเอาข้อมูลเกี่ยวกับวงญาติจากราชวังยุคก่อน จนถึงบัดนั้น ไม่มีใครจากครอบครัวที่กลับมารือเสาะเลย จนวันนั้นที่ผมแวะมา
มีบางสิ่งที่รบกวนความคิดของผมเกี่ยวกับประเด็นนี้ที่ทำให้เกิดคำถามที่ไม่ได้รับคำตอบ ประเด็นแรก อาจเป็นไปได้ว่า ตั้งแต่ช่วงแรก ความฝังใจที่ถูกมือสังหารล่านั้นยังมีผล และสถานการณ์ก็ยังตึงเครียด – มีหลายคนที่ต้องเปลี่ยนชื่อและละทิ้งยศถาบรรดาศักดิ์ เพราะกลัวที่จะต้องชำระหนี้ด้วยชีวิต ประเด็นที่สอง มีอะไรบางอย่างที่เป็นส่วนตัว และเป็นชะตากรรม – อาเยาะห์ไม่ได้ติดตามพ่อของแกไปเมื่อแกทิ้งทุกอย่างที่รือเสาะ ประวัติศาสตร์แค่เป็นข้ออ้างเพื่อหนีไปยังพื้นที่ห่างไกล
เมื่อสัปดาห์ที่สองที่อยู่ที่นั่น ผมเข้าไปถึงรือเสาะพร้อมกับผู้ก่อตั้งหอศิลป์ Patani Art Space อ. เจะอับดุลเลาะ และนักวิชาการ ดร. อาราฟัต จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ พวกเขาให้การดูแลอย่างดีเมื่อผมอยู่ที่นั่น ผมมาที่รือเสาะในวันนั้นด้วยความคาดหวังว่าจะพบกับทายาทของอุลามาอฺที่มีฉายา อัล-ฟาฏอนี อันเป็นที่นับถือนั้น ดร. อาราฟัตเคยเขียนเรื่องการอพยพข้ามชาติของชาวปาตานีในวิทยานิพนธ์ของเขา หนึ่งในข้อค้นพบก็คือ เป็นการด่วนสรุปเกินไปถ้าจะมองว่าคนมลายูในภาคใต้ของไทยแค่เป็นผู้รับทุกอย่างมาจากภายนอก ในเมื่อความคิดความอ่านจากสารพัดข้อเขียนในที่ห่างไกลของตระกูลอัล-ฟาฏอนีนั้นยังคงได้รับการหยิบยกมาวิพากษ์วิจารณ์
พวกเขาปักหลักอยู่ที่เมกกะนานก่อนที่บางส่วนตัดสินใจที่จะกลับมาที่ภาคใต้ของไทย จากการสนทนาระหว่างผู้ดูแลทั้งสอง ผมไม่สามารถเข้าใจเรื่องทั้งหมดได้ เพราะผมไม่คุ้นเคยกับประเด็นที่พวกเขาคุยกัน ผมทำได้แค่แบ่งปันประสบการณ์เรื่องอาหารที่ไม่ธรรมดาเท่านั้น ลองคิดดู โรตีปาแยร้อนๆที่กินกับแกงไก่ตามด้วยผักก้านก่อง ก่อนที่จะกลับ เขาบอกอย่างล้อเล่นว่า “หากมีคนที่ขายโรตีปาแยในสามจังหวัดนี้ ผมนี่แหละที่สอนวิธีการทำให้กับพวกเขา”
ยากที่จะอธิบายความรู้สึกเมื่อผ่านเมืองรือเสาะที่เล็กๆ หลังจากออกจากบ้านของทายาทตระกูลอัล-ฟาฏอนีคนหนึ่ง กว่าน้ำตาจะเอ่อท้นขึ้นมาก็ตอนที่ผมนึกถึงช่วงเวลาที่ผมอยู่ที่รือเสาะหลังกลับจากที่นั่นได้สักพัก รือเสาะเป็นหนึ่งใน “พื้นที่สีแดง” ในสามจังหวัด ซึ่งเป็นพื้นที่ที่นักต่อสู้เอกราชปาตานีที่ติดอาวุธยังเคลื่อนไหวอยู่ เสียงข้อเรียกร้องเจ็ดข้อของหะยีสุหลงยังสะท้อน และทหารไทยก็หาตัวผู้เรียกร้องไม่เจอ เป็นไปไม่ได้ที่กองทัพจะจับกุมคนทุกคนที่มีเครา หรือใส่ผ้าคลุมหัว หรือพูดภาษามลายู ซึ่งตามสายตาของผู้มีอำนาจ “ไม่ใช่” สยาม – แต่เป็น “คนนอก”
ชื่อรือเสาะนั้นไม่มีความหมาย คงจะเป็นคำมลายูที่เขียนด้วยตัวอักษรไทย ซึ่งลบความหมายดั้งเดิมของคำนั้นไปหมด: resok ต้นสักชนิดหนึ่ง รือเสาะไม่ใช่ชื่อแรกที่ถูกทำให้เป็นสยามโดยประเทศ ประวัติศาสตร์เต็มไปด้วยความหมาย ความหมายถูกกล่าวด้วยภาษา หากภาษาไม่ถ่ายทอดความหมาย มันมีความหมายอะไร ยิ่งไปกว่านั้น ทิศทางของประวัติศาสตร์จะเป็นอย่างไร สำหรับคนที่อยู่ในสามจังหวัด นี่คือทางแยกที่พวกเขาต้องผ่านทุกวัน เลือกอะไรก็ผิด ไม่เลือกก็ยิ่งผิด
III
ผู้ล่วงลับ อับดุลเลาะห์ อีซอมูซอ กลับไปสู่ความถาวร
บางครั้งผมตระหนักว่า หูขวาของผมไม่ค่อยได้ยินเมื่อผมคุยกับมิตรสหาย บางทีผมต้องขอให้พูดซ้ำหากพวกเขายอม จากนั้น ผมได้เรียนรู้ที่จะปะติดปะต่อสิ่งที่พวกเขาพูด และจับความหมายจากเศษของคำศัพท์ เมื่อผมอยู่ที่ปตานี เสียงกระซิบจากโต๊ะสนทนาบังคับให้หูของผมทำงาน ภาษาถิ่นไม่ใช่ปัญหาหลักสำหรับผม ผมเป็นคนที่คนในกัวลาลุมปูร์เรียกว่า “มีกลิ่นบูดู” หมายถึง คนที่พูดและเข้าใจภาษาถิ่นฝั่งตะวันออก (ของคาบสมุทรมลายู – ผู้แปล) ได้เป็นอย่างดี
การกระซิบที่นี่รู้สึกไม่ค่อยถูกที่ ที่โต๊ะร้านอาหาร ในรถที่ผ่านด่านตรวจของทหาร ในห้องประชุมท่ามกลางคนมากมาย ผมเป็นคนที่หัวเก่าในเรื่องนี้ ปกติ การกระซิบนั้นทำกันบนเตียงระหว่างคู่รัก การกระซิบถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางแบบนี้ได้อย่างไร นี่คือความเข้าใจผิดอย่างสาหัสของผม แต่ผมเรียนรู้เพื่อเข้าใจ และหูของผมก็เข้าใจ ไม่ต้องพูดเสียงดัง กระซิบกระซาบหมายถึงการระมัดระวัง แค่รู้ความหมายก็พอ ที่เหลือนั้นก็ปล่อยให้ลมพัดไป
กรณีการกระซิบที่น่าสังเกตที่สุดเกิดขึ้นเมื่อผมเข้าร่วมการพบปะกันครั้งหนึ่ง ผู้เข้าร่วมใช้ภาษาไทยกับภาษาอังกฤษผสมกันเพื่อพูดถึงพัฒนาการด้านการเมืองในสามจังหวัด อยู่ดีๆคนพูดหลักลดเสียงลงและบอกว่า “จนถึงวันนี้ พวกเราไม่สามารถเชื่อคนสยามได้ (sapa lo ni kito tokleh cayo ko ore Sie)” – ประวัติศาสตร์ของพื้นที่แห่งนี้ ในการพบปะกันที่คึกคักนั้น คำกระซิบนั้นถูกกล่าวให้กับผมคนเดียว สำหรับผม คำกระซิบแสดงถึงความไว้วางใจ และคำกระซิบก็มีอยู่ตลอดเพื่อพูดถึงทุกอย่าง; ฮีกายัต ปาตานี (Hikayat Patani, ตำนานปาตานี) ถูกอ่านด้วยเสียงกระซิบในสมัยที่นโยบายรัฐนิยมกำเริบภายใต้รัฐบาลพิบูลสงคราม พวกเขารู้สึกว่าถูก ตานะห์ มลายู (Tanah Melayu ดินแดนมลายู) ทรยศ เพราะไม่จริงใจที่จะ “ผนวก” ปาตานีเป็นส่วนหนึ่งของคาบสมุทร จนกระทั่งคนที่ไม่พอใจเลือกที่จะต่อสู้ด้วยช่องทางต่างๆรอบตัวเรา
เสียงกระซิบ หากรวมกันก็จะกลายเป็นเสียงดังพอที่จะสะเทือนหูของผู้มีอำนาจ ยิ่งกว่านั้น อับดุลเลาะห์ อีซอมูซอก็เงียบเลย หรือเงียบเกินไป เขา ที่ไม่ใช่บุคคลที่มีบทบาทใดๆ ถูกควบคุมตัวชั่วข้ามคืนโดยเจ้าหน้าที่ทหาร เพราะต้องสงสัยว่ามีส่วนร่วมในการก่อเหตุที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ วันที่ 22 กรกฎาคม 2562 ร่างกายที่ไม่ขยับถูกส่งไปถึงห้องไอซียู กองทัพประกาศว่า “สมองตาย” อาจไม่มีใครเชื่อ จะเชื่ออย่างไร กฎหมายและความยุติธรรมก็ขัดแย้งกันมานานในพื้นที่แห่งนี้ ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งสอง – กฎหมายและความยุติธรรม – ถูกด่วนใช้เป็นเครื่องมือปิดปากประชาชน
เราไม่อาจจะได้ยินเสียงของอับดุลเลาะห์ อีซอมูซออีก; เขาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2562 หลังจากไม่รู้สึกตัวเป็นหนึ่งเดือน เขาไม่ใช่ผู้มีอิทธิพลทางการเมืองที่ชอบอวดผลงาน ไม่มีใครรู้ว่าเขากระซิบอะไรก่อนที่ดวงตาเขาจะปิดลง หรือในวินาทีที่เขาถูกทหารรทมาน หลายพันคนยังมีชีวิตอยู่ กระซิบต่อเพื่อขับขานประวัติศาสตร์ “นี่คือตากใบที่สองของเรา” ที่ไม่อาจลืม
2 thoughts on “ปตานี สามองก์ในสามเรื่องเล็กๆ”