ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ เขียน
เอเดรียน ไบเยอร์ วาด
คัดจาก มลายูที่รู้สึก (ปาตานีฟอรั่ม, 2558) หน้า 20-42
[Klik di sini untuk membaca “Orae Lua | Orang Luar” dalam bahasa Melayu]
[To read “Orae Lua | Outsider” in English translation with an introduction, click here]
ออแฆลูวา — คนนอก
ยามสายที่เงียบเหงาของวันหนึ่ง แบนิ (นามสมมติ) ชายมลายูวัยกลางคนผู้เคร่งขรึมนั่งจิบกาแฟกับผมในร้านน้ำชากลางกำปง (หมู่บ้าน) ก่อนหน้านี้ เขาอ้อยอิ่งอยู่ในร้านโดยไม่ยอมออกไปทำงานรับจ้างอย่างเช่นทุกวัน กระทั่งคนในร้านเริ่มบางตา แบนิจึงถือโอกาสย้ายมานั่งร่วมโต๊ะกับผม พร้อมสั่งกาแฟเพิ่มเป็นแก้วที่สามในเวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมง มันทำให้ผมรู้สึกตงิด ๆ ว่าเขาอาจมีอะไรที่อยากคุยกับผมเป็นพิเศษ
เราถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันคร่าว ๆ เขาทราบเรื่องที่ผมจัดประชุมเพื่อชี้แจงสถานภาพและแสดงความเห็นใจต่ออุปสรรคที่เกิดขึ้นกับผมระหว่างการเก็บข้อมูล
“เรามันคนนอกเหมือนกัน” แบนิเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
………………………………………………………………………………….
กว่า 20 ปีแล้วที่แบนิย้ายเข้ามาอยู่ในกำปงแห่งนี้ในฐานะ “อาเนาะ-นาตู” หรือลูกเขย เขาเกิดในกำปงแห่งหนึ่งในบริเวณเชิงเขาและเติบโตมากับอาชีพกรีดยาง ทว่าเทวทูตแห่งความรักกลับแผลงศรให้แบนิมาพบกับลูกสาวชาวประมงระหว่างเรียนศาสนาในปอเนาะ คนทั้งสองแต่งงานกันอย่างเรียบง่าย แบนิย้ายเข้ามาอยู่ที่บ้านเจ้าสาวตามธรรมเนียมเดิมของมลายูและต้องช่วยพ่อตาออกเรือหาปลาจนกว่าจะสามารถ “แยกครัว” เป็นของตนเองได้
ชีวิตใหม่ของแบนิในกำปงดำเนินตามปกติเฉกเช่นคนทั่วไปทั้งยังฉายแววประสบความสำเร็จในชีวิตมากกว่าคนอื่น ๆ เขาเป็นตัวแทนของชุมชนในการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่และเป็นครูสอนศาสนาในตาดิกา (โรงเรียนสอนศาสนาเบื้องต้นสำหรับเด็ก) กระทั่งหลายวันก่อนแบนิเกิดขัดแย้งทางความคิดเรื่องการเรี่ยไรเงินเพื่องานบริการสาธารณะและงานศาสนกิจในชุมชน เช่น งานเมาลิด พิธีฝังศพ ซ่อมแซมมัสยิดทำความสะอาดกูโบ (สุสาน) และการวางท่อน้ำประปา เป็นต้น เขาเห็นว่าคนจนควรเป็นผู้ได้รับสิทธิดังกล่าวและต้องเข้าร่วมในทุกกิจกรรม แต่ไม่ควรจ่ายเงินเพราะจะเป็นการ “รีดเลือดจากปู” จนเกินไป ทว่า อีกฝ่ายกลับเห็นว่าสมาชิกในชุมชนทุกครอบครัวควรบริจาคเงินอย่างเท่าเทียมกันแต่จะมากน้อยเพียงไรนั้นขึ้นอยู่กับรายได้ในแต่ละเดือน
“พวกเค้าไม่เคยคิดเลยว่าวัน ๆ นึงหลายคนไม่มีแม้ข้าวสารจะกรอกหม้อต้องกู้หนี้ยืมสินกันตลอด แบเชื่อมั้ยว่าถ้าผลมันออกมาอย่างที่พวกเค้าคิด บรรดาเถ้าแก่ในกำปงได้มีลูกหนี้เพิ่มอีกเพียบ จากการปล่อยเงินกู้ ให้คนจนนำเงินไปบริจาค” แบนิเล่าให้ผมฟังด้วยแววตากร้าวขึ้น เขาสำทับว่ากติกาการบริจาคดังกล่าวไม่ได้วางบนพื้นฐานของหลักศาสนาอิสลามแต่อยู่ภายใต้เงื่อนไขของการใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นในกำปง ผู้ไม่บริจาคเงินมักได้รับคำนินทาซุบซิบอยู่เสมอทั้งต่อหน้าและลับหลัง ตลอดจนเข้าไม่ถึงบริการต่าง ๆ ที่สมควรจะได้รับ
“คนจนจึงต้องแบกภาระส่วนตัวถึงจะมีชีวิตเพื่อส่วนรวมในชุมชนได้ เราไม่เคยมีสวัสดิการสำหรับคนจนเลย แบคิดว่ามันถูกแล้วหรือ” แบนิยิงคำถามอันคมคายออกมาจนผมตั้งตัวไม่ติด ทว่า แววตาของเขาพลันสลดลงด้วยข้อสรุปจากประสบการณ์ซึ่งเคยเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า “แต่คนจนแทบทุกคนก็ต้องทำ บางคนคิดว่ามันเป็นกติกาที่ต้องยอมรับ ไม่อย่างงั้นพวกเค้าก็จะพึ่งพาเถ้าแก่หรือญาติพี่น้องในเรื่องอื่น ๆ อีกไม่ได้
ข้อถกเถียงของแบนิต่อเรื่องราวดังกล่าวขยายออกจากที่ประชุมกรรมการหมู่บ้านไปสู่คนกลุ่มอื่น ๆ จากปากหนึ่งไปสู่อีกปากหนึ่งจนเป็นที่รับรู้กันทั่ว ที่น่าแปลกก็คือคนจนในชุมชนกลับเป็นกลุ่มที่วิจารณ์ความคิดของเขามากที่สุด ทั้งที่เป็นกลุ่มคนซึ่งแบนิต้องการช่วยเหลือ
“เค้าบอกว่าผมมันเป็นคนนอก ไม่มีทางเข้าใจคนที่นี่ได้” เขากล่าวทิ้งท้าย
………………………………………………………………………………….
ในฐานะผู้รับฟัง ผมเริ่มจับต้นสายปลายเหตุได้ชัดเจนขึ้น ข้อถกเถียงของแบนิกับคนในชุมชน มิได้แตกต่างไปจากเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอีกหลายวัฒนธรรม แน่นอน นักมานุษยวิทยาหลายคนที่ศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมอาจตั้งข้อสังเกตต่อเรื่องราวข้างต้นว่าเป็นการท้าทายระบบคุณค่าและความเท่าเทียมในโครงสร้างสังคมเดิมด้วยโลกทัศน์ชุดใหม่ หากเรามองในแง่นี้ ข้อเสนอของแบนิก็กำลังกลายเป็นสิ่งที่สร้างความปั่นป่วนกับสายสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ในชุมชน ความยุติธรรมของเขาอาจเป็นการทำลายทางเลือกและทางรอดของคนจนในกำปง!
ทว่า สิ่งที่ผมรู้สึกฉงนมากกว่านั้นคือข้อวิจารณ์เรื่อง “ความเป็นคนนอก” ของกลุ่มคนจนซึ่งมีต่อแบนิ เพราะในวัฒนธรรมมลายูมุสลิมการใช้คำว่า “คนนอก” หรือ “ออแฆลูวา” นั้นเป็นเรื่องที่มีความสลับซับซ้อนอยู่ไม่น้อย
ดังกรณีซึ่งเกิดกับตัวของผมเอง หลังจากการชี้แจงสถานภาพที่แท้จริงเพื่อสลัดภาพ “เถ้าแก่สิงคโปร์” ให้หลุดออกไปจากตัวแล้ว คนในชุมชนจำนวนไม่น้อยเรียกผมว่า “ออแฆบาเกาะ” หรือ “คนกรุงเทพฯ” ซึ่งตรงข้ามกับ “ออแฆซินี่” อันหมายถึง “คนที่นี่” แต่เมื่อใดก็ตามที่ผมต้องการเข้าไปสัมภาษณ์ผู้อาวุโสจำนวนหนึ่งซึ่งมักนั่งคุยกันบริเวณระเบียงของมัสยิด หรือเข้าไปสังเกตการณ์พิธีกรรมฝังศพในกูโบร์ (สุสาน) ผมมักจะถูกเรียกว่า “ออแฆลูวาอากาโม” หรือ “คนนอกศาสนา” พร้อมๆกับการปฏิเสธไม่ให้มีส่วนร่วมในกิจกรรมดังกล่าว
บางคนจัดประเภทผมอยู่ในกลุ่มเดียวกับทหาร ตํารวจ และนักวิชาการทั้งหลายที่ระดมสรรพกำลังลงไปในบริเวณสามจังหวัดภาคใต้โดยเรียกรวม ๆ ว่าพวก “ออแฆแปและ” หรือ “คนแปลกหน้า” ซึ่งมีความหมายไปในทางด้านลบมากกว่าด้านบวก เพราะมักเป็นคำเรียกคนซึ่งมาเยือนด้วยวัตถุประสงค์อันคลุมเครือหรืออันตราย ในการตีความของคนมลายู คนประเภทนี้จัดเป็นพวก “ชายขอบ” ของคนนอกอีกทีหนึ่ง
กระนั้น หลังจากที่ผมคลุกคลีสนิทสนมกับคนในชุมชนและเป็นที่ไว้ใจมากขึ้น ผมเริ่มสังเกตว่าคนในชุมชนได้สลายชื่อเรียกต่าง ๆ ไปหมดบางคนหันมาเรียกชื่อเล่น ผู้อาวุโสหลายคนมักเรียกผม ว่า “อาเด๊ะ” อันหมายถึงลูกหลานหรือเด็กตัวเล็ก ๆ ขณะที่มีอีกหลายคนมักเรียกผมว่า “แบ” ซึ่งหมายถึง พี่ชาย แน่นอน ผลที่ตามมาคือการได้รับสิทธิ์เข้าไปสังเกตการณ์พิธีกรรมในกูโบและสามารถเข้าไปนั่งสนทนากับผู้อาวุโสในมัสยิดทั้งที่เป็นคนนอกศาสนา
เมื่อมานึกดู “ความเป็นคนนอก” ของผมมีพื้นฐานมาจากความแตกต่างทางศาสนา ภาษา และชาติพันธุ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ “ติด” ตัวผมมาแต่แรกเริ่มและได้ถูก “คนใน” หยิบยกขึ้นมาใช้อธิบายภายใต้เงื่อนไขของแต่ละสถานการณ์เมื่อต้องการสร้างความรู้สึกร่วมว่าผมเป็นคนละพวกกับพวกเขา แต่ “ความต่าง” ดังกล่าวก็พร้อมที่จะถูกเพิกเฉยหรือลบสลายไปจากความรับรู้ของ “คนใน” เมื่อผมมีตำแหน่งแห่งที่ที่ชัดเจนในชุมชนที่ทำให้เชื่อได้ว่าผมจะไม่นำอันตรายมาสู่พวกเขาและเธอ
ตรงกันข้าม ความเป็นคนนอกของแบนิกลับเป็นสิ่งที่ “เห็น” และตระหนักถึงมันได้ยากกว่า โดยเฉพาะกับคนนอกชุมชนเช่นผมเพราะเป็นสิ่งที่คนในชุมชนจงใจ “สร้าง” หรือเลือกขึ้นมาตอกย้ำ แบนิเป็นคนมลายูพูดภาษามลายู อาศัยอยู่ในชุมชนแห่งนี้มากว่า 20 ปี ทั้งยังมีฐานะยากจนเช่นเดียวกับกลุ่มคนที่วิพากษ์วิจารณ์เขา ดูเผินๆ เหมือนจะกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับคนอื่น ๆ ในชุมชน แต่เมื่อเกิดความขัดแย้งกันทางความคิดคนในชุมชนก็มองหาสิ่งที่จะอธิบายว่าเหตุใดแบนิจึงคิดต่างไปจากพวกเขาได้ในกรณีนี้ ความสำเร็จที่ผ่านมาของแบนิในการเป็นที่ยอมรับของชุมชนจึงถูกมองข้ามและสถานภาพของ “เขย” จากชุมชนเชิงเขาได้ถูกหยิบขึ้นมาใช้อีกครั้งเพื่อตอกย้ำ “ความเป็นคนนอก” ของแบนิ
แน่นอน ความเป็นคนนอกของแบนิมีพื้นฐานมาจากการแต่งงานเข้าตระกูลทางฝ่ายหญิงซึ่งเป็นกลุ่มเครือญาติและสายตระกูลหลักในชุมชน ลำพังสถานภาพของการเป็น “เขย” ที่ไม่สามารถแยกครัวออกมาเป็นของตัวเอง ต้องอาศัยร่วมชายคาเดียวกับพ่อตามาตลอด ก็ทำให้คนในชุมชนแอบนินทาแบนิทั้งต่อหน้าและลับหลังว่าเป็นพวก “ออแฆแดกอ” หรือ “คนพิการ” แล้วยิ่งกว่านั้น ภาพลักษณ์ของคนในชุมชนเชิงเขาตามทัศนะของคนในชุมชนประมงริมทะเลคือการเป็น “ออแฆดาฆะ” หรือ “คนบ้านนอก” ที่อยู่ห่างไกลความเจริญ ขาดวัตรปฏิบัติทางศาสนาและไม่รู้จักกติกาในการอยู่รวมกันเป็นชุมชนใหญ่
ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ถูกหยิบขึ้นมาตอกย้ำและทำให้หลายคนในชุมชนกล่าวกับผมว่า “ข้อเสนอของแบนิก็ดูดีมีหลักการอยู่หรอก แต่มันเป็นเพียงความเห็นของคนบ้านนอก คนที่ไม่มีปัญญาสร้างบ้านและซื้อเรือเป็นของตนเอง เราจะเห็นด้วยกับเขาได้อย่างไร”
………………………………………………………………………………….
ภายในร้านน้ำชากลางกำปงยามเที่ยง ผมนั่งจดบันทึกประจำวันอยู่เพียงคนเดียว ข้างกายรายล้อมด้วยแก้วกาแฟและเศษยาสูบใบจากของผู้มาเยือน แบนิเดินซึมกะทือกลับบ้านไปแล้วหลังจากที่เขาระบายความคับข้องในใจออกมาจนหมด
เรื่องราวของแบนิทำให้ผมต้องหันมาตั้งคำถามกับหลักการเบื้องต้นในการทำงานภาคสนามทางมานุษยวิทยาไม่น้อย โดยเฉพาะการพยายามทำความเข้าใจโลกทัศน์ทางวัฒนธรรมในความหมายเดียวกับที่คนในท้องถิ่นหรือคนพื้นเมืองเข้าใจ ตลอดจนความปรารถนาอันแรงกล้าของนักมานุษยวิทยาแทบทุกคนในการเข้าถึง “ความเป็นคนใน” (insider) และมองโลกด้วยสายตาของ “คนนอก” (emic view) ไปพร้อม ๆ กัน
ถึงที่สุดแล้ว ท่ามกลางการเพ่งพินิจของนักมานุษยวิทยาว่า “คนใน” คือใคร มีบุคลิกและความรู้สึกอย่างไรนั้น เขาและเธอผู้ถูกจับจ้องอาจเห็นเป็นเรื่องไร้สาระหรือไม่มีความจำเป็นต้องค้นหาก็เป็นได้การค้นหาว่า “ตนคือใคร” และ “คนอื่นคือใคร” อาจจะแทบไม่เคยเกิดขึ้นเลยในชีวิตปกติสามัญของผู้คน
การบรรจบกันระหว่าง “ความเป็นคนนอก” ของผมและแบนิจึงเป็นภาพสะท้อนความปั่นป่วน หรือความผิดปกติในชีวิตทางสังคมของคนในชุมชนเป็นอย่างดี ผมเป็นคนอื่นซึ่งแทรกเข้ามาอยู่ในชุมชนอย่างที่หลายคนไม่ทันตั้งตัว ส่วนแบนิก็กำลังตั้งคำถามที่ท้าทายสายสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ในชุมชน
“ความเป็นคนนอก” จึงเป็นผลผลิตจากความพยายามในการปรับระบบความสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชนให้กลับเป็นปกติ เพื่ออธิบายความแตกแยกหรือแปลกปลอมที่เกิดขึ้นว่าเป็นเพราะความแตกต่างที่แฝงฝังอยู่ในตัวของผู้ที่เป็นสาเหตุ ไม่ใช่เกิดจากปัญหาภายในโครงสร้างหรือระบบความสัมพันธ์ที่ดำรงอยู่ ทั้งนี้ โดยอาศัย “ความต่าง” อาทิเรื่องศาสนา ภาษา ความเป็นคนบ้านนอก หรือสถานภาพทางสังคมอื่น ๆ เข้ามาเป็น “เส้นแบ่ง” บาง ๆ แยกผมและแบนิออกจากคนอื่น ๆ ในชุมชน (ก็ในเมื่อเขาไม่เหมือนกับพวกเราเสียแล้ว เขาจะเข้าใจพวกเราได้อย่างไรและเราจะรับความคิดและตัวเขาได้อย่างไร)
ดังนั้น การพยายามเข้าถึง “ความเป็นคนใน” เพียงอย่างเดียวของนักมานุษยวิทยาจึงอาจเป็นการมองหาข้อมูลเพียงด้านเดียว แถมยังเป็นด้านที่อาจไม่ช่วยให้เราเข้าใจชุมชนที่เราศึกษาได้ดีขึ้น เพราะเป็นสิ่งที่โดยปกติไม่ได้มีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของคนในชุมชน
ต่อเมื่อเกิดกรณีที่ต้องมีการพูดถึง “ความเป็นคนนอก” กันขึ้นต่างหาก เราจึงจะมีโอกาสได้เห็นพลวัตของระบบความสัมพันธ์ที่ดำรงอยู่และได้ตระหนักถึงลีลาชีวิตต่าง ๆ ของผู้คนซึ่งมิได้มีแต่ความเรียบง่าย สวยงาม หากยังอุดมไปด้วยข้อขัดแย้งนานัปการ
ไม่ว่าจะเป็น “พวกเรา” คนนอกหรือผู้คนใน “โลกมลายู” ก็เช่นกัน…
ฤดูมรสุม
ฝนเม็ดใหญ่ ลมกรรโชก และผิวทะเลปั่นป่วนคือสัญญาณของฤดูมรสุม…
คนในกำปงประมงแห่งนี้ทราบดีว่าเมื่อเข้าสู่ช่วงเดือนพฤศจิกายนทีไร เรือลำเล็กของพวกเขาจะนอนนิ่งอยู่ในเพิงริมหาดนานไปถึงเดือนมกราคม ช่วงเวลาเช่นนี้ชาวประมงผู้เจนจัดบนท้องทะเลอาจกลายเป็นพ่อบ้านหรือแม่บ้าน ไม่ก็เป็นแรงงานรับจ้างอยู่ในเมือง ไม่มีใครกล้าเสี่ยงกับธรรมชาติ โดยเฉพาะยามที่มันแปรปรวน
วันนี้เป็นวันที่สามแล้ว ฝนยังคงตกหนักตั้งแต่เช้ามืดและนานจนไม่มีใครสังเกตว่าพระอาทิตย์ขึ้นและลับขอบฟ้าไปเมื่อไร พื้นที่โดยรอบบ้านเช่าของผมซึ่งเดิมทีเป็นที่ลุ่มอยู่แล้วได้กลายสภาพเป็นทะเลสาบขนาดย่อม บางครั้ง เมื่อชําเลืองออกไปนอกหน้าต่างจะเห็นครอบครัวเป็ดเทศพากันลอยตัวมาชอนเศษอาหารใต้น้ำบ้าง เดินยักย้ายย่ำขี้เลนไปมาบ้าง บางขณะยามฝนซาเม็ดลงเพียงช่วงสั้น ๆ บรรดาเด็กผู้ชายข้างบ้านจะวิ่งฝ่าความเฉอะแฉะออกมาประชันความเร็วของเรือลำเล็ก ๆ ซึ่งพวกเขาประดิษฐ์ขึ้นจากใบไม้
ใช่ ภาพเหล่านี้ล้วนมีส่วนทำให้ผมคงความสดชื่นไว้ได้ท่ามกลางการมีชีวิตที่คล้ายถูกขังอยู่แต่ในบ้านอาศัยเพียงการเขียนบันทึกเป็นเครื่องคลายเหงา คนอื่น ๆ ในกำปงคงคิดเช่นเดียวกัน ฝนเบากว่านี้เราคงมีโอกาสไปนั่งคุยกันในร้านน้ำชา ดื่มกาแฟร้อน ๆ และสูบใบจาก คนในกำปงเล่าให้ฟังว่ามรสุมปีนี้หนักที่สุดในรอบ 5 ปี
……………………………………………………………………………………
ห้วงแห่งสายฝนที่ผ่านมา ผมอาศัยเพียงการผูกปิ่นโตกับครอบครัวของแบยุเพื่อประทังชีพ แบยุต้องเดินกางร่มฝ่าฝนมาส่งข้าวให้ผมแทบทุกมื้อ อาหารหลักของฤดูมรสุมนี้มักเป็นปลาเค็มที่คนในกำปงหมักเตรียมเอาไว้ บางบ้านซึ่งมีฐานะดีหน่อยอาจใช้ปลาอินทรี แต่สำหรับครอบครัวที่ยากจน การมีเพียง “อีแกบูดู” หรือบูดูปลานั้น นับว่าเป็นสิ่งเกินพอแล้วสําหรับพวกเขาและเธอ บูดูปลาคือการนําปลาประเภทปลาทูขนาดเล็กมาหมักรวมกับน้ำบูดู รสชาติของมันคล้ายกับก้อนเกลือในรูปของปลามากกว่าจะได้สัมผัสถึงรสเนื้อ มันจึงเป็นอาหารที่ประหยัดและทานได้นาน
ผมได้ลิ้มรสชาติของปลาเค็มทั้งสองประเภทมาแล้วจากฝีมือการปรุงของ ก๊ะยะ ผู้เป็นภรรยาของ แบยุ อันที่จริง สิ่งที่ผมสนใจมากกว่ารสชาติของอาหารคือตัวของแบยุเอง ซึ่งมักใช้เวลาคุยกับผมหลังทานอาหารเป็นเวลานาน ๆ แทบทุกครั้ง เดิมทีผมแค่คิดว่าการมีเพื่อนในยามต้องติดอยู่แต่ในบ้านอย่างนี้ก็นับว่าดีเหลือเกินแล้ว นอกจากนั้นผมยังสามารถถามไถ่เรื่องราวและประสบการณ์ต่าง ๆ ของแบยุในกำปงได้อีกด้วยและเขาเองก็มีเรื่องราวมากมายที่อยากเล่าให้ผมฟังเช่นกัน
กระทั่งวันหนึ่ง ผมจึงค้นพบว่าบางทีฤดูมรสุมยังอาจเปิดฉากบางฉากให้ผมได้เห็นอย่างคิดไม่ถึงได้อีกด้วย วันนั้น แบยุมาส่งปลาเค็มด้วยสีหน้าเศร้า ๆ ทำให้ผมอดที่จะถามเขาด้วยความเป็นห่วงไม่ได้ แต่นั่นกลับเป็นสิ่งที่ทำให้เขาแสดงสีหน้าลำบากใจมากยิ่งขึ้น ผมจึงก้มหน้าก้มตาทานข้าวเพียงลำพัง ส่วนแบยุเดินออกไปสูบใบจากตรงระเบียงที่ยื่นออกไปหน้าบ้านท่ามกลางละอองฝนที่พรมเข้ามาเป็นช่วง ๆ
ความเงียบดำเนินไปเพียงชั่วครู่ แบยุก็เดินกลับมาหาผมพร้อมกับระบายเรื่องราวที่แสนจะอึดอัดออกมา เขาเล่าว่าก่อนหน้าที่จะมาส่งปลาเค็มวันนี้เขาได้ทะเลาะกับก๊ะยะอย่างรุนแรง มูลเหตุของเรื่องคือภาระค่าใช้จ่ายที่มีไม่พอสําหรับค่ากินอยู่รายวันและค่าใช้จ่ายสําหรับไปโรงเรียนของลูก ในช่วงฤดูมรสุม แบยุไม่สามารถออกทะเลได้เลย ซึ่งนั่นหมายถึงรายได้หลักของครอบครัวจะหายไปเป็นเวลาสามเดือน ส่วนก๊ะยะซึ่งมีอาชีพรับจ้างรายวันที่เกี่ยวข้องกับการประมง อาทิ สับหัวปลา แกะเปลือกกุ้งและก้ามปู ก็พลอยตกงานไปด้วยเช่นกัน ครอบครัวของแบยุและอีกหลายๆครอบครัวในกำปงที่ประกอบอาชีพประมงต้องอาศัยหยิบยืมเงินจากเถ้าแก่มาใช้จ่ายตลอดช่วงมรสุม กระทั่งเกิดเป็น “วงจรหนี้” ชนิดที่เรียกว่าหนี้เก่ายังใช้ไม่หมด หนี้ใหม่ก็งอกทับถมไม่รู้สิ้น
บางครั้ง ลมมรสุมก็คือสัญญาณของความยากจนและความตึงเครียดในครอบครัว…
“แบยุ ขอโทษนะ เอ้อ… มีอะไรให้ช่วยหรือจะระบายให้ผมฟังก็ได้นะ” ผมถามขึ้น แต่คำตอบที่ได้กลับเพิ่มความสงสัยมากกว่าช่วยปลดเปลื้องความทุกข์ของเขา แบยุเล่าว่าเขาเป็นเพียงเขยที่ปลูกบ้านอยู่ใกล้ ๆ กับญาติของภรรยา สถานภาพดังกล่าวทําให้เขาอึดอัดเพราะรู้สึกราวกับถูกสอดส่องตลอดเวลา ซ้ำยังไม่สามารถแสดงอารมณ์ออกมาอย่างเต็มที่ แทบทุกครั้งที่ทะเลาะกัน แบยุต้องใช้ความเงียบและปล่อยให้ระยะเวลาเข้ามาเจือจางปัญหา แน่นอน เขารู้สึกลึก ๆ ว่าศักดิ์ศรีลูกผู้ชายของตนกำลังหดหายลงทุกขณะ ครั้งนี้ แบยุจึงหันมาใช้วิธีซึ่งชอบธรรมที่สุดตามหลักของศาสนา
แบยุเล่าว่า ตามหลักศาสนาอิสลาม สามีสามารถทำการหย่ากับภรรยาได้เพียงการเปล่งวาจา 3 ครั้งตลอดชีวิตการครองคู่ เขาจึงใช้วิธีการดังกล่าวบ้างด้วยการกล่าว “ฉันขอตัดขาดจากเธอ” ถึงสองครั้งติดต่อกันโดยตั้งใจว่าจะทิ้งช่วงของการกล่าวถ้อยความครั้งที่สามไว้สักระยะหนึ่งเพื่อเปิดโอกาสให้ก๊ะยะมาขอโทษ และเพื่อให้สถานการณ์ดูตึงเครียดยิ่งขึ้นแบยุจึงทำท่าเข้าไปเก็บเสื้อผ้า เตรียมออกจากบ้าน
ทว่า เวลาผ่านไปนานเกือบสองชั่วโมง ก๊ะยะก็ยังคงไม่เข้ามา แบยุผู้รอคำขอโทษอยู่ภายในห้องเริ่มรู้สึกหมดความอดทน เขาแอบชำเลืองมองก๊ะยะผ่านรอยแตกของฝาบ้านออกไปและพบว่าเธอกับเพื่อน ๆ ของเธอกำลังนั่งสาละวนทําอะไรบางอย่างราวกับไม่ให้ความสำคัญต่อตัวเขาแม้แต่น้อย แบยุจึงคว้ากระเป๋าใบโตออกไป หวังให้ก๊ะยะได้สัมผัสถึงความรู้สึกพลัดพรากและปราศจากสามีบ้าง
ชั่วเวลาไม่กี่อึดใจ เขาได้มาหยุดอยู่เบื้องหน้าก๊ะยะซึ่งกำลังง่วนอยู่กับการสับหัวปลา เธอชำเลืองมองแบยุเพียงครู่เดียวและก้มลงไปทำงานต่อ ฝ่ายแบยุผู้มีกระเป๋าอยู่ในมือเริ่มทำอะไรไม่ถูก เขารู้ว่าหากสับหัวปลาได้หนึ่งเข่ง (ซึ่งหนักประมาณ 20 กิโลกรัม) ลูก ๆ ของพวกเขาจะมีเงินไปโรงเรียน 10 บาท และหากสับได้มากกว่านั้น ย่อมหมายถึงเงินออมสำหรับวันอื่น ๆ เพราะน้อยครั้งนักที่จะมีงานเข้าในช่วงมรสุม ขณะที่แบยุยืนแข็งขืนทำอะไรไม่ถูกอยู่นั้น ก๊ะยะก็เลื่อน เขียงไม้ กะละมัง และมีดมาไว้ข้างตัว พร้อมเอ่ยขึ้นว่า “มัวทำอะไรอยู่ นั่งลง มาช่วยกันสับหัวปลานี่” เขาจึงวางกระเป๋า และนั่งลงสับปลาอยู่ข้าง ๆ ก๊ะยะ
“อ้าว แบยุไม่ได้บอกอะไรกับก๊ะยะเลยหรือครับ” ผมถามขึ้นตรงๆ เพราะสังเกตว่าเรื่องราวได้จบลงอย่างรวดเร็วและออกจะง่ายดายเกินไป
“แล้วจะให้ผมพูดยังไง จะให้ผมบอกเลิกกับก๊ะตอนที่เขากำลังทำงานหาเงินเลี้ยงลูกอย่างนั้นหรือ ผมเป็นหัวหน้าครอบครัวนะ เรื่องทิ้งลูกทิ้งเมียน่ะเป็นไปไม่ได้ เสียศักดิ์ศรีลูกผู้ชายหมด” แบยุตอบกลับ “อีกอย่างนะ ตอนนั้นผมก็คิดแค่เดินไปขู่เท่านั้น ไม่คิดทำจริงหรอก ผู้ชายที่เป็นเขย หากหย่าแล้วกลับไปอยู่บ้านเก่าก็เหมือนเริ่มต้นชีวิตใหม่ เพราะคนเก็บเงินคือเมีย คนเก็บกุญแจบ้านก็คือเมีย ลูก ๆ ก็ขอตังค์แม่ บ้านก็สร้างบนที่ดินของพ่อตา สู้ให้ผมอดทนไว้และช่วยเมียทำงานต่อไปไม่ดีกว่าหรือ”
“อย่างงี้ แสดงว่าสิทธิหย่าร้างตามหลักศาสนาของสามีมันก็ไม่ขลังน่ะสิ” ผมแกล้งกระเซ้าแบยุ
“มันก็ขลังอยู่ในหลักการนั่นแหละ ในชีวิตจริงมีแค่ผู้ชายนายูรวย ๆ ไม่กี่คนหรอกที่ทำอย่างนั้น” แบยุตอบสั้น ๆ พร้อมกับจบบทสนทนาลงด้วยการถามถึงรสชาติของอีแกบูดูและเฉไปถึงเรื่องราวของสภาพดินฟ้าอากาศ
ไม่นานนัก เขาก็หยิบใบจากขึ้นมามวนยาสูบอย่างช้า ๆ ดวงตาของเขามองไปยังสายฝนเบื้องหน้า แบยุอาจกำลังซ่อนความรู้สึกบางอย่างเอาไว้ในใจและผมเชื่อเหลือเกินว่าส่วนหนึ่งคงเป็นเรื่อง “ศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย”
น่าแปลก หลังจากที่แบยุกลับไปไม่นาน ผมกลับรู้สึกดีต่อฤดูมรสุมมากขึ้นแม้ว่าความรู้สึกเช่นนี้ดูจะไม่เป็นธรรมต่อเขาก็ตาม ทว่า ในห้วงที่สายฝนปิดกั้นการเดินทางเพื่อเก็บข้อมูลตามแผนงานของผม “โอกาส” ในการเข้าใจและตั้งคำถามต่อความรู้สึกภายในของผู้คนกลับถูกเปิดขึ้นราวกับผู้ถูกคุมขังได้รับการปลดปล่อย
อย่างน้อยที่สุด ผมเริ่มสังเกตว่าคำอธิบายบางอย่างเกี่ยวกับ “ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ” ระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายชาวมลายูในรอบ 3-4 ปีที่ผ่านมาค่อนข้างเป็นไปอย่างฉาบฉวย
นักวิชาการและนักพัฒนาองค์กรเอกชนที่อุตส่าห์เสียสละเข้าไปทำงานเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้และเยียวยากลุ่มผู้สูญเสียล้วนเป็นกลุ่มคนที่สมควรแก่การให้เกียรติและยกย่อง แต่บ่อยครั้งทีเดียว เขาและเธอเหล่านั้นได้อธิบายชีวิตของหญิงมลายูราวกับถูกถ่ายสำเนา จากหญิงสาวอิสลามในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางซึ่งเชื่อกันว่าถูกอำนาจของผู้ชายกดทับและควบคุมตลอดเวลา
หลายคนยังคงเชื่อว่าผู้หญิงมลายูไม่กล้าแม้แต่จะเถียงสามีและมีชีวิตอยู่แต่ภายในบ้าน จนไม่มีโอกาสเรียนรู้โลกภายนอก (?) และอีกหลายคนยังคงเชื่อว่าผู้ชายมลายูมักจะเป็นกลุ่มคนที่ขี้เกียจ ไม่ยอมทำงาน เอาแต่เดินถือนกกรงหัวจุกไปนั่งอวดกันในร้านน้ำชา (?)
การใส่ใจกับเงื่อนไขและความเคลื่อนไหวในชีวิตทางสังคมและวัฒนธรรมของความเป็นหญิงและความเป็นชายในสังคมมลายูยังคงถูกมองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย
……………………………..
ฝนเม็ดใหญ่ ลมกรรโชก และผิวทะเลปั่นป่วนคือสัญญาณของฤดูมรสุม…
เช้าวันที่สี่ก๊ะยะเดินกางร่มมาส่งข้าวให้ผมแทนแบยุ เธอบอกกับผมว่าแบยุตัดสินใจไปทำงานที่ประเทศมาเลเซียอย่างกระทันหันเมื่อคืนนี้
“แบยุฝากขอบคุณแบด้วยที่อุตสาห์นั่งคุยปรับทุกข์กันเมื่อวาน เขาบอกว่าอีกสามเดือนโน่นแหละกว่าจะเจอกันอีก” ก๊ะยะกล่าวเสริม
จากคำบอกเล่าของก๊ะยะ ผมจึงทราบสาเหตุของการเดินทาง แบยุไม่ต้องการเป็นภาระให้กับครอบครัวในช่วงเวลาที่เขาหมดประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ อย่างน้อยเขาก็หวังเก็บเงินก้อนเล็ก ๆ จากการทำงานเป็นลูกจ้างร้านต้มยำกุ้งในมาเลเซีย
“แล้วก๊ะกับลูกจะอยู่กันยังไงล่ะครับ” ผมถามด้วยความเป็นห่วง
“ไม่ต้องห่วงหรอก ปลาเค็มก็มี ญาติพี่น้องก็มี ก๊ะห่วงก็แต่แบยุเท่านั้นแหละว่าจะกินอยู่อย่างไร” เธอตอบพร้อมกับหันหน้ามองไปยังสายฝน
ฤดูมรสุมผ่านมาทีไร ไม่เพียงแต่เรือเท่านั้นที่กำลังรอคอยการออกสู่ท้องทะเล หากยังมีอีกหลายชีวิตที่กำลังรอคอยการกลับมาของผู้เป็นที่รักและยังมีอีกหลายชีวิตที่กำลังดิ้นรนอยู่ต่างแดน ปรารถนาเพียงการกลับมาเพื่อบอกเล่าเรื่องราวและส่งข่าวความหวังต่อกัน
แบยุเป็นเพียงชายมลายูคนหนึ่งจากอีกหลายสิบคนในกำปงที่ออกเดินทางไปหางานทำในช่วงฤดูมรสุม
มรสุมปีนี้หนักที่สุดในรอบ 5 ปี…
ฤดูมรสุม (ต่อ)
ชาวประมงมลายูจำนวนหนึ่งเอ่ยกับผมตรงกันว่า “ปราฮู” หรือ “เรือ” ของพวกเขาและเธอนั้นมีความสําคัญเปรียบได้กับ “รูมอฮฺ” หรือ “บ้าน” เพราะกว่าครึ่งหนึ่งในชีวิตของชาวประมงล้วนดำรงอยู่กลางทะเล
ในภาษามลายูเองก็มีคำว่า “บากอ” หมายถึงลักษณะการเดินทางอพยพเพื่อตั้งถิ่นฐาน หรือหาปลารูปแบบหนึ่งซึ่งมักใช้เรือลำใหญ่และไปพร้อมกัน 2-3 ครอบครัว อาศัยเพียงการสร้างเพิงเล็ก ๆ ไว้ริมหาดเพียง 1-2 เดือนจากนั้นจึงค่อยเปลี่ยนสถานที่หมุนเวียนไปเรื่อย ๆ ตามการเคลื่อนย้ายตามฝูงปลาหรือจนกว่าค้นพบสถานที่ใหม่อันอุดมสมบูรณ์
นอกจาก “บากอ” แล้วยังมีการเดินทางหากินทางทะเลที่คล้ายกันอีกประเภทหนึ่งเรียกว่า “บาแก” แต่เป็นการเดินทางในช่วงเวลาสั้น ๆ เพียง 2-3 คืนและมีจำนวนคนที่น้อยกว่า
แน่นอน ลักษณะการเดินทางโดยเรือทั้งสองประเภทนี้แทบไม่ปรากฏเหลือแล้วในปัจจุบันด้วยสาเหตุจากการร่อยหรอของทรัพยากรทางทะเลและมาตรการที่เข้มงวดของรัฐบาลเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายถิ่นฐาน กระนั้น ชาวประมงมลายูจำนวนมากยังรู้สึกผูกพันกับเวิ้งน้ำมากกว่าผืนดินและรู้สึกถึงความมั่นคงในชีวิตหากน้ำทะเลยังไม่เหือดแห้งไป
มันจึงมิใช่เรื่องแปลกเมื่อบรรยากาศในกำปงเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้งหลังจากฤดูมรสุมสิ้นสุดลง
ชาวประมงทั้งหญิงและชายต่างเตรียมตัวออกทะเลหลังจากการนั่งจับเจ่าอยู่ในบ้านหรือเป็นแรงงานในเมืองไปชั่วระยะหนึ่ง บ้างก็นั่งทำความสะอาดเรือ บ้างก็เร่งซ่อมแซมอุปกรณ์จับปลาชนิดต่าง ๆ อย่างขมักเขม้น หลายคนเล่าว่าการออกทะเลในห้วงเวลานี้มีความหมายมากต่อชีวิตของชาวประมง มันเป็นทั้งพันธกิจในการหาเงินเลี้ยงดูครอบครัว ชดใช้หนี้เถ้าแก่ และซื้อข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็น ที่สำคัญมันเป็นทั้งความสุขใจบางอย่างที่ไม่สามารถอธิบายได้
ทว่า สิ้นมรสุมมาหลายสิบวันแล้ว แบยุยังไม่กลับบ้าน…
…………………………………………………………………………………
การเดินทางไปทำงานในประเทศมาเลเซียของคนมลายูนั้นนับว่าเป็นเรื่องปกติและเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้ว เมื่อก่อนนี้ ยามว่างเว้นจากการทำนาและย่างเข้าสู่ฤดูมรสุม คนมลายูในแถบสามจังหวัดภาคใต้มักอาศัยความสัมพันธ์เชิงเครือญาติ ภาษา และศาสนาเป็นใบเบิกทางสู่การเป็นลูกจ้างกรีดยาง ดำนา และออกประมงในรัฐกลันตันและรัฐเคดะห์เป็นจํานวนมาก เขาและเธอเหล่านั้นจะกลับมาที่บ้านอีกครั้งหนึ่งเมื่อถึงฤดูทำนาและสิ้นมรสุม
กระทั่งเกือบสิบปีที่ผ่านมา อาชีพลูกจ้างในร้านต้มยำกุ้งและการรับผ้ามาขายในประเทศไทย กลายเป็นแรงดึงดูดใจใหม่สำหรับกลุ่มคนมลายู งานทั้งสองประเภทนี้ผุดขึ้นมาโดยมีความต้องการแรงงานและต้องการตลาดระบายสินค้าของประเทศมาเลเซียเป็นพื้นฐาน
นอกเหนือไปจากปัจจัยเรื่องเศรษฐกิจ ภายในส่วนลึกของคนมลายูยังให้ความสำคัญต่อการเดินทางซึ่งมีนัยถึงการ “ไปเที่ยว” เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์หรือ “ยาแล-ยาแล” เป็นอย่างมาก การเดินทางในลักษณะนี้มักก้ำกึ่งกับการแสวงโชคซึ่งได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้ใช้แรงงานจากหน้ามือเป็นหลังมือมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
หลายคนในกำปงที่ไปทํางานในประเทศมาเลเซียนานจนสามารถพูดได้ทั้งภาษามาเลย์กลาง ภาษาอินโดนีเซีย ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ เมื่อกลับมายังเมืองไทยก็มักจะผันตัวเองเป็นล่ามแปลภาษาให้กับนักท่องเที่ยวในบริษัททัวร์หรือไม่ก็จะใช้ทักษะทางภาษาในการติดต่อกิจการจนประสบความสำเร็จ บางคนกลายเป็นผู้นำในการพัฒนาชุมชนเพราะสามารถทบทวนประสบการณ์จากสถานที่ต่าง ๆ มาปรับใช้ให้สอดคล้องกับ “บ้าน” ของตนเองได้
ดังนั้น การไปทำงานในประเทศมาเลเซียของแบยุจึงมิใช่เรื่องผิดแผกไปจากการรับรู้ของคนมลายูทั่วไป เว้นแต่ว่าการไปทำงานของเขาจะขาดการติดต่อและยังไม่กลับตามเวลาที่เคยกำหนดเอาไว้ ก๊ะยะเล่าให้ผมฟังว่า แบยุติดต่อกลับมาครั้งสุดท้ายผ่านโทรศัพท์มือถือเมื่อเกือบสองเดือนที่แล้ว เธอทราบเพียงว่าเขากำลังลาออกจากงานในร้านต้มยำกุ้งเพราะได้ค่าตอบแทนน้อย
ก๊ะยะอธิบายให้ผมเข้าใจเพิ่มขึ้นอีกถึงลักษณะงานลูกจ้างในร้านต้มยำกุ้งซึ่งแม้จะเป็นงานที่หาง่ายแต่ก็เหมาะสําหรับเด็กวัยรุ่นและคนที่ยังไม่มีครอบครัวเท่านั้น สำหรับแบยุแล้ว เขาต้องหางานใหม่ที่มีค่าตอบแทนมากพอสำหรับเลี้ยงตัวเองและอีกหลายชีวิตที่บ้าน
“แบเขาบอกให้ก๊ะรู้เท่านี้จริง ๆ” ก๊ะยะเอ่ยขึ้น นอกจากค่าตอบแทนในเดือนแรกจํานวน 4,000 บาทซึ่งแบยุได้ฝากไว้กับญาติคนหนึ่งที่เดินทางกลับมายังกำปงแล้ว เธอก็ไม่ทราบอะไรอีกเลย
ก๊ะยะกับผมพยายามติดตามข่าวคราวของแบยุจากกลุ่มคนที่เดินทางไปทำงานรอบเดียวกัน บางคนเล่าว่าแบยุยังคงทำงานอยู่ที่เดิม บางคนเห็นแบยุครั้งสุดท้ายตอนที่เขากำลังไปสมัครเป็นลูกเรือประมงอวนรุน และบางคนยืนยันว่าแบยุถูกยึดใบอนุญาตผ่านแดน (Passport) กับใบอนุญาตทำงาน (Work-permit) เพราะการลาออกของเขาถือเป็นการผิดสัญญาที่กำหนดไว้กับนายจ้าง
“แล้วก๊ะจะทำยังไงต่อล่ะครับ” ผมถามขึ้น
“ไม่รู้เหมือนกัน ลูกก็ถามว่าเมื่อไรพ่อจะกลับ เถ้าแก่ก็มาทวงเงินกู้ เรือก็จอดเอาไว้เฉย ๆ ลำพังก๊ะคนเดียวออกทะเลไม่ได้หรอก” ก๊ะยะพูดด้วยน้ำเสียงที่พยายามข่มความรู้สึกบางอย่างเอาไว้ภายใน และมันทำให้ผมไม่กล้าเอ่ยอะไรอีกต่อไป
แน่นอน จากการเก็บข้อมูลที่ผ่านมาทำให้ผมทราบพอ ๆ กับก๊ะยะว่าการไม่กลับบ้านของคนซึ่งไปทำงานในประเทศมาเลเซียนั้นย่อมตีความไปทิศทางไหนได้บ้าง เริ่มแรก คือการถูกจับกุมซึ่งนับเป็นเรื่องปกติอย่างยิ่งสําหรับแรงงานพลัดถิ่นทั้งผิดและถูกกฎหมาย คำเปรียบเทียบที่คนมลายูคนหนึ่งเอ่ยกับผมว่า “ชีวิตของแรงงานมลายูในมาเลเซียก็ไม่ต่างจากแรงงานพม่าในเมืองไทย” ยังคงมีน้ำหนักและน่าเชื่อถืออยู่ไม่น้อย
ประการต่อมา คือ การแต่งงานใหม่หรือได้คู่ครองที่มีฐานะ เรื่องนี้ไม่นับว่าเป็นปรากฏการณ์ใหม่เพราะการแต่งงานกันในเครือญาติระหว่างสามจังหวัดภาคใต้กับรัฐกลันตันและเคดะห์นั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมานานแล้ว ทว่า ในระยะหลังมักเกิดขึ้นกับบรรดากลุ่มคนที่มีครอบครัวอยู่ก่อน จึงส่งผลให้อัตราการหย่าร้างในกำปงทวีจํานวนมากขึ้นตามลำดับ บางคนเดินทางกลับมาเพียงวันเดียวเพื่อเซ็นใบหย่าพร้อมกับเงินค่าดูแลครั้งสุดท้าย
ประการที่สาม คือ ความตาย การไม่กลับบ้านตามระยะเวลาที่กำหนดหรือขาดการติดต่อไปนานย่อมสันนิษฐานได้ว่าคนผู้นั้นตายไปแล้วได้เช่นกัน การตายของแรงงานมลายูในประเทศมาเลเซีย เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นระยะด้วยสาเหตุที่แตกต่างกันออกไป คนในกำปงเล่าให้ผมฟังว่าทุกครั้งที่มีการตายเกิดขึ้น หน่วยงานราชการและคนในประเทศมาเลเซียมักไม่ยอมให้ศพของแรงงานถูกฝังรวมอยู่ในสุสานของคนในประเทศมาเลเซีย ญาติพี่น้องของผู้ตายจึงต้องพยายามทุกวิถีทางในการนําศพ กลับมาฝังในกูโบร์ (สุสาน) ของกำปงในฝั่งไทยให้ได้ภายในเวลา 24 ชั่วโมง (เงื่อนไขเรื่องเวลานั้นถูกกำหนดตามหลักศาสนาอิสลาม)
นั่นจึงหมายความว่า ในกรณีที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายศพกลับมาที่บ้านได้ทันเวลา ญาติพี่น้องของผู้ตายจะต้องช่วยกันเรี่ยรายเงินเพื่อว่าจ้างคนมาเลเซียที่นับถือศาสนาอิสลาม (แอบ) ทำหน้าที่ประกอบพิธีกรรมและฝังศพแทน และหากกล่าวให้ถึงที่สุดแล้ว มีหลายศพทีเดียวที่ถูกทิ้งให้ลอยคว้างอยู่กลางทะเลหรือไม่ก็ถูกฝังในสถานที่รกร้าง ปลายทางของความตายในลักษณะนี้มักเกิดขึ้นกับ บรรดาลูกเรือประมงและแรงงานที่ยากจน ประการสุดท้าย คือ การมีชีวิตอยู่แบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ ต้องย้ายสถานที่และหางานทำใหม่ตลอดเวลา วิถีชีวิตเช่นนี้มักเกิดขึ้นกับแรงงานที่ถูกยึดใบอนุญาตทำงานและใบอนุญาตผ่านแดนจากนายจ้างในสาเหตุที่ต่างกันออกไป ผมเคยได้ฟังเรื่องราวเหล่านี้มาบ้างจากคนในกำปงจึงพอทราบว่ามันเป็นห้วงชีวิตที่ลําบาก บางคนต้องนอนใต้สะพานบางคนแทบไม่มีอาหารตกถึงท้อง แลบางคนต้องร่อนเร่ทำงานจนทั่วมาเลเซียแรมปีตั้งแต่รัฐกลันตันไปจนถึงเมืองกัวลาลัมเปอร์และยะโฮร์
ที่สําคัญคือคนกลุ่มนี้มักไม่เหลือเงินแม้แต่บาทเดียวเมื่อมีโอกาสได้กลับถึงบ้าน
…………………………………………………………………………………
สิ้นมรสุมมาหลายสิบวันแล้ว แบยุยังไม่กลับบ้าน…
ผมนึกชิงชังตัวเองไม่น้อยที่ไม่สามารถช่วยเหลือก๊ะยะได้นอกจากเฝ้ามองเธออยู่ห่างๆ และเข้าไปนั่งพูดคุยกับเธอบ้างเป็นบางคราว ผมตระหนักในทันทีว่าสถานภาพของนักมานุษยวิทยากลายเป็นสิ่งไร้สาระเมื่อผมเป็นได้เพียงผู้เก็บและรวบรวมข้อมูลที่ปล่อยให้ความสูญเสียของเธอมลายเป็นสุญญากาศอยู่ตรงหน้า
แน่นอน คนเรามีวิถีและพันธกิจที่จะมีชีวิตอยู่แตกต่างกัน อีกไม่กี่เดือนหลังจากนี้ ผมอาจกำลังนั่งเขียนวิทยานิพนธ์ภายในห้องเช่าที่กรุงเทพฯ แต่ก๊ะยะยังคงอยู่ที่เดิมกับภาวะยากจนไร้ที่พึ่งและการหายไปของแบยุ
ย่างเข้าสู่ฤดูร้อน แดดเริ่มแรงขึ้นและผิวทะเลเริ่มกลายเป็นสีน้ำเงินอมเขียวอันเงียบสงบ ก๊ะยะยังคงก้มหน้าก้มตาทำงานเลี้ยงลูกและชดใช้หนี้สินต่อไปเฉกเช่นคนในกำปงอีกจำนวนหนึ่งที่ประสบชะตากรรมเดียวกัน
เรือของเธอกับแบยุยังคงตั้งอยู่ในเพิงพักริมหาด ก๊ะยะหมั่นดูแลรักษามันเป็นอย่างดีจนเถ้าแก่บางคนมาขอซื้อและเพื่อนบ้านหลายคนเคยมาขอยืมไปใช้ ใช่ ทุกคนล้วนถูกปฏิเสธ เธอบอกว่าเรือลำนั้นมีความสำคัญต่อครอบครัวของเธอมาก ในยามเย็นบางวัน คนในกำปงมักพบเธอกับลูก ๆ นั่งเล่นและทานข้าวเย็นที่นั่น
ผมเริ่มเชื่อแล้วว่าเรือของคนมลายูเปรียบได้กับบ้าน มันมิใช่เพียงเพราะกว่าครึ่งหนึ่งในชีวิตของพวกเขาและเธอล้วนดำรงอยู่กลางทะเลเท่านั้น
แต่เรือคือส่วนหนึ่งของความทรงจำที่ก๊ะยะรักษาไว้เพื่อรอวันออกทะเลพร้อมแบยุอีกครั้ง…
2 thoughts on “ออแฆลูวา | คนนอก”